วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ในหลวง'ทรงห่วง รับสั่งแก้ภัยแล้ง 4เขื่อนใหญ่วิกฤติ

'ในหลวง'ทรงห่วง รับสั่งแก้ภัยแล้ง 4เขื่อนใหญ่วิกฤติ

  • Share:

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้เตรียมแหล่งน้ำแก้มลิง ในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผจญภัยแล้ง ประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เผยอิทธิพลของพายุ “มูจีแก” ทำให้ฝนตกหลายแห่งแต่น้ำไม่ลง 4 เขื่อนหลัก ปริมาณน้ำมีแค่ 3,182 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ต้องใช้น้ำต้นทุนถึง 8-9 พันล้าน ลบ.ม. รอปาฏิหาริย์เท่านั้น เพราะอีก 27 วันหมดฤดูฝนแล้ว ชี้สาเหตุเกิดจากการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด

พระมหากรุณาธิคุณในหลวงทรงห่วงพสกนิกรประสบภัยแล้ง มีรับสั่งเตรียมแหล่งน้ำแก้ภัยแล้งเปิดเผยเมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กทม. นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานมอบรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เตรียมแหล่งน้ำและแก้มลิงในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศรวมทั้งโครงการที่มูลนิธิอุทุกพัฒน์ฯ ร่วมกับกองทัพบก ในโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งและการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงสิ้นฤดูฝนซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วัน เพราะขณะนี้ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่าประเทศไทยจะประสบกับปัญหาภัยแล้งรุนแรง เนื่องจากขาดน้ำ แม้จะมีฝนตกจากอิทธิพลของพายุ “มูจีแก” ที่ทำให้ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้ส่งผลต่อการกักเก็บน้ำในเขื่อนหลักเพราะฝนไม่ตกในหรือเหนือเขื่อน

นายสุเมธกล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันที่ 2-5 ต.ค.ที่ผ่านมามีน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จำนวนไม่มาก แต่ทั้ง 4 เขื่อนสามารถใช้น้ำได้น้อยมาก โดยเขื่อนภูมิพลมีน้ำใช้การได้เพียง 7% คือ 957 ล้าน ลบ.ม.จากปริมาณน้ำ 4,757 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำใช้การได้เพียง 17% คือ 1,663 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำ 4,513 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยฯ มีน้ำใช้การได้เพียง 30% คือ 280 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำ 323 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักฯมีน้ำใช้การได้เพียง 29% คือ 282 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำ 285 ล้าน ลบ.ม.


ประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯกล่าวอีกว่า ที่สำคัญ เมื่อเทียบปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักกับปี 2557 พบว่าปริมาณน้ำปีนี้น้อยมาก คือมีแค่ 3,182 ล้าน ลบ.ม. ส่วนปี 2557 มีน้ำถึง 5,968 ล้าน ลบ.ม. ต่างกันถึง 2,786 ล้าน ลบ.ม. โดยปี 2557 เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 5,621 ล้าน ลบ.ม. ปี 2558 มีน้ำ 4,757 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ ปี 2557 มีน้ำ 5,600 ล้าน ลบ.ม. ปี 2558 มีน้ำ 4,513 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยฯ ปี 2557 มีน้ำ 711 ล้าน ลบ.ม. ปี 2558 มีน้ำ 323 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักฯ ปี 2557 มีน้ำ 748 ล้าน ลบ.ม. ปี 2558 มีน้ำ 285 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ฤดูฝนเหลือเพียง 27 วัน จะเอาน้ำมาจากไหน คงต้องรอปาฏิหาริย์อย่างเดียว ภาคเหนือฝนใกล้หมดและเริ่มหนาวแล้วเช่นเดียวกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง

“ถ้าโชคดีมีพายุเข้าน้ำก็จะได้แค่เขื่อนอุบลรัตน์กับเขื่อนป่าสักฯ ดังนั้น ปริมาณน้ำจาก 4 เขื่อนหลักที่มีแค่ 3,182 ล้าน ลบ.ม. เดือดร้อนแน่ เพราะขนาดปี 2557 มีปริมาณน้ำเกือบ 6,000 ล้าน ลบ.ม. ยังเกิดปัญหาขาดน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาและภัยแล้งในจังหวัดภาคกลางที่ชัดเจนคือการแย่งน้ำที่ จ.ปทุมธานีและสระบุรี จนต้องเปิดสระเก็บน้ำพระราม 9 โครงการพระราชดำริของมูลนิธิชัยพัฒนากับโครงการแก้มลิงทะเลสาบบ้านหมอ ต.สร่างโศก อ.บ้านหมอ จ.สระบุรีเพื่อช่วยเหลือประชาชน ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงห่วงปัญหา
ภัยแล้ง โดยทรงให้เตรียมแหล่งน้ำและแก้มลิงในโครงการพระราชดำริไว้รองรับ ความเดือดร้อนของประชาชน” นายสุเมธกล่าว

เมื่อถามว่าปัญหาภัยแล้งเกิดจากสาเหตุใด นายสุเมธกล่าวว่า เกิดจากการบริหารจัดการผิดพลาด ที่ผ่านมาทุกปีหลังฤดูฝน ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำต้นทุนไม่ต่ำกว่า 8-9 พันล้าน ลบ.ม. หรือบางปีมีถึง 1.2 หมื่นล้าน ลบ.ม. แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา น้ำต้นทุนมีน้อยมากเพราะมีการระบายน้ำเกินแผนซึ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องระบายเกินแผน ขณะที่คู คลอง หนอง บึง ตื้นเขินไม่ได้รับการดูแลให้เป็นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ ดังนั้น จากนี้เป็นต้นไปขอให้ประชาชนเตรียมแหล่งน้ำของตนเองเพื่อไว้ใช้ในยามที่จำเป็น

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้งร่วมกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ประชุมได้หารือมาตรการที่จะให้เกษตรกรทั่วประเทศสามารถทำการเกษตรได้ภายใต้ภาวะน้ำน้อยซึ่งเราจะต้องให้ผ่านในช่วง เม.ย. 2559 นี้ไปให้ได้ โดยจะต้องไม่กระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภคและพืชสวน ทั้งนี้ในข้อสรุปของทุกฝ่ายที่เสนอคือให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ทหารและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงไปสำรวจพื้นที่โดยอาศัยข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องว่าสามารถทำอะไรได้บ้างหรือพื้นที่ที่มีน้ำยังเพาะปลูกได้หรือไม่

“ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯจะนำแผนการลงพื้นที่สำรวจเสนอต่อคณะรัฐมนตรี หาก ครม.อนุมัติแล้วจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน จากนั้นกระทรวงเกษตรฯ จะนำแผนงานโครงการที่ได้สำรวจมาแล้วไปเสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อที่จะสามารถทำแผนงานไปปฏิบัติในเดือน พ.ย. ต่อไป เมื่อถามว่าฝนที่ตกใต้เขื่อนมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ถือว่าเราเสียโอกาสไปซึ่งในการสำรวจเราจะดูข้อมูลน้ำจากที่เป็นจริง อย่างไรตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำยืนยันว่าจะเพาะปลูกนาปรังรอบสองไม่ได้อย่างแน่นอน” รมว.มหาดไทย กล่าว

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้