วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"สมคิด" จี้ประมูลรถไฟไฮสปีดปีนี้

"สมคิด" จี้ประมูลรถไฟไฮสปีดปีนี้

  • Share:

ลั่นดันระบบรางสำเร็จไทยศูนย์กลางอาเซียน

“สมคิด” ตรวจการบ้าน “อาคม” สั่งเดินหน้าประมูลระบบรางไฮสปีด 3 สายทางภายในปีนี้ ดันไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน พร้อมจี้ประมูลรถไฟอีสต์—เวสต์ ไทย—ญี่ปุ่น 2 เส้นทางคือ กาญจนบุรี—กทม.—ระยอง และมุกดาหาร—แม่สอด เชื่อมไทย—เมียนมา—อินเดีย รวมทั้งรถไฟไทย—จีน เส้นทาง กทม.—หนองคาย—มาบตาพุด และเร่งเปิดประมูลรถไฟฟ้า 3 สี “ชมพู—เหลือง—น้ำเงินเดินรถต่อขยาย” ภายในสิ้นปีนี้ด้วย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมเร่งรัดติดตามการดำเนินการระบบรางและถนน ร่วมกับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ว่า ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม เร่งเปิดประมูลรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางเชื่อมตะวันออก-ตก (อีสต์-เวสต์คอร์ริดอร์) ด้านล่าง เส้นทาง กาญจนบุรี-กทม.-ระยอง ให้ได้ภายในสิ้นปี 58 โดยการประมูลให้ทำทีเดียวทั้งเส้นทาง หรือแบ่งเป็นช่วงก็ได้ เนื่องจากเป็นเส้นทางสำคัญที่จะช่วยขนทั้งคนและสินค้า รวมถึงผ่านโรงงานอุตสาหกรรมตลอดเส้นทาง หากดำเนินการสำเร็จจะเป็นประตูเชื่อมระหว่างไทย พม่า และอินเดีย

ส่วนเส้นทางตะวันออก-ตก (อีสต์-เวสต์คอร์ริดอร์) ด้านบน เส้นทางมุกดาหาร-ขอนแก่น-พิษณุโลก-ตาก นั้น ขณะนี้ได้ให้ญี่ปุ่นช่วยศึกษา หากดำเนินการได้จะเป็นประโยชน์สูงสุด เพราะจะขนคนได้มากกว่าขนส่งสินค้า ซึ่งการก่อสร้างจะทำให้ความเจริญแพร่กระจายไปยังจังหวัดใหญ่ๆ ในภาคอีสาน รวมถึงจะเชื่อมต่อการพัฒนาในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคตะวันตก นอกจากนี้ การก่อสร้างทางถนนก็มีส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อจากตะวันออกไปตะวันตก โดยการก่อสร้างถนนจาก จ.มุกดาหารถึง อ.แม่สอด จ.ตาก ขณะนี้คืบหน้าไปมาก และจะแล้วเสร็จในปี 59 ซึ่งประชาชนจะสามารถนั่งรถยนต์จากลาววิ่งผ่านเส้นทางนี้ทะลุไปถึงพม่าได้

นายสมคิดกล่าวต่อถึงรถไฟไทย-จีน เส้นทาง หนองคาย-แก่งคอย-กทม. และแก่งคอย-มาบตาพุดว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดการก่อสร้างช่วง กทม.-นครราชสีมา ซึ่งจะพยายามเร่งรัดให้โครงการดำเนินการโดยเร็ว โดยจีนกับไทยมองว่าเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ ฉะนั้น ต้องการให้หารือกับจีนว่าจะช่วยเหลือไทยอย่างไร โดยเส้นทางนี้ หากขนได้ทั้งคนและสินค้า จะทำให้เกิดความเจริญสองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน

“คมนาคมต้องกำหนดแผนพัฒนาจังหวัดสองข้างทางให้ชัดเจน เพื่อพิสูจน์ว่าเส้นทางนี้เกิดแล้ว มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจด้วย ไม่ใช่เฉพาะทางการเงินเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกัน เพราะผลตอบแทนทางการเงินจะคิดว่าลงทุนไปเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ ได้กลับมาเท่าไหร่ แต่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ คือ สองข้างทางนี้เมืองเจริญอย่างไร การท่องเที่ยวดีขึ้นอย่างไร ธุรกิจเกิดขึ้นหรือไม่ ราคาที่ดินสูงขึ้นหรือไม่ ต้องฉายภาพให้สาธารณชนเห็น ถ้าไทยทำทั้งเหนือไปใต้ และตะวันออกไปตะวันตกได้พร้อมๆกัน จะมีประโยชน์มหาศาล ไทยจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนทันที”

สำหรับโครงการรถไฟฟ้า 3 สายทาง ที่ต้องเปิดประมูลให้ได้ภายในปลายปี 58 ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง, รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ (สัญญาการเดินรถ) ซึ่งจะพยายามให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะช่วงนี้มีความสำคัญมากกับการลงทุน

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า รถไฟในเส้นทาง กทม.-แหลมฉบัง จะดำเนินการก่อน โดยคณะสำรวจออกแบบของญี่ปุ่นมาอยู่ที่กระทรวงคมนาคมแล้ว จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนรูปแบบการลงทุน ต้องรอให้ญี่ปุ่นศึกษาความเหมาะสมก่อน แต่ไทยต้องการให้เป็นรูปแบบการร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระรัฐบาล ส่วนรางจะสร้างขนาด 1.435 เมตร เพื่อเปลี่ยนระบบเทคโนโลยีของไทยให้ทันสมัยมากขึ้น

สำหรับเส้นทางตะวันออก-ตะวันตก ทางถนนเส้นทางแม่สอด-มุกดาหาร ระยะทาง 770 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งจะปรับปรุงเป็น 4 ช่องจราจรนั้น ในช่วงพิษณุโลก-หล่มสัก จะเปิดให้บริการได้ในเดือน ธ.ค.นี้ ยังขาดช่วงกาฬสินธุ์-คำชี และบ้าน-นาไคร้-มุกดาหาร แต่ขณะนี้สามารถเชื่อมการเดินทางด้วยถนนได้หมดแล้ว ส่วนรถไฟตะวันออก-ตะวันตก สายแม่สอด-มุกดาหาร ระยะทาง 815 กม. แบ่งเป็นแม่สอด-พิษณุโลก และพิษณุโลก-ขอนแก่น-มุกดาหาร ต้องรอให้ญี่ปุ่นศึกษาเพิ่มเติมว่าเหมาะสมเพียงใด ต้องการให้เป็นเส้นทางวิ่งเชื่อมเหนือ-อีสาน-ลาว โดยทางรถไฟนี้จะเน้นขนส่งสินค้า และใช้เวลาศึกษาไม่ถึง 1 ปี เพราะมีผลศึกษาของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อยู่แล้ว โดยจะเป็นสแตนดาร์ดเกจ นอกจากนี้ ยังจะเร่งดำเนินการรถไฟทางคู่ บ้านไผ่-นครพนม ให้เร็วขึ้นด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อ

ส่วนรถไฟตะวันออก-ตะวันตก ที่ต้องการให้เอกชนเข้ามาลงทุนนั้น ถือเป็นแนวนโยบายหลักที่จะให้เอกชนเข้ามาลงทุนระบบรถไฟทั่วประเทศ ส่วนรถไฟฟ้าจะเสนอ ครม.พิจารณาเร็วๆนี้ ส่วนที่จะเพิ่มเติมในปีหน้า คือ สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี และสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ “รัฐบาลได้วางนโยบายนำโครงสร้างพื้นฐานไปไว้ในเมืองหลักๆ เช่น พิษณุโลก มีจุดเชื่อมต่อไปเชียงใหม่ และจากแม่สอดมาพิษณุโลก และเชื่อมต่อไปขอนแก่น ระหว่างทางมีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก มีอุทยานน้ำหนาว จุดหมายปลายทางอยู่ที่ขอนแก่น นครราชสีมา”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้