วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เก่ง สวย ทึ่ง! บินเดี่ยวรอบโลกกว่า 70 ประเทศ 'มิ้นท์ มณฑล' ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวเท่ๆ ได้

เก่ง สวย ทึ่ง! บินเดี่ยวรอบโลกกว่า 70 ประเทศ 'มิ้นท์ มณฑล' ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวเท่ๆ ได้

  • Share:

ใครว่าต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นถึงจะทำอะไรลุยๆ กล้าทำอะไรบ้าบิ่น แบกเป้เที่ยวต่างถิ่นต่างแดนคนเดียวได้ วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปทำความรู้จักกับสาวน้อยมหัศจรรย์วัย 27 ปี ที่จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิด เพราะเธอได้บินเดี่ยวเที่ยวรอบโลกมาแล้วกว่า 70 ประเทศ ในระยะเวลาเพียง 4 ปี และได้เขียนบล็อกสร้างแรงบันดาลใจให้กับสาวๆ มาแล้วมากมาย …

'มิ้นท์-มณฑล กสานติกุล' สาวน้อยหน้าใสที่หลงรักการเดินทาง และการถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ เธอเป็นเจ้าของเพจบล็อก “I Roam Alone” และหนังสือ “I Roam Alone” ที่รวบรวมเรื่องราวการเดินทางคนเดียวของเธอจากหลากหลายประเทศ ทั้งยุโรป และเอเชีย โดยเธอได้แรงบันดาลใจมาจากความคิดของเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่ว่า "ถ้าฉันเป็นผู้ชาย ฉันจะแบกเป้ไปเที่ยวคนเดียวแล้วล่ะ!" ซึ่งเธอก็ตั้งคำถามมาตลอดว่า 'แล้วยังไงอะ?' จากความคิดเล็กๆ กับเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้นั้น ทำให้เธอเริ่มต้นออกเดินทาง และพิสูจน์ว่ามันไม่จริงเลย ขอเพียงแค่คุณมี 'ความกล้า' ที่จะออกจากกรอบเดิมๆ เท่านั้นก็พอ! 

'มิ้นท์-มณฑล กสานติกุล' สาวน้อยหน้าใสที่หลงรักการเดินทาง และการถ่ายรูป

"I Roam Alone เป็นการเดินทางเที่ยวรอบโลกของผู้หญิงคนเดียว ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้หญิงสาวหลายๆ คนกล้าออกเดินทางมากขึ้น และข้ามพ้นข้อจำกัดในชีวิตอย่างที่เธอเคยผ่านมาแล้ว" ไทยรัฐออนไลน์พบเธอที่งาน ME by TMB และมีโอกาสได้นั่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน 

พาร์ต 1 : จุดเริ่มต้นของการเดินทางคนเดียว

"เราเริ่มเดินทางคนเดียวตั้งแต่อายุ 23 ปี จำได้ว่าทริปแรกที่เราไป คือ หมู่เกาะอะซอเรส (Azores) กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ประเทศโปรตุเกส เราไปอยู่ที่นั่นประมาณ 3 อาทิตย์ มันเป็นการเที่ยวคนเดียวครั้งแรกของเรา ตอนนั้นเรากลัวมากนะ แต่ก็ได้มิตรภาพดีๆ กลับมาเยอะเลย ได้ทั้งเพื่อน และประสบการณ์การใช้ชีวิต"

เธอย้อนเล่าให้เราฟังว่า จริงๆ แล้วเธอเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกตอนอายุ 16 ปี โดยคุณแม่ส่งไปเรียนภาษาที่อังกฤษเป็นเวลา 3 อาทิตย์ช่วงปิดเทอม ตอนนั้นถึงเธอจะร้องไห้คิดถึงบ้านตลอด แต่มันก็คือก้าวเล็กๆ ก้าวแรกในการใช้ชีวิตต่างแดนของเธอ หลังจากนั้นจนถึงช่วงมหา'ลัย เธอก็มีโอกาสได้ไปสเปน 3 เดือนเต็มเพื่อเรียนภาษาอีกครั้ง และนี่ก็เป็นเหมือนบททดสอบครั้งแรกที่เธอผ่านมา เธอเจอเรื่องที่ดีก็เยอะ และเรื่องร้ายก็มีไม่น้อย ทว่าแต่ละเรื่องราวก็เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำของเธอ และจากการเดินทางครั้งนั้นก็ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะพึ่งตัวเอง หัดดูแลตัวเอง และอยู่คนเดียวให้เป็น …

'มิ้นท์-มณฑล กสานติกุล' สาวน้อยหน้าใสที่หลงรักการเดินทาง และการถ่ายรูป

หลังจากเรียนจบมหา'ลัย แล้ว กลายมาเป็นนักเดินทางได้ยังไง ?

หลังจากเรียนจบเราได้มีโอกาสไปเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองมาดริด ประเทศสเปนอีกครั้ง พอเรียนไปได้สักพักเราก็เริ่มเที่ยวแบกเป้ผจญภัยไปกับเพื่อนๆ เพราะว่าเด็กยุโรปเนอะก็ต้องเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ เราก็ไปนอนรวมกันเป็นสิบๆ ทำอาหารกินเองบ้างเพื่อความประหยัด แน่นอนว่าความสบายที่เราเคยมีหายไป แต่มันได้ความสนุกกลับมาแทน เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ คนท้องถิ่นหลายๆ คน เลย ซึ่งมันถือเป็นประสบการณ์ที่มากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยล่ะ

แต่ละทริปๆ จบไปพร้อมกับความสนุกสนาน และประสบการณ์ที่วิเศษสุด ทีนี้ก่อนที่เราจะเรียนจบปริญญาโท อยู่ในช่วงทำธีสิส เราก็นึกอยากทำอะไรสนุกๆ ขึ้นมา เพราะว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่เรียนหนักมาก เราก็เลยรู้สึกอยากหาอะไรทำเพื่อผ่อนคลายตัวเอง เราก็เลยจองตั๋วไปหมู่เกาะอะซอเรส (Azores) เลยอย่างที่บอก ซึ่งนั่นเป็นทริปที่เราเริ่มต้นเดินทางคนเดียวจริงๆ โดยไม่มีเพื่อนเลย พอไปถึงแล้วเราก็ค่อยโทรบอกคุณแม่ทีหลัง (หัวเราะ)

เราได้อะไรจากการเดินทางคนเดียวบ้าง ?

การเดินทางคนเดียว มันทำให้เราดูแลตัวได้นะ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มีประสบการณ์การใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น ซึ่งอะไรแบบนี้มันหาในตำราเรียนไม่ได้ ที่สำคัญเราได้มีเพื่อนใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ ที่เคยเจอมาด้วยกัน

เม้าท์มอยไม่หยุดเลยๆ

ทริปหลังจากนั้นได้ไปที่ไหนมาอีกบ้าง ?

โห … เยอะแยะไปหมดเลย ไปออสเตรีย สโลเวเนีย สวิตเซอร์แลนด์ เอกวาดอร์ ไปอยู่ประเทศละ 3 อาทิตย์ได้ คือตั๋วถูกเราก็ไปเลย หรือถ้าเป็นช่วงโปรโมชั่นก็ตัดสินใจไปเลย เราจะคอยเช็กตั๋วเครื่องบินอยู่ตลอด เราเช็กตั๋วหลายที่นะ เว็บที่เราจะใช้ก็มี edreams, Skyscanner และ lastminute

เทคนิคการบริหารเงิน หรือการแบ่งจ่ายใช้เงินในการเที่ยวแต่ละที่ ?

"อาจเป็นเพราะเราไม่ชอบช็อปปิ้ง ไม่กินอาหารแพงๆ ด้วยมั้ง เวลาเดินทางก็จะคอยประหยัด นอนโฮสเทลคืนละ 10 ดอลลาร์ มันก็เลยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้บ้าง เราพยายามใช้เงินรวมทุกอย่างทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร ค่าเที่ยวต่างๆ จะอยู่ที่ 50,000 บาทต่อเดือน บางเดือนเราไม่ค่อยได้ใช้เงินเลยก็มีนะ"

เงินที่เราใช้ไปเที่ยวแต่ละที่ ส่วนหนึ่งมาจากเงินของคุณแม่ที่ส่งให้เราไปเรียนด้วย คุณแม่เป็นผู้สนับสนุนหลักเลย ให้เงินเดือนทุกเดือน และส่วนหนึ่งมาจากงานพิเศษที่เราทำ เพราะตอนที่เราเรียนอยู่สเปนก็ได้ไปลองทำงานพิเศษอยู่ที่โน่น เป็น See Walking Tour เป็นไกด์พานักท่องเที่ยวตามโฮสเทลเที่ยว คล้ายๆ งานฟรีแลนซ์หน่อย คือวันไหนที่เราอยากไปทำงานเราก็ไป ตอนเช้าก็ไปรับกรุ๊ป พาเดินเที่ยวรอบมาดริด แล้วก็รับทิปหลังจากเสร็จงาน ครั้งหนึ่งก็ได้เยอะอยู่เหมือนกันนะ ถ้าเราหวานๆ หน่อย ครั้งหนึ่งก็ได้ประมาณ 5-6 พันเลย ทำงานแค่ 2 ชั่วโมงเอง พอตกกลางคืนก็มีพากรุ๊ปไปเที่ยวด้วย คือช่วงนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยเลย นั่นก็เลยเหมือนเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราเห็นชีวิตการเดินทางเยอะขึ้น จนรู้สึกว่ามันเป็นความชอบ เริ่มรู้ว่านี่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ และเริ่มคิดว่าอยากจะเดินทางไปทุกๆ ที่ถ้าเป็นไปได้ …

พาร์ต 2 : เดินทางมาหลายประเทศจนกลายเป็นอาชีพ !

เริ่มต้นมาทำบล็อกท่องเที่ยว 'I Roam Alone' ได้ยังไง ?

ตอนนั้นไม่ได้คิดหรอกว่า เราจะทำอาชีพ 'นักเดินทาง' จนกลายมาเป็น 'บล็อกเกอร์ท่องเที่ยว' เหมือนตอนนี้ เราแค่คิดว่าอยากเดินทาง ยังอยากเที่ยว-หาประสบการณ์ใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ จนตอนนั้นเรียนจบปริญญาโท นั่นคือจุดเปลี่ยน เรากลับมาที่ไทยในขณะที่ยังรู้สึกว่าตัวเรายังอยากเดินทางอยู่เลย แต่ทุกคนจะคิดว่าจบแล้วต้องกลับมาทำงานกับที่บ้าน หรือไม่ก็เป็นอาจารย์ (เพราะว่าเราจบด้านวรรณกรรมสเปนมา) เราก็รู้สึกแบบยังไม่อยากทำเลย ทีนี้สังคมก็เริ่มกดดัน ญาติๆ ก็เริ่มถามว่าเมื่อไหร่จะทำงาน ตอนนั้นเราก็เลยหลงวิ่งไปสมัครงานอยู่พักหนึ่งนะ 3-4 เดือน แต่ก็ต้องขอบคุณมากที่เขาไม่รับเรา เราก็เลยตัดสินใจบอกคุณแม่ว่า 'เราขอเดินทางได้ไหม ขอ 1 ปี ถ้าเราทำให้เป็นอาชีพไม่ได้ เราจะยอมกลับมาทำธุรกิจที่บ้าน ใช้ชีวิตแบบคนปกติเลย' ตั้งแต่วันนั้นมันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น โดยการเริ่มเขียนบล็อกเลย แต่จริงๆ อันนี้คุณแม่เป็นคนบังคับนะ เพราะท่านบอกว่า ถ้าอยากจะเดินทางก็ต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งก็ต้องขอบคุณคุณแม่จริงๆ ที่บังคับให้เราทำในวันนั้น

เราเริ่มต้นเขียนบล็อกเดินทาง โดยเริ่มจากเขียนเว็บเองก่อน ลองคิดดูนะ จากเด็กอักษรฯ มาทำบล็อก ตอนนั้นยอมรับเลยว่า มันเป็นอะไรที่ยากสำหรับเรามาก เราเขียนเว็บไม่เป็นเลย ไม่เข้าใจเลย แต่ถ้านี่มันคือหนทางสู่การใช้ชีวิตที่เราชอบ เราก็ต้องทำ! ตอนนั้นเรานั่งร้องไห้เขียนเว็บอยู่ประมาณ 2 เดือน ทำเองทุกอย่าง จากที่ไม่เคยอ่านพวกโค้ดต่างๆ ก็มานั่งไล่ไปทีละอันๆ แกะไปเรื่อยๆ จนเว็บออกมาเรียบร้อยในที่สุด เราก็ภูมิใจนะที่ทำมันออกมาสำเร็จด้วยความตั้งใจของเราทั้งหมด และทีนี้ในช่วงนั้นเราทำเว็บไปพร้อมๆ กับเขียนทริปการเดินทางที่ผ่านๆ มา เมื่อเว็บเสร็จ เราก็เริ่มเอาลงบล็อกเลย เพราะมันคือสิ่งที่เราชอบ คือสิ่งที่เราต้องการ เราก็เลยเขียนแบบเต็มร้อย ให้สองร้อยเลย (หัวเราะ) จากนั้นพอเราเริ่มเดินทางมากขึ้น เราก็เลยเริ่มโปรเจกต์บล็อก ที่ชื่อว่า 'I Roam Alone' ซึ่งตอนนี้ทำมาได้ 2 ปีแล้ว ...

เห็นหวานๆ แบบนี้ แต่ลุยมากนะคะ !

แต่ละประเทศที่ไปเยือน มีการวาง point ไหมว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง ?

ไม่มีเลยนะ เราเขียนแบบเป็นตัวเองเลย คือการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ให้คนอ่านบล็อกรู้สึกว่า เขาแพ็กกระเป๋าบินไปกับเรา แล้วเขาจะเห็นสิ่งที่เราเห็น รู้สึกอย่างที่เรารู้สึก คือมันจะเป็นคำพูดที่เขียนในแบบสไตล์ตัวเอง มันจะไม่มีเป็นข้อมูลแน่นปึ้กอะไรขนาดนั้น คือใครที่อยากจะหาข้อมูลการท่องเที่ยว ข้อมูลของ 'Lonely Planet คัมภีร์นักเดินทาง' เขาทำได้ดีกว่าเรามาก ถ้าอยากรู้ข้อมูลแน่นจริงๆ ทุกซอกทุกมุมของแต่ละประเทศนั้นๆ ให้ไปหาดูเล่มนั้นจะดีกว่า เพราะบล็อกที่ทำขึ้นของเรา มันคือประสบการณ์การเดินทางจริงๆ ที่อยากให้คนอ่านได้เห็น ได้สัมผัสว่า การเดินทางคนเดียวจริงๆ มันเป็นยังไง หน้าตามันเป็นยังไงเท่านั้นเอง

แพลนกำหนดการลงบล็อก ? เราไม่มีแพลน หรือเป็น Routine ในการลงเลย จะลงตามอารมณ์ จนมาถึงตอนนี้เราไม่นับตัวเองเป็นบล็อกเกอร์แล้วนะ เรานับตัวเองเป็นนักเขียน และนักเดินทางมากกว่า คือบล็อกเกอร์จะรับรีวิวโน่นนี่ แต่เราไม่รับเลย

ถ่ายตอนเผลอก็ยังน่ารักอะ

จุดประสงค์ในการทำบล็อกท่องเที่ยวคืออะไร ?

จุดหมายสำคัญของเรา คือ แบ่งปันประสบการณ์ … อยากให้สาวๆ ได้เห็นภาพว่า การเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวมันเป็นอย่างไร อันตรายหรือไม่ เวลาเจอคนแปลกๆ ต้องทำอย่างไร ต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง จะแต่งตัวอย่างไร หรือการเลือกโฮสเทลนอนที่ไหน อย่างไรดี เผื่อวันหนึ่ง … ถ้าใครตัดสินใจแบกเป้เที่ยวคนเดียวเหมือนกับเราแล้ว อย่างน้อยก็พอจะมีข้อมูล มีคำปรึกษา-คำแนะนำ หรือมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการเดินทางแบบผู้หญิงคนเดียวไว้บ้าง

อย่างตอนนี้จะมีน้องๆ เขียนอีเมลเข้ามาปรึกษาเยอะว่า จะไปที่นี่ ที่นั่น จะต้องเตรียมตัวทำอะไรบ้าง เราก็จะคอยเตือนเขาว่า ในประเทศนี้ๆ ต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง เช็กที่พักที่ไหนได้ เลือกที่พักยังไง การเดินทางควรจะเอาเป้อะไรไป หรือเทคนิคการหาเพื่อนที่โน่น มันจะเป็นการให้คำแนะนำ เพื่อให้เขาปลอดภัยเวลาที่อยู่ที่โน่นมากที่สุด เพราะเราผ่านมาหมดแล้ว มันเป็นประสบการณ์ตรงของเราเลย ส่วนเขาจะทำตามรึเปล่าอันนี้ก็แล้วแต่เขาเหมือนกัน บางทีเขาเข้าไปอ่านในเพจบล็อกของเรา มันก็เลยเป็นเหมือนปากต่อปากกันอีกที 

น่ารักใสๆ

และหนังสือที่เขียน “I Roam Alone” เริ่มมาทำช่วงไหน ?

หลังจากท่องเที่ยว และเขียนบล็อกไปได้สักพักประมาณเดือนกว่าๆ ก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อมา จะขอเอาเรื่องราวการเดินทางของเราไปตีพิมพ์ เราก็ดิวกับเขามาเรื่อยๆ ติดต่อกับสำนักพิมพ์ตลอด พอผ่านไป 2 เดือน หนังสือก็กำลังจะเสร็จแล้ว นี่เราก็มองว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นว่า เราทำมันได้แล้วอะ เรากำลังจะมีหนังสือเป็นของตัวเองแล้ว ข้างในมันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของเรานะ จากนั้นเราก็เดินทางมาเรื่อยๆ ตอนนั้นเรายังทำงานไม่เยอะนะ เพราะมันยังเป็นเหมือนช่วงพิสูจน์ตัวเองอยู่ เหมือนเราต้องทำให้สุด เราก็เลยตัดสินใจไปแอฟริกา 2 เดือนหลังจากนั้น แล้วก็ไปอเมริกาใต้ กับอเมริกากลาง 8 เดือน ไปแบ็กแพ็กเที่ยวคนเดียว

นอกจากทำบล็อกท่องเที่ยวแล้ว ยังมีโปรเจกต์อื่นๆ อีกไหม ?

พอกลับมา … ด้วยความที่มันเป็นเรื่องใหม่มากในสังคมไทย กับการที่ผู้หญิงเดินทางคนเดียวเที่ยวรอบโลก เพราะตอนนั้นเหมือนผู้หญิงยังไม่ค่อยเดินทางคนเดียว ยิ่งเป็นต่างประเทศด้วย ยิ่งแทบจะไม่มี มันก็เลยเหมือนจุดพลุ คนก็เลยเห็นเยอะ หลังจากทริป 8 เดือนนั้น ก็มีรายการทีวีติดต่อเข้ามา ตามไปถ่ายเราถึงที่คิวบาเลย แล้วก็เริ่มมีงานทีวี งานโฆษณาที่เกี่ยวกับการเดินทาง-ท่องเที่ยว งานสัมภาษณ์ งานอีเวนต์ ทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเดินทาง โปรเจกต์ส่วนตัวก็มีที่คนอื่นเขามาขอจองไว้ จากจุดนั้นมาจุดนี้เกือบปี คือ เงินที่หาได้ตอนนี้ใช้จ่ายทริปเก่าได้หมดแล้ว แล้วก็มีสำหรับเดินทางทริปต่อไปด้วย

ใครว่าผู้หญิงแบกเป้เที่ยวคนเดียวไม่ได้ !

พาร์ต 3 : ประเทศสุดประทับใจ และเสน่ห์ของแต่ละประเทศ

ทำบล็อกเดินทางมาแล้วกว่า 70 ประเทศ ประเทศไหนที่รู้สึกประทับใจมากที่สุด ?

เราประทับใจทุกที่เลยนะ แต่ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นทวีปอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ตั้งแต่เม็กซิโกลงมาเลย คือคนประเทศเขาน่ารัก เป็นที่ที่คนเขาไม่กลัวกัน เราไปแล้วรู้สึกดีมากๆ จริงๆ อย่างที่กรุงเทพฯ เวลาไปนั่งรถไฟฟ้า เราจะไม่กล้าคุยกับคนข้างๆ ที่เราไม่รู้จัก แต่ทวีปนั้นจะไม่เป็นแบบนี้เลย อยากจะคุยก็คุยได้เลย แล้วเขาก็คุยกับเรากลับด้วย ไปนั่งปุ๊บเขาก็คุยกับเราแล้ว ฉะนั้นมันจะเหมือนกับว่า เราไม่ได้เดินทางคนเดียว หรือต้องอยู่คนเดียวในขณะเดินทางที่ทวีปนั้นๆ

เวลาเราไปแต่ละที่ เราไม่ได้ต้องการอยากจะไปถ่ายรูปกับอะไร แต่เราไปเพื่อเอาประสบการณ์กับคน เพราะอย่างที่บอก มันไม่ได้มีในอยู่ตำรา หรือไกด์บุ๊กที่ไหนเลย นั่นไม่ได้หมายความว่า เราไปปารีสแล้วไม่ไปหอไอเฟลนะ เราก็ไป แต่เราจะให้ความสนใจกับการเดินบนถนน การคุยกับคนมากกว่า เพราะเราอยากได้ประสบการณ์จากการเดินทางมากกว่า!

อากาศหนาวสุดๆ ไปเลย

แต่ละที่ที่ไปมีเสน่ห์แตกต่างกันยังไงบ้าง ?

อย่างประเทศ 'เม็กซิโก' คนเขาจะรื่นเริงนะ ขึ้นรถไปเขาก็จะคุยกับเราตลอด 'ชิลี' ก็เหมือนกัน เราไปฉลองวันเกิดที่โน่นด้วย แล้วก็มีคนมาฉลองวันเกิดให้ เพราะรู้ว่าเราเดินทางคนเดียว มันจะเป็นเรื่องของคนมากกว่าสำหรับการเดินทางของเรานะ

ประเทศต่อไปที่คิดไว้ว่าจะไป ?

อาจจะพาคุณแม่ไปจอร์แดน อันนี้คือมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณแม่เลย อยากไปเฉยๆ คุณแม่ก็อยากไปด้วย ส่วนการเดินทางของตัวเองน่าจะเป็นช่วงต้นปี มีตั๋วแล้วด้วย มีแพลนจะกลับไปอเมริกาใต้อีกครั้ง ที่โคลอมเบีย และเวเนซุเอลา เราชอบมนตร์เสน่ห์ของที่นั่น พวกเขาดูมีความสุขในขณะที่พวกเขาไม่มีอะไร แล้วมันเป็นที่ที่ทำให้เราตกหลุมรักการเดินป่า รู้สึกเหมือนเป็นรักแรกของเราเลย … 8 เดือนที่เราได้ไปอยู่ที่นั่น มันทำให้เราโตขึ้นเยอะมากเลย ที่นั่นทำให้เราค้นพบความสุขอย่างแท้จริง

สวยท้าแดดกันหน่อย

พาร์ต 4 : คำแนะนำก่อนการเดินทางรอบโลกคนเดียว !

ก่อนการเดินทางมีการศึกษาหาข้อมูลเยอะไหม ?

ช่วงเริ่มเดินทางแรกๆ หาข้อมูลเยอะมาก เพราะเรายังไม่ชัวร์ ยังไม่มั่นใจในการตัดสินใจเท่าไร จองทุกอย่างไปหมด แต่พอหลังจากเดินทางมาได้เกือบครึ่งปี เราก็ปีกกล้าขาแข็งล่ะ เดี๋ยวนี้ก็ไป แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ไปแบบไม่ต้องวางแผนเลยก็ได้ แต่นั่นก็เพราะเรามีประสบการณ์อยู่แล้วนะ คือเรารู้แล้วว่า พอเกิดอะไรขึ้นปุ๊บเราจะต้องทำยังไงต่อไป สมองเราจะประมวลผลเร็วมาก ว่าเราจะต้องทำอะไรๆ บ้าง

เทคนิคการฝึกภาษาให้คล่อง ?

ไม่จำเป็นนะ เพราะอย่างคนเกาหลีที่เราไปเจอที่สเปน และอเมริกา เขาก็เดินทางรอบโลกคนเดียวเหมือนกัน พูดอังกฤษแทบไม่ได้ สเปนนี้คือไม่ได้เลย เขาพูดได้แต่เกาหลี ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงกล้ามาคนเดียว ? แน่ล่ะว่า เขาต้องเช็กข้อมูลก่อนมาเยอะอยู่แล้ว ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด คือเขากล้าที่จะพูด กล้าที่จะสื่อสารแม้ว่าเขาจะพูดผิดพูดถูก และกล้าที่จะก้าวออกมาจากกรอบเดิมๆ อันนี้มันขึ้นอยู่ที่ใจมากกว่านะว่าคุณกล้าก้าวข้ามมารึยัง

ไม่มาแล้วจะเสียใจนะ !

มีวิธีสื่อสารอย่างไรเมื่อพูดกันคนละภาษา ?

ก็ทำได้หลายอย่างนะ เช่น วาดรูปให้เขาดู การส่งเสียง การชี้ ทำได้หมดเลย นี่คือวิธีการเอาตัวรอดสำหรับใครที่พูดภาษาไม่เก่ง และไปอยู่เมืองนอกตัวคนเดียวเลยนะ

ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง หากผู้หญิงตัวคนเดียวจะท่องโลกกว้าง ?

อย่างแรกเลยต้องเตรียมใจให้พร้อม เพราะว่าคุณจะได้ไปเจอ ได้ไปสัมผัสสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอ ผู้คนใหม่ๆ การเดินทางใหม่ๆ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย และก็ต้องเริ่มจากก้าวเล็กๆ เรามองว่าการที่จะเดินทางรอบโลกคนเดียว ก้าวมันคงใหญ่มากนะ และเราคงจะเหนื่อย จะดีกว่าไหม ถ้าเริ่มมองที่ก้าวเล็กๆ ก่อน แล้วฝันใหญ่ๆ ค่อยๆ หาประสบการณ์ จากก้าวเล็กๆ ก้าวแรก โดยคุณอาจจะเริ่มเดินทางจากประเทศใกล้ๆ อย่างประเทศเพื่อนบ้านก่อนก็ได้ ขยับขึ้นเป็นเอเชีย ต่อด้วยยุโรป อังกฤษ อเมริกา…อย่าเพิ่งท้อ คุณจำไว้ว่าก้าวแรกสำคัญที่สุดนะ แค่คุณก้าวมันออกไปก่อน แล้วมันจะมีก้าวที่ 2 3 4 ตามมา

ก้าวแรกไม่จำเป็นว่าคุณจะตั้งเป้าเดินทางทั้งปีเลย คุณค่อยๆ เรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ก็ได้ เพราะอย่างเรากว่าจะเรียนรู้เดินทางมาได้ขนาดนี้ ก็เดินทางกับคนอื่นมาเยอะพอสมควร ก่อนจะเริ่มหันมาเดินทางคนเดียวดูบ้าง จาก 3 อาทิตย์ ก็เป็นเดือน จาก 1-2 เดือน ก็เป็น 8 เดือน คือทุกอย่างมันมีสเต็ปของมัน ไม่มีหรอกนะที่คนเราจะมาปริญญาเอกเลย

ถ้าเป็นเรื่องเงิน คุณจะต้องพกบัตร 2 ใบ 2 ธนาคาร เพราะบางครั้งมันก็จะมีธนาคารที่ใช้ไม่ได้ และมีธนาคารที่ใช้ได้ วงเงินขั้นต่ำในบัตร ? อย่างของเราในบัตรเอทีเอ็ม จะพกอยู่ไว้อยู่แค่ 2-3 หมื่น แล้วคุณแม่ก็จะคอยโอนมาเรื่อยๆ คือเราจะพยายามไม่ให้วงเงินเยอะกว่านั้น เพราะเราเคยโดนแฮกมาแล้วรอบหนึ่ง เราก็เสียใจหนักเลยว่ามันนี่เราหายไปไหน

สมัยยังละอ่อน ...

สิ่งที่ควรระวังในการเดินทางสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว ?

ระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลาให้เหมือนในกรุงเทพฯ คือเราโชคดีนะที่ประเทศเราค่อนข้างอันตราย (หัวเราะ) เวลาไปอยู่ที่โน่นเราก็ระวังตัวเหมือนกับเราอยู่ที่นี่ล่ะ กลางคืนไม่ออกข้างนอก เวลาเข้าถึงโฮสเทลก็ไม่ควรดึกมากเกินไป หรืออย่างสมมติเราบินลงมา ก็ไม่ควรจะเลือกไฟลท์ดึกที่บินมาถึงกลางคืน แล้วก็ที่สำคัญ อย่าประหยัดเรื่องความปลอดภัย คือปกติที่นอนโฮสเทลมันถูกอยู่แล้ว แต่เราจะเลือกโฮสเทลที่ดี คือ ถูกแต่ว่าดี! โฮสเทลจะมีความถูกหลายระดับ มันจะมีความถูกที่แบบรีวิวแย่มาก แต่ถูกจริง กับที่มันแพงขึ้นมา 100 บาทต่อคืน แต่มีความปลอดภัยกว่า เราจะไม่พยายามประหยัดเรื่องความปลอดภัยนะ เพราะเราค่อนข้างเซฟตัวเองในเรื่องนี้เลยล่ะ ไม่เมา ห้ามเมาเลย และเวลาเข้าถึงโฮสเทลก็ต้องถามก่อนว่า ที่ไหนควรเดิน ที่ไหนไม่ควรเดิน เพราะเราก็เป็นเหมือนนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ไม่รู้เส้นทาง และเป็นเมืองที่ใหม่สำหรับเรา … แค่นั้นเอง


ความยากในการเดินทางสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว ?

คือเราต้องระวังตัวเยอะกว่า เราจะพลิ้วมากกับผู้ชาย หรือไว้ใจผู้ชายต่างแดนมากเกินไปไม่ได้เท่านั้นเอง ด้วยความที่เรามีประสบการณ์การเดินทางมา 4 ปีแล้ว ตอนนี้เราคิดว่ามันง่ายนะ คือในขณะที่มันดูยากทว่ามันก็ง่าย มันจะมีข้อดี-ข้อเสีย ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ถ้าเป็นผู้ชายคนเดียวก็สามารถจะเดินทางโบกรถเที่ยว ทำอะไรบ้าๆ บอๆ ก็ได้ แต่ว่าผู้หญิงทำไม่ได้แบบนั้น ในขณะที่ผู้ชายจะไม่ค่อยมีคนช่วย ส่วนเราที่เป็นผู้หญิงจะมีคนเข้ามาช่วยอยู่ตลอด เขาจะเอ็นดูเรานะ เพราะเขาเห็นเราเป็นผู้หญิงคนเดียวเดินทางมาต่างแดน

Cheeze กว้างๆ

ผู้หญิงหลายคนอาจคิดว่าการเดินทางคนเดียวเป็นเรื่องยาก และไม่กล้าออกไปเผชิญโลกใบใหม่ เราจะเปลี่ยนทัศนคติมุมมองตรงนี้ยังไงบ้าง ?

จริงๆ เราค้นพบว่า 'ความกลัว' มันเกิดจากจินตนาการภายในของเราเองนะ ยิ่งผู้หญิงจะจินตนาการกว้างไกลมาก ตั้งคำถามกับมันในหลายๆ เรื่อง เช่นว่า ไปแล้วจะเป็นยังไง กลัวนี่กลัวนั่น และคำว่า 'ถ้า' จะเกิดขึ้นในหัวเยอะมาก ห่วงโน่นห่วงนี่-ไปหมด แล้วจินตนาการเหล่านั้นก็จะหยุดเราให้ไม่กล้าเผชิญสิ่งใหม่ๆ เพราะฉะนั้นคุณแค่กลั้นใจ และเอาชนะความกลัวให้ได้ รับรองเลยว่า ความกลัวของคุณจะลดน้อยลงเรื่อยๆ อย่าให้ความกลัวมาถามหาเรา แต่เปลี่ยนให้มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องระวังตัวมากขึ้นดีกว่า

วิวสวยใช่เล่นเลย !


เธอพูดทิ้งท้ายว่า เวลาจะทำอะไร หรืออยากจะไปเป็นฟรีแลนซ์ 1. คุณจะต้องเป็นตัวเองก่อน หลายๆ คนอาจมีไอดอล แต่เธอเป็นคนไม่มีไอดอล เพราะหากเธอรู้สึกว่าจะต้องทำแบบคนนั้น คนนี้ มันถึงจะประสบความสำเร็จ มันจะกลายเป็นว่าเธอไม่ใช่ตัวเธอเลย หลายๆ คนยอมเปลี่ยนตัวเอง เพื่อแลกกับเงิน และชื่อเสียง ทว่าไม่ได้มองว่าจะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง สิ่งไหนที่มันใช่ตัวตนเราจริงๆ หรือสิ่งไหนคือสิ่งที่เราชอบจริงๆ หลายคนมองข้ามทุกสิ่งที่ชอบ และไปโฟกัสตรงที่ความสำเร็จ ดูเงิน ดูผลตอบแทนที่ได้กลับมาอย่างเดียว ซึ่งมันจะกลายเป็นว่าเราเปลี่ยนตัวตนของเราไป มันไม่ได้มาจาก passion ข้างในจริงๆ ความรู้สึก-ความชอบของเราจริงๆ ทีนี้พอทำไปสักพัก มันก็หมด และสุดท้ายคนเขาก็รู้ ในทางกลับกัน ถ้าหลายคนทำอะไรที่ออกมาจากตัวตนจริงๆ มาจาก passion ข้างใน มันก็จะทำให้เกิดโปรเจกต์ใหม่ขึ้นมา

ฉะนั้นแล้วทำความคิดของตัวเองให้แตกต่างก่อน แล้วมันจะเกิดผลงานที่แตกต่างตามมา สุดท้ายแล้ว คนเขาจะเห็นความจริงใจในการทำงานของเรา และเงินกับชื่อเสียงก็จะตามมาเอง อย่างไรก็ดี เราอาจหันมาถามตัวเองก่อนว่า "อะไรคือหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แล้วเราได้ทำอะไรให้กับสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดมากน้อยแค่ไหน ?"

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้