วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ชู6นโยบายเปลี่ยนตำรวจ “จักรทิพย์ ชัยจินดา” ยึดประชาชนไม่มีการเมือง

ชู6นโยบายเปลี่ยนตำรวจ “จักรทิพย์ ชัยจินดา” ยึดประชาชนไม่มีการเมือง

  • Share:

“สิ่งที่สำคัญมากในองค์กรตำรวจขณะนี้คือความแตกสามัคคี จะเป็นศูนย์กลางรวมความสามัคคีตำรวจให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้หันหน้าสร้างชื่อเสียง พร้อมที่จะทำงานไปข้างหน้าเพื่อประโยชน์ของหน่วย กลับมาเป็นตำรวจอาชีพจริงๆ ป้องกันปราบปราม ดูแลทุกข์สุขของประชาชน ความมั่นคงประเทศ ไม่มีเรื่องอื่น ไม่มีโครงการสวยหรู ไม่ทำจริงจัง สั่งปากเปล่าไม่มีงบประมาณให้หน่วย อยากให้คิดทำโครงการที่เป็นรูปธรรม แตะต้องได้ เกิดประโยชน์จริงๆกับพี่น้องประชาชน ให้ตำรวจยึดถือนโยบายที่ดี ไม่คิดว่าเป็นของใคร จะทำเป็นแบบอย่าง อาชีพตำรวจ เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่มีการเมือง”

“อันผู้นำนั้น มีภารกิจหลักอยู่เพียง 2 ประการ คือเป็นแกนแห่งความสามัคคีของข้าราชการตำรวจอย่างหนึ่งและต้องชี้นำทิศนำทางที่ถูกต้อง แก่ข้าราชการตำรวจ ไปบรรลุถึงอุดมการณ์อันสูงส่ง อีกอย่างหนึ่ง ผู้นำคนใด กุมภารกิจสองประการนี้ได้ แล้วเพียรพยายามปฏิบัติจนมีความเป็นเอกภาพทั้งกายใจ หรือที่มักใช้เป็นสำนวนว่า “ร่วมแรง ร่วมใจ” แล้วความสำเร็จย่อมบังเกิดแก่ผู้นำผู้นั้น ในทางตรงกันข้าม หากผู้นำคนใดไม่ใส่ใจกุมภารกิจทั้งสองประการให้เป็นผลสำเร็จหรือมัวแต่สาละวนอยู่แต่เรื่องเล็กจู้จี้จุกจิกอันไร้สาระแล้ว ย่อมประสบความล้มเหลว และจักต้องสูญเสียฐานะผู้นำไปอย่างไม่ต้องสงสัย”

เป็นแนวทางปฏิบัติที่ยึดถือมาตลอดของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. คนที่ 11 ของประวัติศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นรต.รุ่น 36 ที่มีชื่อชั้นจากงานสืบสวน ปราบปราม ชีวิตราชการเติบโตจากหน่วยงานหลักตำรวจภูธร นครบาล ตำรวจสายตรวจ 191 กองปราบปราม สตม.และสามจังหวัดชายแดนชายภาคใต้

เป็นนายตำรวจที่เป็นหัวหน้าหน่วยหลัก “สว.สืบสวนพิเศษ 191” ผบก.191 ผบก.ตม.สุวรรณภูมิ ผบช.น. ผบช.ภ.9

สมัยที่เป็นรอง ผบก.ป. พล.ต.อ.จักรทิพย์สมัครใจร่วมทีมนักสืบมือปราบลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าคลี่คลายคดีความไม่สงบในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็น ผบก.191 ในช่วงการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เป็นนายตำรวจที่ชอบคลุกคลีอยู่กับ นักสืบ มือปราบ ชุดควบคุมฝูงชน ชุดอรินทราช ชุดนเรศวร 261 และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด

เป็นนายตำรวจที่ลูกน้องใกล้ชิดสัมผัสได้ในเรื่องงาน เป็นมือประสานที่หลายฝ่ายยอมรับ เป็นมือปราบที่วงการนักเลงรู้จักชื่อเสียงกันอย่างดี ทำให้การก้าวขยับมาเป็นผู้นำตำรวจได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

เป็นนายตำรวจที่เป็นความหวังของนักสืบมือปราบปราม

การก้าวขยับมาเป็น ผบ.ตร.ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่งอีกหลายปี เป็นผู้บริหารสูงสุดที่ต้องปกครองรุ่นพี่ๆ เป็นงานที่ท้าทาย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ซึ่งสมัยที่เป็น ผบช.น. หรือสมัยเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ได้ทำหน้าที่ รรท.ผบช.น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ใช้ความเป็นน้องที่เดินเข้าหาพี่ๆ ประสานเรื่องงาน จนได้รับการยอมรับ สอบผ่านได้สบาย

ด้วยวิธีการคิดที่แยบยล และการบริหารงานที่ยึดถือเรื่องงานเป็นหลัก ยึดถืออาวุโส เคารพรุ่นพี่รุ่นน้อง เติบโตมาในสายงานหลักๆ เคยทำงานร่วมกับรอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.มาก่อน เป็นดาวรุ่งมือทำงานที่พี่ๆหลายคนเคยใช้งาน ทำให้ตลอดชีวิตรับราชการได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีทำงานของนักสืบสวนมือปราบ และนักบริหาร

คือสิ่งที่โดดเด่นเหนือตำรวจคนอื่นของ พล.ต.อ.จักรทิพย์


“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสัมภาษณ์แนวคิดและแนวทางการบริหารจัดการของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานที่มีกำลังพลกว่า 2.3 แสนนาย เป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมภารกิจทุกเรื่อง ตั้งแต่เกิดยันตาย เป็นหน่วยงานที่เป็นความคาดหวังของพี่น้องประชาชน

“นโยบายบริหารราชการ ยึด 6 ข้อ คือ 1.การพิทักษ์ ปกป้อง และเทิดพระเกียรติเพื่อความจงรัก ภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม 3.การป้องกันปราบปราม และลดระดับอาชญากรรม 4.การแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ 5.การเร่งรัดขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุคประชาคมอาเซียน และ 6.การเสริมสร้างความสามัคคีและการบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ

“ให้ถือว่าการถวายความปลอดภัยสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นภารกิจสำคัญสูงสุด หน่วยที่เกี่ยวข้อง ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด การประชุมเตรียมแผนรับเสด็จ ในระเบียบให้รอง ผบก. เพื่อให้เกียรติหน่วยที่มาประชุม การรับเสด็จต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ห้ามผิดพลาด ไม่มีแก้ตัว ไม่มีขอโทษ หลักสำคัญที่สุด หากมีข้อสงสัยในการปฏิบัติขอให้สอบถามผู้ที่รับผิดชอบนายตำรวจราชสำนักที่เป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ไว้วางพระราชหฤทัย อย่าไปนึกหรือคิดเอง ส่วนการดำเนินคดี ข้อหา “หมิ่นสถาบัน” มาตรา 112 มีความผิดชัดเจนดำเนินคดีเด็ดขาดสั่งฟ้องทุกคดี”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ย้ำว่า งานความมั่นคง ถือว่าเป็นเรื่องรองจากงานถวายความปลอดภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกวันนี้มีภัยคุกคามความมั่นคงภายในประเทศหลากหลายรูปแบบ ที่ผ่านมารับผิดชอบงานความมั่นคง การชุมนุมประท้วง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผบช. ผบก.และ ผกก.ต้องศึกษา พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ ที่มี การประกาศใช้ ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ จะเป็นตัวช่วยในการทำงานของตำรวจได้เป็นอย่างดี ขอให้สำรวจเครื่องไม้เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ หากใช้ไม่ได้เสนอความต้องการขึ้นมา และให้ทุกหน่วยเตรียมฝึกความพร้อมของชุดควบคุมฝูงชน

“งานป้องกันปราบปราม และลดจำนวนคดีอาชญากรรม ได้มอบหมาย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. เข้าไปดูแลทุกข์พี่น้องประชาชน ทำงานตำรวจโดยตรง ให้สำรวจโครงการของทุก บช.ที่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยตรง ที่ทำแบบสวยหรู ไฟไหม้ฟาง ให้ลดลงมาเหลือ บช. 4-5 โครงการ ที่ผ่านมาคิดกันมา 50-60 โครงการ เป็นเรื่องตำรวจชั้นประทวนรับผิดชอบ 6-8 โครงการ ทำให้สายตรวจหายไปจากระบบ ไม่มี

สายตรวจลงพื้นที่ จะทำให้กลับมาเป็นตำรวจของประชาชน ไม่ต้องทำโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์หรือตั้งมา 2-3 เดือนหาย สิ่งจะเป็นนโยบายอบายมุข สถานบริการใกล้สถานศึกษา ขอให้ทุกพื้นที่เข้มงวดให้ทุกหน่วยไปดำเนินการให้เด็ดขาด เน้นอาชญากรรม 5 กลุ่ม เป็นนโยบายต้องลดให้ได้ อย่าคิดแต่งตัวเลข มีเหตุต้องตามจับกุม ป้องกันให้ดีไม่ให้เกิด จะมีการตรวจสอบ ปีนี้ทั้งปี ตำรวจจะทำภารกิจให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด”

ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ เน้นไปที่โรงพัก “ผกก.หัวหน้าสถานีต้องอบรมปรับทัศนคติตำรวจในงานสอบสวนและจราจร ส่วนงานสนับสนุนตำรวจกองปราบปราม ตำรวจน้ำ ตำรวจเศรษฐกิจ ไปตีเงิน เก็บเงิน เป็นภัยคุกคามทำให้ตำรวจเสียหาย พยายามดึงกลับมาให้เป็นตำรวจของประชาชน สวัสดิการเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ถ้าผู้บังคับบัญชารู้จักพอ จัดหาของใช้อุปกรณ์ของลูกน้อง ปีนี้ยุบหน้างานยาเสพติดให้อยู่ในสายป้องกันปราบปราม ทำควบคู่กันไป ไม่ให้ทับซ้อนงานกัน โดยให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ดูแลภาพรวมยาเสพติดจะได้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แก้ไขปัญหาพ่อค้ารายใหญ่ รายย่อย ขบวนการ ต้นทางปลายทาง จากประสบการณ์สมัยที่เป็น ผบช.น.คดีลักจี้ชิงปล้นเกิดจากปัญหายาเสพติด 60-70 เปอร์เซ็นต์ ช่วงนั้นจัดชุดสืบสวนทุกพื้นที่ “ลงแขก” จับกุมยาเสพติด คดีอาชญากรรมลดลงมาก”

“งานตำรวจที่ถูกตำหนิมากที่สุด 2 เรื่องใหญ่ คือ งานสอบสวนและงานจราจร ซึ่งเป็นเรื่องทำให้สังคมตำหนิติเตียนตำรวจมากที่สุด ผกก.ที่รับผิดชอบต้องสอดส่องดูแลงานจราจร ผิดจริงจับเลย แต่ถ้าก้ำกึ่งเป็นภัยคุกคามตำรวจเสียหายจากจับปรับเอาเงินเปลี่ยนเป็นว่ากล่าวตักเตือนจะดีกว่า จะทำให้กลับมามองตำรวจในแง่ดี ต้องคิดว่าจะเอาบังคับใช้กฎหมายหรืองานบริการ เป็นหน้าที่ ผบช. ผบก. และ ผกก.หัวหน้าหน่วยไปคิด เรื่องตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์ ทุกคนรู้อยู่แล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสถานบริการ การตั้งด่านตรวจคนที่เมาไม่มากขับรถไม่เร็ว ไม่อันตราย แต่ถูกจับปรับ เป็นการฉวยโอกาสเก็บเงินแลกไม่ต้องถูกจับไปปรับที่ศาล พนักงาน สอบสวนนัดเช้ามาบ่าย ไม่ตรงเวลา ขณะนี้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีต รอง ผบ.ตร.ได้เคยมีนโยบายปรับเกลี่ยกำลังพนักงานสอบสวนอยากให้ทำต่อขอให้ตำรวจช่วยส่งข้อมูลเข้ามา”

ส่วนเรื่องใหญ่ๆที่มี “คนนอก” เสนอปฏิรูปตำรวจ พล.ต.อ.จักรทิพย์พูดสั้นๆว่า มีหลายหน่วยอยากปฏิรูปตำรวจ เอาความผิดพลาดของตำรวจมาปรับโครงสร้าง ทุกวันนี้โครงสร้างตำรวจดีอยู่แล้ว ขาดงบประมาณและกำลังพล ได้ 2 สิ่งมาทำให้ขับเคลื่อนองค์กรตำรวจดีกว่านี้ ทุกวันนี้บริหารจัดการภายใต้ความขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เสนอรัฐบาลให้ปฏิรูป 6 โครงการ

“การแก้ไขปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” และงานป้องกันปราบปราม ยึดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้กับข้าราชการตำรวจว่า...การจับผู้ร้ายนั้นไม่ถือเป็นความชอบเป็นแต่นับว่าผู้นั้นได้กระทำการครบถ้วนแก่หน้าที่เท่านั้น แต่จะถือเป็นความชอบต่อเมื่อได้ปกครองป้องกันเหตุร้ายให้ชีวิตและทรัพย์สินของข้าแผ่นดินในท้องที่นั้นอยู่เย็นเป็นสุขพอสมควร...” เป็นสิ่งที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์นำมาเตือนข้าราชการตำรวจทุกคนให้ยึดเป็นแนวทำงาน

“ตำรวจยึดมั่นในอุดมคติตำรวจ ทำแค่นั้นพอ ไม่ต้องคิดเยอะ ขอให้ทำให้ได้ทั้ง 9 ข้อ 1.เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ 2.กรุณาปรานีต่อประชาชน 3.อดทนต่อความเจ็บใจ 4.ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก 5.ไม่มักมากในลาภผล 6.มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน 7.ดำรงตนในยุติธรรม 8.กระทำการด้วยปัญญา 9.รักษาความ ไม่ประมาทเสมอชีวิต”

โดยสิ่งแรกที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ขยับเริ่มทำให้เป็นรูปธรรมคือ การใช้ความเป็นน้องดึงพี่ๆ รอง ผบ.ตร.-ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ต่างคนต่างอยู่มาช่วยกันขับเคลื่อนงานของหน่วย ตัดการเมืองในตำรวจ

เป็นเพียงบางส่วนของความคิดของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ นายตำรวจที่เป็นความคาดหวังของนายตำรวจรุ่นพี่ๆและตำรวจรุ่นน้องที่เป็นทีมงานสืบสวนปราบปรามที่ยึดวิสัยทัศน์ “เป็นหลักประกันความยุติธรรม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่มีมาตรฐานสากล”.

ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้