วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มจษ.เปิดโลกทัศน์ปลุกจิตสำนึกสาธารณะเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

มจษ.เปิดโลกทัศน์ปลุกจิตสำนึกสาธารณะเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย นายว้าก
4 ต.ค. 2558 05:01 น.
  • Share:

“เกษตรกรรม”...เป็นอาชีพที่อยู่เคียงคู่สังคมไทยมาช้านาน

แต่ปัจจุบันสังคมไทยกลับมองข้ามอาชีพเกษตรกรรม และพยายามก้าวข้ามไปสู่สังคมอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ที่น่าห่วง คือ คนรุ่นใหม่มองอาชีพทำการเกษตรกรรมว่าเป็นอาชีพที่ต้องทำงานหนัก ต้องทุ่มเททั้งแรงกาย และแรงใจในการลงมือปฏิบัติ แต่กลับสวนทางกับค่าตอบแทนที่ได้น้อยนิด ไม่คุ้มเหนื่อย แถมสังคมบางส่วนยังมองเป็นประชาชนชั้น 2

ด้วยเหตุนี้จึงพบสถิติเด็กที่เลือกเรียนต่อใน สายเกษตรกรรมมีจำนวนลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่เพียงตัวเลขผู้เรียน สายเกษตรกรรมจะลดลงอย่างน่าใจหายเท่านั้น แต่ยังพบสิ่งที่น่าตกใจมากยิ่งขึ้นไปอีกคือ ผู้ที่ยังยึดอาชีพการทำการเกษตรในปัจจุบันมีมุมมองและทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเดิม มุ่งเน้นการผลิตที่ยึดปริมาณของผลผลิตเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยหันไปพึ่งพาสารเคมีจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.) ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้จัดโครงการเปิดโลกทัศน์การเกษตร เสวนา “ดินกับการทำการเกษตรในบริบทโลก” และ “การเกษตรแบบยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในเมืองและชนบท” โดยเชิญ Mr.David Hardwick และคุณสุวรรณา ธนานุประดิษฐ์ นักวิชาการเกษตรสิ่งแวดล้อมจากประเทศออสเตรเลีย มาให้ความรู้แก่นักศึกษาคณะเกษตรและชีวภาพทุกชั้นปี ได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการเกษตร พร้อมทั้งใส่ใจในเรื่องการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

หลังเข้าร่วมกิจกรรมวัยโจ๋เขาคิดเห็นกันอย่างไรเกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรรม “นายว้าก” ไม่พลาดที่จะไปเจ๊าะแจ๊ะแน่นอน เริ่มที่ “เบลล์” นฤมิต พานอิ่มมะเริง ปี 4 เล่าว่า “ปัจจุบันคน ไทยห่างไกลกับคำว่าเกษตรกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสำคัญ มองว่าเป็นอาชีพของคนมีอายุหรือคนชนบท ต้องทำงานหนัก เหนื่อย ผลตอบแทนก็น้อย แถมยัง เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง มีความเสี่ยงสูง ดูเลอะเทอะ สกปรก จึงไม่นิยมมาเรียนด้านนี้กัน ผมเลือกเรียนสาขาวิชานี้เพราะที่บ้านทำเกษตรกรรม จึงอยากเรียนวิชาการใหม่ๆ เพื่อกลับไปใช้พัฒนาการเกษตรของที่บ้านต่อ การเสวนาครั้งนี้ทำให้เกิด ทัศนคติและมุมมองด้านการเกษตรที่ดีมากขึ้น มีความภูมิใจในอาชีพเกษตรกร”

“ปาล์ม” สุนิสา นุชอุดม เฟรชชี่สาวหน้าใส ยิ้มก่อนบอกว่า “โชคดีได้ร่วมสัมมนา ได้ฟังความรู้ใหม่ๆ และมุมมองด้านการเกษตรจากนักวิชาการต่างประเทศ ทำให้รู้ว่าวิชาเกษตรมีความสำคัญเพียงใด ความรู้บางอย่างก็สามารถนำมาปรับใช้กับบ้านเราได้ วัยรุ่นไม่ค่อยสนใจเกษตร มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่เกี่ยวข้องตลอดเวลา เพราะยังต้องกิน ต้องดื่ม ถ้าไม่มีเกษตรกรเราก็ลำบาก หรือหากทำการเกษตรโดยใช้แต่สารเคมีก็เป็นอันตรายต่อชีวิตเราด้วย”

ขณะที่หนุ่มมาดเข้ม “วุฒิ” ญาณาวุฒิ สอนลี ปี 2 ส่งเสียงดังมาร่วมแจมว่า “ดีใจที่คณะเชิญนักวิชาการจากต่างประเทศมาแลกเปลี่ยนความรู้ครั้งนี้ เรื่องดินเป็นพื้นฐานสำคัญที่นักศึกษาเกษตรต้องรู้ ทั้งยังได้รับความรู้เรื่องการ ทำปุ๋ยหมักจากขยะในครัวเรือน ทุกคน รู้ดีว่าปุ๋ยหมักมีประโยชน์ต่อพืช และปลอดภัยมากกว่าปุ๋ยเคมี แต่ก็ใช่ว่าปุ๋ยหมักชนิดเดียวกันจะดีต่อพืชทั้งหมดเพราะแต่ละสูตรก็เหมาะกับพืชแต่ ละชนิด การเสวนาครั้งนี้เปิดโอกาส ให้นักศึกษาได้ Work Shop การทำปุ๋ยหมักจากขยะในครัวเรือนแบบฉบับออสเตรเลีย ถือว่ามีประโยชน์มากเพราะนำไปใช้ได้จริง”

อีกหนึ่ง หนุ่ม “แกะ” อธิวัฒน์ พิมพ์บึง ปี 3 สะท้อนความ รู้สึกว่า “ไม่บ่อยนัก ที่เราจะได้ร่วมแลก เปลี่ยนความรู้กับ นักวิชาการเกษตรจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ต้องทำวิจัยเพื่อการเกษตร สามารถนำความรู้ไปต่อยอดทำงานวิจัยได้ โดยเฉพาะเรื่องของการทำปุ๋ยหมักจากขยะในครัวเรือน รวมถึงการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน บ้านเรามีขยะจากครัวเรือนเยอะมากปล่อยให้เน่าเสียทิ้งเปล่าประโยชน์ ตั้งใจว่าจะนำความรู้มาใช้ทำปุ๋ยหมักสูตรต่างๆ เพื่อลดปริมาณขยะในมหาวิทยาลัย และหากได้ผลดีก็จะนำความรู้ไปถ่ายทอดให้เกษตรกรคนอื่นๆ ผมรู้สึกเสียดายประเทศไทยที่เคยเป็นสังคมเกษตรกรรมแท้ๆ กลับไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องดิน ปุ๋ยหมัก หรือการทำการเกษตรโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจหลัก อยากให้ทุกคนตระหนัก การใช้ปุ๋ยเคมี คือการฆ่าต้นไม้ ดิน และน้ำทางอ้อม ดินดีปลูกอะไรก็ดี แต่ดินจะดีได้ต้องรู้จักดูแลถนอมดิน การทำเกษตรจะได้ผลดีต้องรู้จักดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย”

ปิดท้ายที่ซีเนียร์สาว “พุฒตาน” กมลพรรณ ปทุมยา บอกว่า “ดิฉันเป็นเลือดเกษตรกรเต็มตัว ที่เลือกเรียนสายนี้นอกจากความชอบแล้ว ก็อยากนำความรู้กลับไปช่วยที่บ้านทำงาน ครั้งนี้ได้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฟังความรู้ วิธีการใหม่ๆ ในการทำเกษตรจากมุมมองต่างชาติที่แตกต่างจากบ้านเรา เรียนปี 4 แล้ว เตรียมนำความรู้กลับไปพัฒนาการเกษตรที่บ้าน และตั้งใจว่าจะส่งต่อความรู้ให้คนอื่นๆด้วย อาจเป็นงานที่ยากเพราะส่วนใหญ่ยังยึดติดความคิดแบบเดิมๆ แต่เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนก็จำเป็นต้องทำ โดยเริ่มที่ตัวเราก่อน การเรียนเกษตรไม่มีคำว่ายากหรือง่าย มีแต่ตั้งใจ มุ่งมั่นและอดทน อยากให้คนหันกลับมาสนใจเรื่องเกษตรโดยเฉพาะเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม”

เห็นแง่คิด และมุมมองของวัยโจ๋หัวใจเกษตรที่ต้องการพลิกโฉมอาชีพเกษตรกรรมแบบผิดๆ ไปสู่เกษตรกรรมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนแล้ว “นายว้าก” ต้องขอปรบมือเป็นกำลังใจให้แบบรัวๆ

อย่างน้อยประเทศไทยจะได้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และมองเห็น คุณค่าของอาชีพเกษตรกรอย่างแท้จริง

ไม่ใช่ใส่ใจแค่ “ผลประโยชน์”จนมองข้าม “จิตสำนึกสาธารณะ”...!!!


นายว้าก

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้