วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ผ่ายุทธศาสตร์คสช.“เปลี่ยนผ่าน”ประเทศไทย : ควบแน่นภายใน หนักใจสากล

ผ่ายุทธศาสตร์คสช.“เปลี่ยนผ่าน”ประเทศไทย : ควบแน่นภายใน หนักใจสากล

  • Share:

กลับมาประจำการเมืองไทยเรียบร้อย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.เดินทางกลับจากร่วมประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ.2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

พร้อมการแถลงความสำเร็จอย่างงดงาม

แม้จะมีฉากของกลุ่มผู้ต่อต้านถือป้ายประท้วงและกลุ่มผู้สนับสนุนถือป้ายเชียร์ ที่หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็น ประจานภาพความขัดแย้งในกลุ่มคนไทยด้วยกันเอง

แต่บวกลบคูณหารแล้วถือว่าเกิดผลด้านบวกมากกว่าด้านลบ

โดยเฉพาะกับช็อตสำคัญ การจับไม้จับมือทักทายกันระหว่างผู้นำรัฐบาลทหารของไทยกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา

ในอารมณ์ที่พี่เบิ้มโลกประชาธิปไตยไม่ได้ตั้งแง่บอยคอต พล.อ.ประยุทธ์แต่อย่างใด

ตามปรากฏการณ์หักมุมกับกระแสโลกล้อมประเทศไทย สะท้อนสถานการณ์การยอมรับผู้นำ คสช.ในเวทีสากลไม่ได้อยู่ในระดับซีเรียสอย่างที่เกร็งกัน

ขณะที่วาระสำคัญจริงๆซึ่งเป็นที่จับตาของนานาชาติ

น่าจะอยู่ตรงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยืนยันชัดเจนระหว่างการพบปะหารือกับผู้แทนระดับจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกาอาเซียน ในระหว่างการประชุมยูเอ็น

และย้ำอีกครั้งในการหารือทวิภาคีกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ

ประเทศไทยจะเดินหน้าตามโรดแม็ป โดยการเลือกตั้งไปจะมีขึ้นในปี 2560

ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ผู้นำรัฐบาลทหารของไทยประกาศให้ได้ยินกันทั่วโลก

แต่ที่เทกแอ็กชั่นเร็วก่อนใคร ก็คือปฏิกิริยาจากนักการเมืองไทย

ตามเหลี่ยมที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย รีบออกมาเชียร์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำตามสัญญาสุภาพบุรุษ

มัดคอกันเป็นเชิง พูดแล้วห้ามคืนคำ

แถมดักทางกันนิ่มๆตามสไตล์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ช่วยเคลียร์แทน พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งยืนยันในเวทียูเอ็นว่าไทยจะได้เลือกตั้งตามโรดแม็ป6–4–6–4 ถือเป็นการเพิ่มความชัดเจนถึงความตั้งใจของ คสช.ว่าจะเดินตามกติกาที่วางไว้

ส่วนตัวเชื่อว่า ไม่น่าจะมีใครจงใจทำให้เกิดอะไรขึ้นกับรัฐธรรมนูญอีก

คนยี่ห้อประชาธิปัตย์รีบเด้งรับเต็มที่

เพราะมันคือสัญญาณการได้โอกาสหวนคืนสนามของนักเลือกตั้งอาชีพที่มีอาชีพเป็นนักการเมือง

เบื้องต้นเลย นี่คือการลดแรงเสียดทานในเวทีสากลที่เรียกร้องให้ประเทศไทยกลับคืนสู่บรรยากาศความเป็นประชาธิปไตย คืนเวทีเลือกตั้งให้เร็วที่สุด

พล.อ.ประยุทธ์รับปากแบบนี้ ก็ทำให้แรงกดดันผ่อนคลายลง

แต่เรื่องของเรื่อง ในทางปฏิบัติยังเป็นอะไรที่อยู่ภายใต้เครื่องหมายคำถาม

เพราะตามรูปการณ์ ถึงแม้ทุกอย่างจะเดินหน้าตามโรดแม็ป ก็ใช่ว่าจะได้เลือกตั้งตามปฏิทินในปี 2560 อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้สัญญาประชาคมโลกไว้

เพราะเงื่อนไขมันต้องผูกอยู่กับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย

ก่อนอื่นเลยก็คือขั้นตอนการทำประชามติ ที่จะต้องมีแน่ ตามหลักการอ้างอิงเสียงของประชาชน เพิ่มน้ำหนักความชอบธรรมกระบวนการประชาธิปไตย

โดยที่ไม่มีหลักประกันชัวร์ๆว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะผ่านด่านประชามติหรือไม่

ในสถานการณ์ที่ยังกำกวมเรื่องความชัดเจน อย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายก รัฐมนตรี ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อสังเกตเรื่องการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิหรือผู้ออกมาใช้สิทธิ

ถ้ามีประเด็นที่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกอาจแก้ผสมไปพร้อมกันเพื่อให้เกิดความชัดเจน

เป็นอะไรที่พลิกคว่ำพลิกหงายได้ทุกเมื่อ

นี่คือเทคนิคการยืดหรือหดโรดแม็ปอย่างชอบธรรมตามกติกาที่อ้างอิงเสียงประชาชน ตามเงื่อนไขที่เปิดช่องไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557

นั่นก็เพราะคำว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ภายใต้อำนาจพิเศษ สถานการณ์พิเศษ จำเป็นต้องเผื่อเหตุพลิกผันทางการเมือง และปัจจัยนอกเหนือทางการเมือง เรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ล่วงหน้า

การเลือกตั้งยังปักธงเอาชัวร์ไปเลยไม่ได้

ในขณะเดียวกัน หันกลับมามองสถานการณ์การบริหารราชการแผ่นดิน ที่เพิ่งผ่านห้วงฤดูเกษียณอายุราชการในช่วงปลายเดือนกันยายน ต้นเดือนตุลาคม

ส่งไม้ รับไม้ คนเก่าพ้นตำแหน่งไป คนใหม่รับหน้าที่แทน

ถือเป็นจังหวะการ “ควบแน่น” อำนาจการบริหารของรัฐบาล

หลังจากช่วงปีกว่าๆที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ได้สลับสับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการในขุมข่ายอำนาจเก่าล้างเครือข่ายระบอบ “ทักษิณ” ไปจนเกือบเตียนโล่ง

ปลดล็อก “เกียร์ว่าง” แก้ปัญหางานไม่เดินหน้าไปได้ระดับหนึ่ง

ถึงตอนนี้ก็แค่การสับเปลี่ยนกันในเครือข่ายอำนาจปัจจุบัน

โดยโฟกัสแรกเลยอยู่ที่เบอร์หนึ่งในการคุมเกมความมั่นคง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ขึ้นแท่นผู้บัญชาการทหารบกแทน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ.

เป็นคิวต่อเนื่องกันของขุนศึก “บูรพาพยัคฆ์”

เพราะทั้ง พล.อ.ธีรชัยและ พล.อ.อุดมเดช ต่างก็เป็นน้องรักคนสนิทของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะพี่ใหญ่

วางคิวสืบทอดตำแหน่งจ่าฝูงกองทัพบกกัน

มาแล้ว 4 รุ่น นับตั้งแต่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาถึง พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ธีรชัย

“นักรบตะวันออก” ยึดขุมกำลังแน่นปึ้ก

เช่นเดียวกับเบอร์สองของความมั่นคง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนใหม่ ก็จัดอยู่ใน “สายตรง” ของ พล.อ.ประวิตร เช่นกัน

ส่งมาคุมคิวยุทธจักรสีกากี

เบอร์หนึ่ง เบอร์สองความมั่นคง สายตรง “บิ๊กป้อม” ยึดหมด

พร้อมกันนี้ก็ยังมีกระแสความเคลื่อนไหวในการขยับปรับเปลี่ยนทีมงาน คสช.กันใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในกองทัพและตำรวจ

เอาคนที่คุมกำลังหลักตัวจริงมาประจำการในบอร์ดอำนาจ

โดยในส่วนของคนเกษียณอายุราชการที่จะต้องพ้นไป ก็คือ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ อดีต ผบ.ทร. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม

เปิดทางให้คนคุมกำลังชุดใหม่มาแทนที่ อาทิ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.รวมไปถึง “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหมคนใหม่ น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์

และไม่ใช่แค่การเปลี่ยนทีม คสช.ปรับ “บอร์ดอำนาจประเทศไทย” เท่านั้น

ประเด็นสำคัญที่น่าสังเกตยังอยู่ที่การจ่อตั้ง พล.อ.ธีรชัย ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) อีกหนึ่งตำแหน่งด้วย

จากแต่เดิมที่มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของแม่ทัพภาคที่ 1

โดยสาเหตุน่าจะเชื่อมโยงไปถึงเหตุระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ ที่คสช.จำเป็นต้องยกระดับงานด้านความมั่นคง

เพิ่มดีกรีเป็นความมั่นคงพิเศษ

ควบแน่นอำนาจ แบบที่พลาดไม่ได้

ในสถานการณ์ที่จังหวะกระเพื่อมเกิดขึ้นได้

ทุกหย่อมหญ้า แรงเสียดทานพุ่งเข้าใส่ทุกทิศทุกทาง ตัวอย่างเหตุระเบิดศาลพระพรหมที่จับต้นชนปลายไม่ถูก

สาเหตุชัดๆมาจากอะไร ฝีมือกลุ่มไหนกันแน่

แน่นอน โดยภาวการณ์อย่างนี้ พล.อ.ประวิตรในฐานะกัปตันทีมความมั่นคง คงไม่ไว้วางใจใครได้มากไปกว่าทีมงาน “บูรพาพยัคฆ์”

และทั้งหมดทั้งปวง ตามเหลี่ยมควบแน่นอำนาจภายใน

มันสะท้อนการเตรียมความพร้อมในการรองรับการลากยาว “อำนาจพิเศษ” ของรัฐบาล คสช.

ซึ่งนั่นก็ค่อนข้างขัดๆกันกับสัญญาประชาคม ที่

พล.อ.ประยุทธ์ประกาศให้ได้ยินกันทั่วโลกว่าจะเดินหน้าตามโรดแม็ป ปล่อยไฟเขียวเลือกตั้งใหญ่ประเทศไทย ในปี 2560

เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างยาก

สถานการณ์ภายในประเทศก็ต้องใช้อำนาจพิเศษในการกอบกู้วิกฤติ ขณะที่แรงเสียดทานภายนอกประเทศก็มีความจำเป็นในการประคองกระแสโลก

แต่ถึงท้ายที่สุดเลยในมุมของรัฐบาลทหาร คสช.ที่ขันอาสามารับภารกิจในการกอบกู้ประเทศเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไม่มีใครเอาอยู่

ยังไงก็ต้องเลือกเอาในบ้านเราให้รอดปลอดภัยก่อน

เพราะขืนบ้านพัง คนไทยทั้งประเทศก็อยู่ลำบาก

ขนาดบ้านตัวเองยังเอาไม่รอด ในโลกก็คงไม่มีใครคบเหมือนกัน.

“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้