วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เศรษฐกิจโลกอยู่ในอุ้งมือ 50 ธุรกิจทรงอิทธิพลสุดของอเมริกา

เศรษฐกิจโลกอยู่ในอุ้งมือ 50 ธุรกิจทรงอิทธิพลสุดของอเมริกา

  • Share:

แม้จะเจอวิกฤติสารพัด แต่อเมริกาก็ยังคงเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ที่กุมเศรษฐกิจการเมืองโลกไว้ทั้งหมด ล่าสุด “บิสเนส อินไซเดอร์” จัดอันดับ 50 บริษัททรงอิทธิพลสุดในอเมริกา แต่ละเจ้ารวยจริงรวยจัง

ทรงอิทธิพลสุดเป็นอันดับหนึ่ง ต้องยกให้ “ห้างฯวอลมาร์ท” ซุปเปอร์มาร์เกตใหญ่ที่สุดของอเมริกา อายุเก่าแก่กว่า 5 ทศวรรษ ไม่เพียงแต่จะใหญ่เบิ้มเพราะสร้างรายได้มหาศาล 485,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2014 จากสาขาที่มีมากกว่า 11,500 สาขา ใน 28 ประเทศทั่วโลก แต่วอลมาร์ทยังเป็นเจ้าธุรกิจค้าปลีกที่ว่าจ้างพนักงานมากที่สุดในโลก โดยมีพนักงานถึง 2.2 ล้านคน ถ้าวอลมาร์ทสร้างกองทัพ ก็จะมีกองกำลังใหญ่รองจากจีน

ธุรกิจค้าปลีกเซงลี้ฮ้อจริงๆ บริษัททรงอิทธิพลอันดับสองในอเมริกา คือ “ห้างฯทาร์เก็ต” เฉพาะปี 2014 สร้างรายได้ 72,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทาร์เก็ตเป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา ถือกำเนิดปี 1962 ในรัฐมินเนโซตา ปัจจุบันมีสาขาทั่วอเมริกาเหนือ 1,934 สาขา และจ้างพนักงาน 347,000 คน อาจไม่ฟู่ฟ่าเท่าวอลมาร์ท แต่ตระกูลเดย์ตัน ผู้ก่อตั้งห้างฯทาร์เก็ต ก็สปอร์ตกว่าพวกวอลตันเยอะ เพราะบริจาคเงินช่วยเหลือการกุศลปีละนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับวอลมาร์ทที่เจียดเงินบริจาคแค่ 2% ของรายได้สุทธิ

ถึงแม้ยอดขายทั่วโลกจะซบเซาลงตามสภาพเศรษฐกิจ แต่ “เจเนอรัล อิเล็กทริก” เจ้าแห่งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ก็ยังทรงอิทธิพลเป็นอันดับสามในอเมริกา ด้วยรายได้ปีที่แล้ว 72,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจำนวนพนักงาน 347,000 คน ทุกบ้านในอเมริกาต้องมีสินค้าของจีอีอย่างน้อยหนึ่งชิ้น เพราะจีอีผลิตทุกอย่างตั้งแต่เรือรบยันไม้จิ้มฟัน ทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน, บริการทางการเงิน, การแพทย์, ยาและเวชภัณฑ์, รถยนต์, คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ และวิศวกรรมอุตสาหการต่างๆ

“AMAZON” เป็นเว็บไซต์ค้าปลีกออนไลน์ที่มีผู้ซื้อมากสุดในโลก และขึ้นชั้นเป็นบริษัททรงอิทธิพลอันดับสี่ ด้วยรายได้ 88,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2014 รูปแบบธุรกิจเน้นออนไลน์ ทำให้อเมซอน ว่าจ้างพนักงานแค่ 154,100 คน อเมซอนประสบความสำเร็จไม่ตกยุค ทั้งที่ก่อตั้งเมื่อ 20 ปีก่อน โดย “เจฟฟ์ เบซอส” เพราะปรับตัวเก่งและมีวิสัยทัศน์ยาวไกล แรกเริ่มขายแต่หนังสือทางออนไลน์ ต่อมาขยายกิจการสู่ค้าปลีกสินค้าทุกชนิด ทั้งดีวีดี, ซีดีเพลง, ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์, วีดิโอเกม, เสื้อผ้า, เฟอร์นิเจอร์ และอาหาร อเมซอนยังขยายบริการเป็นตัวกลางค้าขายในประเทศอื่นๆนอกอเมริกา โดยชูจุดเด่นบริการส่งสินค้าข้ามประเทศรวดเร็วทันใจ

ภายใต้โลกยุคดิจิตอล บริษัทไฮเทคที่นับวันจะยิ่งรวยเอาๆ ก็เห็นจะเป็น “ไมโครซอฟท์” ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่สุดของโลก ก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีระดับท็อป “บิล เกตส์” เมื่อปี 1975 ผูกขาดความเป็นเจ้าเทคโนโลยีไฮเทคมาหลายทศวรรษ ก่อนที่จะเกิดเศรษฐีไฮเทคหน้าใหม่มาวัดรอย เมื่อปี 2014 ไมโครซอฟท์มีรายได้ 86,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากเก่า 11% เพราะได้แรงหนุนจากยอดขายแท็บเล็ต “Microsoft Surface” ที่กำลังฮิตฮอต เฉพาะไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว เซอร์เฟซสร้างยอดขายได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บริษัททรงอิทธิพลอันดับหกของอเมริกาคือ “AT&T” ค่ายบริการมือถือใหญ่สุดของประเทศ มีรายได้ติดปลายนวม 131,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2014 และลูกค้าอยู่ในมือกว่า 300 ล้านคน ส่วนอันดับเจ็ดต้องหลีกทางให้ “Apple” บริษัทไฮเทคยักษ์ใหญ่แห่งซิลิคอนวัลเลย์ สร้างชื่อเสียงด้วยการปฏิวัติคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในยุคเซเว่นตี้ส์ ก่อนผันตัวมาโกยเงินจากการพัฒนาฮาร์ดแวร์ตระกูลไอแมค, ไอโฟน และไอแพด สร้างรายได้ปีละ 182,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทใหญ่โตขนาดนี้ แต่แอปเปิ้ลใช้พนักงานแค่ 92,600 คน

ธุรกิจโลจิสติกส์ขนส่งสินค้าก็ทำเงินทำทองมาก จนหนุนส่งให้บริษัท “UPS” ขึ้นชั้นเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับแปด ให้บริการรับส่งสินค้าทุกชนิดใน 220 ประเทศทั่วโลก โดยมีมดงาน 237,300 คน สร้างรายได้เข้ากระเป๋า 58,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2014 ขณะที่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ “เจเนอรัล มอเตอร์ส” ทำรายได้ปีที่แล้ว 155,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงครองแชมป์อันดับเก้า ค่ายนี้มีดีลเลอร์ 21,000 ราย ใน 6 ทวีปทั่วโลก ปิดท้ายบริษัททรงอิทธิพลอันดับสิบ ด้วย “IBM” ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และสารสนเทศเก่าแก่ระดับตำนานโลก ก่อตั้งปี 1911 ปัจจุบันมีสาขากว่า 170 ประเทศทั่วโลก และว่าจ้างพนักงาน 379,592 คน ไอบีเอ็มบุกเบิกเทคโนโลยีหลายอย่าง รวมถึงเทคโนโลยีเมนเฟรมและนาโนเทคโนโลยี สร้างรายได้เข้ากระเป๋า 92,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2014.

มิสแซฟไฟร์

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้