วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"สมคิด" มั่นใจเศรษฐกิจดีดกลับ

"สมคิด" มั่นใจเศรษฐกิจดีดกลับ

  • Share:

ต่างชาติลงทุนจริงใน 6 เดือนให้สิทธิพิเศษเพิ่ม

“สมคิด” ปลื้ม “บิ๊กตู่” ไปยูเอ็นประสบความสำเร็จ สร้างผลดีกับประเทศช่วยลดแรงกดดันในเวทีโลก มั่นใจไตรมาสแรกปีหน้าสถานการณ์เศรษฐกิจจะตีกลับ กล่อมนักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุนเพิ่มเทคโนโลยีให้สินค้าไทย แย้มคลังบีโอไอเตรียมให้สิทธิพิเศษเพิ่มสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนเม็ดเงินจริงภายใน 6 เดือน เล็งนำทีมอุตสาหกรรม การค้า ท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ถกหุ้นส่วนไทย–ญี่ปุ่น ปลาย พ.ย.–ต้น ธ.ค.นี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนายอะกิระ มูราโคชิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซี) และคณะผู้บริหารหอการค้าเข้าพบว่า ได้สรุปสถานการณ์ของประเทศไทยให้หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ ทราบว่า ประเทศไทยไม่มีสถานการณ์อะไรที่หนักหนาจนน่าเป็นห่วง และรัฐบาลโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจชุดใหม่เข้ามาทำงานประมาณ 1 เดือน ในช่วงแรกได้พยายามให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น จากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งมาตรการออกไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งจะมีเม็ดเงินลงไปหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ได้แจ้งให้เจซีซีทราบว่าประเทศ ไทยได้เพิ่มแรงจูงใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบกลุ่มคลัสเตอร์ และกระทรวงการคลังกำลังดูแลเรื่องการจะช่วยทำให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีความง่ายและสะดวกขึ้น และคงมีผลออกมาในไม่ช้านี้ ซึ่งทางญี่ปุ่นพอใจมาก เนื่องจากญี่ปุ่นลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดแห่งหนึ่ง สิ่งที่ต้องการให้นักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุนในไทย จะเน้นให้แรงจูงใจในกลุ่มที่สามารถต่อยอดเทคโนโลยีของไทยได้ หรือยกมูลค่าให้สูงขึ้น เช่น กลุ่มเกษตรแปรรูป ปิโตรเคมี และอาหาร ซึ่งจะใช้วัตถุดิบในประเทศทั้งสิ้น แต่ขาดเทคโนโลยีและวิทยาการ จึงต้องการให้นักลงทุนมาลงทุนในส่วนนี้ใช้วัตถุดิบของไทยเพิ่มมูลค่าจากเดิมขายได้ราคา 10 บาท เพิ่มเป็นขายได้ 100 บาท และต้องการให้นักลงทุนมาลงทุนเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องรอดูสถานการณ์ถึงปีหน้า โดยกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อยู่ระหว่างออกมาตรการพิเศษให้นักลงทุนที่ลงทุนเม็ดเงินจริงๆในช่วง 6 เดือนคือ ไตรมาส 4 ปีนี้และไตรมาส 1 ปีหน้า

“ผมได้แจ้งให้นักลงทุนญี่ปุ่นทราบถึงการลงทุนในซุปเปอร์คลัสเตอร์ อยากให้เขาเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยต้องการเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของเจซีซีที่อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ พาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของญี่ปุ่นมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจะมีเทคโนโลยีที่สูงมาก ตรงกับที่ประเทศไทยต้องการพอดี ซึ่งประมาณปลาย พ.ย.หรือต้น ธ.ค.นี้ ผมจะเดินทางไปญี่ปุ่น แต่การเดินทางไปครั้งนี้ไม่อยากให้แค่เป็นการเจรจาการค้า แต่อยากให้เป็นการเจรจาหลายกระทรวงร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรม การค้า การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ ให้มีลักษณะเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันทั้งเศรษฐกิจและสังคม จึงเสนอเขาประสานกับทางการญี่ปุ่นด้วย”

นอกจากนี้ ได้หารือถึงเส้นทางรถไฟซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะเส้นทางตะวันตกเชื่อมตะวันออกหรืออีสเวสต์คอริดอร์ เส้นทางมาบตาพุด-กรุงเทพฯ-เพชรบุรี-ราชบุรี -กาญจนบุรี ออกไปถึงพม่า ระหว่างเส้นทางนี้จะมีโรงงานของญี่ปุ่นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่ทางญี่ปุ่นมองว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากคือ ในปัจจุบันญี่ปุ่นไปลงทุนในเขมร เวียดนาม ไทย เมียนมา แต่ละแห่งแยกต่างหากจากกันและผลิตสินค้าซ้ำๆแล้วส่งออก เมื่อมีเส้นทางรถไฟมาเป็นตัวเชื่อม นักลงทุนญี่ปุ่นจะสามารถออกแบบกระบวนการผลิตได้ว่า การไปลงทุนในประเทศไหนจะผลิตอะไรแล้วนำมาเชื่อมโยงกันผ่านเส้นทางรถไฟส่งสินค้าไปพม่า หรือออกทะเลทางมาบตาพุดได้ จึงได้แจ้งไปยังนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมให้เร่งดำเนินการสำหรับเส้นทางนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นสามารถจะเข้ามามีส่วนร่วมกับการพัฒนาเส้นทางรถไฟได้ โดยการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่มกิจการร่วมค้า แล้วยื่นข้อเสนอมาทางกระทรวงคมนาคม เจรจากันได้ว่าสนใจจะเข้ามา ร่วมเส้นทางช่วงไหนหรือมีวิธีการดำเนินการอย่างไร

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ได้คุยกับหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ ถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ผลจากความสำเร็จที่นายกรัฐมนตรีไปยูเอ็นครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นผลดีมาก จากการที่ในต่างประเทศมองไทย เชื่อว่าแรงกดดันต่างๆจากนี้ไปจะน้อยลง ถ้าภายในประเทศสงบขึ้น และแรงกดดันจากนอกประเทศลดน้อยลง และรัฐบาลทำงานหนักอย่างนี้ก็เชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้น

“การไปยูเอ็นของท่านนายกฯประสบความสำเร็จสูงมาก นั่นเป็นตัว Breakthrough หรือการฝ่าอุปสรรคด้านการต่างประเทศ น่าจะเป็นสัญญาณ ที่ดี จะส่งผลหลายเรื่องที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ทั้งไอยูยูและไอเคโอ”

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ทางญี่ปุ่นได้ถามว่าเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปีนี้ของไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งได้ตอบไปว่าถ้าปริมาณเงินหมุนเวียนลงไปทันไตรมาสสุดท้าย และถ้ากระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนการส่งออกได้ดีพอ บวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังจะดีขึ้นจากทั้งอเมริกาและยุโรป คิดว่าไตรมาส 1 ปีหน้าสถานการณ์น่าจะพลิกกลับได้แล้ว ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะการที่ยูเอ็นหรือสหรัฐ– อเมริกามีท่าทีเป็นมิตรกับไทยมากขึ้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นมองเมืองไทยอย่างมีความมั่นใจมากขึ้น หวังแต่ว่าจะไม่มีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับเมืองไทยอีก เราเสียเวลาไปแล้วเกือบ 10 ปีแล้ว

สำหรับการส่งออก กระทรวงพาณิชย์กำลังส่งคนเพิ่มไปเจาะตลาดเมืองใหญ่ของจีนซึ่งมีกว่า 20 เมือง แต่ขณะนี้มีทูตพาณิชย์อยู่ไม่กี่คน แค่ประเทศเดียวก็มีโอกาสจะเพิ่มตลาดได้มากแล้ว และอิหร่านกำลังจะเปิดประเทศอีกครั้ง ที่โตโยต้ามั่นใจว่าจะส่งออกได้มากขึ้น เพราะจะไปขายสินค้ากับอิหร่าน โดยเดือนที่ผ่านมาโตโยต้าส่งออกได้เพิ่มมากขึ้นพอสมควร มั่นใจไตรมาสสุดท้ายส่งออกได้ 70,000 คัน อิหร่านและตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้