วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศาสตร์พระราชา หัวใจคนกล้าคืนถิ่น

ศาสตร์พระราชา หัวใจคนกล้าคืนถิ่น

  • Share:

“โครงการคนกล้าคืนถิ่น”... ช่วยให้ก้าวข้าม

และกล้าที่จะคิดต่างสร้างฝันของตัวเอง เพื่อครอบครัวอันเป็นที่รักสู่ความสุขที่ยั่งยืน

กล้าพอที่จะดำเนินรอยตามศาสตร์ของพระราชา “ใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง วิถีพอเพียง อย่างมั่นคงและยั่งยืน” และที่สำคัญสามารถนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง ใช้ชีวิตอิสระ สามารถออกแบบชีวิตของตนเองและครอบครัวได้

ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการ โครงการฯ บอกว่า เราใช้กระบวนการจับ อย่างมีเป้าหมาย อบรมแล้วมีคนลงพื้นที่ทำจริง 95% ถือว่าน่าสนใจและเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

ปลายเดือนที่ผ่านมา บรรยากาศประกาศรางวัล “คนกล้าคืนถิ่น” ที่อาคาร BU Diamond มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รังสิต สุมิท บอกว่า เรามาอยู่ท่ามกลางคนกล้า ตัวแทนจากคนกล้าทั่วประเทศกว่า 700 คน โครงการนี้ทำอย่างไร? ทำไมถึงทำ? ได้ผลอย่างไร? แล้วจะทำอะไรกันต่อไปจากนี้?

ทำอย่างไร?...เราลงพื้นที่ศึกษาหาจุดบอดของการพัฒนาที่ผ่านมาคืออะไร คนที่ใช้ชีวิตในเมืองรู้สึกว่าชีวิตในเมืองไม่ตอบโจทย์ ปัจจุบันเรามีคนชนบทที่ไหลเข้าสู่เมืองรับเงินเดือนมีอยู่ 40 ล้านคน จากเดิมมีแค่ 10 ล้านคนเท่านั้นพุ่งขึ้นเร็วมาก แล้วคนพวกนี้มีคำถามในใจกับตัวเองส่วนใหญ่ว่าเกษียณแล้วจะไปไหน เงินเก็บอาจจะไม่พอกิน

ขณะเดียวกันเรามีชนบทที่มีอายุเฉลี่ย 60 ปี โดยเฉพาะภาคเกษตร ขบวนการพัฒนาชนบทที่ผ่านมาลองไปถามดูส่วนใหญ่ก็เหมือนการจัดอีเวนต์ ใส่ไป...แล้วก็หาย นั่นเพราะใส่ลงไปแล้วการรองรับการพัฒนาไม่มี พุ่งเป้าไปที่...“ภาคการเกษตร” เราบอกว่าเราจะเป็นครัวโลก แล้วเราจะเป็นได้ไหม?

น่าจะรู้คำตอบอยู่ไรๆ...เมื่อไม่เกิดความไม่สมดุลอย่างนี้ ปัญหาเกิดจากอะไร โครงการคนกล้าคืนถิ่น คือโครงการที่เติมศักยภาพใหม่กลับสู่ภาคเกษตรและชนบท

ทำไมถึงทำ?...ต้องเอาคนกล้าที่มีศักยภาพ พิสูจน์ก่อนว่าตัวเองพึ่งตนเองได้ แบบอยู่ได้จริงในพื้นที่เล็กๆ 2-3 ไร่ เป็นคนที่ทำงานกับเพื่อนได้ไม่ใช่เก่งเดี่ยว ต้องเก่งรวม แล้วเขาก็จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นศักยภาพใหม่ในการพัฒนาภาคการเกษตรและชนบท

ช่วงปลายปีที่แล้ว หลังจากไปหารือกับผู้ใหญ่ใจดี หลายฝ่าย หลายหน่วยงาน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก

“โครงการนี้จึงเริ่มจากการเปิดพื้นที่ร่วมกันทำ ไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เริ่มต้นจากการเปิดพื้นที่ร่วมกันโดยเจ้าภาพกว่า 20 องค์กร ปรึกษาหารือกันในต่างจังหวัด ลงพื้นที่ ผนวกรับองค์ความรู้จากปราชญ์สายชิวในพื้นที่ต่างๆ”

สุมิท ย้ำว่า เราอบรมกันมาเยอะแล้ว...ปัญหาที่ผ่านมาคืออบรมแล้วไม่ได้ใช้ ไม่ได้ทำจริง จึงพยายามหาวิธีที่อบรมแล้วไปทำได้จริง ทำจริง เราก็เลยเปิดพื้นที่ใหม่ ให้คนกล้าก่อนหน้านี้ 20 กว่าคน ช่วยกันตอบโจทย์ว่า...ทำไม? ถึงกล้า กล้าแล้วเจออะไร? เจอแล้วจะแก้อย่างไร?

ตั้งโจทย์ได้แล้วก็ไปเชิญกลุ่มที่ฝึกให้คนพึ่งตนอีก 30 กว่าคน เปิดพื้นที่อีกโดยไม่มีความรู้สำเร็จ แต่มานั่งถกกันว่าถ้าทำให้ตอบโจทย์ให้พึ่งตน มั่งคั่ง ยั่งยืน ภูมิใจในวิถีเกษตร ทำงานเป็นทีมเป็น...ต้องทำอย่างไร

สรุปว่า เราต้องทำตั้งแต่สร้างความมั่นใจกลับไปแบบมีเพื่อน แล้วต้องทำ ติดตามเอาใจใส่ สนับสนุน แล้วกระบวนการที่จะใช้ในงานนี้ทั้งหมด เป็นการสร้างทีม ใช้ชุดความรู้การเปิดพื้นที่ร่วมในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน และขับเคลื่อนร่วม โดยใช้นวัตกรรมการทำงานแบบมีส่วนร่วม ทำให้เราขับเคลื่อนโครงการนี้ตั้งแต่ต้นปี เปิดตัวเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้แปดเดือนแล้ว เราสามารถทำตั้งแต่สรุปหลักสูตร จัดการอบรม 5 วัน 4 คืน

ตอนเปิดรับสมัคร เน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ เลยสมัครผ่านโซเชียลมีเดียล้วนๆ มีผู้สมัคร 1,600 คน...เป็นคนรุ่นใหม่ 1,200 คน ในอนาคตจะเน้นกลุ่มทหารเกณฑ์มากขึ้น ผู้เสียโอกาสจากสถานพินิจที่ต้องการเป็นเกษตรกร

“คนกล้ารุ่นแรก”...ผู้สมัครเข้ามามีที่ดินของตัวเอง เป็นคนรุ่นใหม่ อายุ 26–45 ปี เกินครึ่ง จบปริญญาตรี โท เอก...ก็มีเข้ามาด้วย ผ่านเข้าทำการอบรมได้ 780 คน

ในจำนวนนี้สามารถลงแปลงจริงได้ 730 คน คิดเป็นร้อยละ 95 ของผู้เข้ารับการอบรม บางคนบอกว่าอยากจะกลับตั้งแต่วันแรกเพราะไม่เห็นว่าได้เรียนอะไรเลย มาคิดอย่างเดียวมาตั้งคำถาม...คิดร่วมกัน นั่นก็คือเปิดพื้นที่การเรียนรู้ ร่วมกันวางแผนตามบริบทแต่ละพื้นที่ จะออกไปทำอะไรตั้งแต่อาทิตย์แรกถึงอาทิตย์สุดท้ายใน 5 เดือน

“...ต้องการอุปกรณ์ เครื่องมืออะไรเสริม เราให้ได้ไม่หมด แต่ทุกคนก็กลับไปพร้อมเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ลงมือทำตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเรื่อยมา ก่อนลงมือก็หาคนกล้าต้นแบบเพื่อเติมเต็ม ขาดอะไร เติมอะไร ลงมือก็มีพี่เลี้ยง...นับจากเริ่มโครงการต้นแบบ ศูนย์อบรม เครือข่ายอบรม เรามีบุคลากรมาช่วยในโครงการนี้เกือบ 300 ชีวิต”

ผ่านมาถึงวันนี้ คนกล้า 86 ทีมทั้งหมดทั่วประเทศถูกคัดกรองเหลือ 32 ทีม และเหลือ 16 ทีมสุดท้าย มาแสดงผลงาน โดยมีคณะกรรมการตัดสิน ได้ทีมชนะเลิศ ยอดเยี่ยม กับทีมเด่น โดยมีรางวัล 4 ประเภทได้แก่...

คนกล้าก้าวไกล, คนกล้าพึ่งตน, คนกล้าไม่ท้อถอย, คนกล้า มหาชน

ดร.สุมิทบอกอีกว่า ปีหน้าเป็นรุ่นที่ 2 ตั้งเป้าไว้จะเพิ่มเป็น 1,600 คน รับปากผู้ใหญ่ไว้ว่าทั่วประเทศจะทำให้ได้เป็น 10,000 คน แล้วก็จะมีกลุ่มพื้นที่เฉพาะขยายเครือข่ายคนกล้าไปในพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้วย

จากนั้นจะปรับปรุงองค์กร โดยใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วย...วางแผนไว้ว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการ 3 ปี โครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” จะเล็กจนหายไป...แต่วิถีการทำงานและวิถีชีวิตของคนกล้าจะขยายตัว

“เราจะรวบรวมวิธีการดำเนินการอย่างละเอียด ใครหยิบไปใช้ก็สามารถทำได้เลย จะเรียกว่า...คนกล้าคืนถิ่นหรือไม่ก็ไม่เป็นไร”

ทั้งหมดนี้คือเป้าหมายโครงการคนกล้าคืนถิ่น คาดว่าโครงการรุ่น 2 จะเปิดรับสมัครราวเดือนธันวาคม ติดตามความคืบหน้าได้ที่เว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก “คนกล้าคืนถิ่น

ตอกย้ำหัวใจสำคัญ นอกจากความยั่งยืน มีสอง...สามมุมที่น่าสนใจ คนกล้า 700 กว่าคนรวมเป็นกลุ่มต้นแบบ เวลาเราจะขยายผลก็เอาไปทำตามได้เลย เป็นต้นแบบการฟื้นวิถีเกษตรกลับคืนมา ไม่เฉพาะคนที่ต้องออกไปทำเต็มตัว พาร์ตไทม์ก็ทำได้ เพราะเป็นความมั่นคงของตัวเองหลังเกษียณ...ทำตามต้นแบบได้จริง ไม่ยุ่งยาก

มุมต่อมา “ภาคการเกษตร” เป็นผู้ประกอบการ...เป็นเอสเอ็มอีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะฉะนั้น ในมุมที่ว่า ภาคเศรษฐกิจระดับประเทศจะมั่นคงได้ ฐานเอสเอ็มอีจะต้องใหญ่

ปัญหามีว่า...ฐานเอสเอ็มอีของเรายังอ่อนแอ...เศรษฐกิจคงจะมั่นคงไปไม่ได้

“มองในแง่เศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทำได้จะพลิกประเทศได้เลย ทุกประเทศเศรษฐกิจจะมั่นคงเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ว่ามีเฉพาะบริษัทใหญ่โตมโหฬารแล้วที่เหลือก็ยิบย่อย...ตรงกลางต้องใหญ่”

รัฐบาลเดินหน้า “ดิจิตอลอีโคโนมี”...ภาคที่อ่อนแอที่สุดก็คือ “ภาคเกษตร” กับ “ชนบท” แต่เป็นฐานใหญ่ของประเทศ เศรษฐกิจดิจิตอล...ที่เป็นอยู่สมาชิกคนกล้าคืนถิ่นก็ใช้ในการประสานงาน ทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กเป็นทั้งเครื่องมือสื่อสาร ช่องทางค้าขายออนไลน์

ไม่ใช่เรื่องยากหากเครือข่ายคนกล้าคืนถิ่นจะเป็น “สังคมออนไลน์ภาคเกษตร” ต้นแบบ.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้