วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
Internet of Things จะส่งผลกับการตลาดอย่างไร?

Internet of Things จะส่งผลกับการตลาดอย่างไร?

โดย Nuttaputch
1 ต.ค. 2558 12:05 น.
  • Share:

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีคนส่งคำถามมาให้ผมหลังไมค์ว่า Internet of Things (จะขอเขียนย่อๆ ว่า IoT) ที่กำลังถูกพูดถึงกันเยอะนั้น จะมีบทบาทกับการตลาดอย่างไร นักการตลาดควรจะศึกษาเรื่องนี้หรือไม่ หรือจริงๆ มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสินค้าและผลิตภัณฑ์มากกว่าหรือเปล่า?

เอาจริงๆ แล้วเรื่อง IoT นี่ก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมาพอสมควรในช่วงปีที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นจริงจังของโลกธุรกิจชนิดถูกนำไปเป็นหัวข้อประจำฉบับของ Havard Business Review กันมาแล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้ถ้ามองกันแบบเร็วๆ ก็คงเป็นเรื่องของเทคโนโลยีกันเป็นแน่แท้ ซึ่งคนที่ควรจะรีบตื่นตัวก็คงไม่พ้นกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องรีบคิดให้ออกว่าจะสร้างสินค้าแบบไหนที่ใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เพื่อให้ตัวเองสามารถเอาตัวรอดกับกระแสเทคโนโลยีที่จะตามมาในอีกไม่ช้า

แล้วเรื่องนี้จะเกี่ยวกับนักการตลาดไหม ก็ต้องบอกว่าเกี่ยวอยู่ไม่น้อย

ถ้าจะว่ากันง่ายๆ อย่างแรกนั้น สิ่งที่นักการตลาดอาจจะต้องรีบคิดล่วงหน้ากันคือ IoT จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนอย่างไร ตัวอย่างง่ายๆ คือการที่คนเราสามารถมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นจากบรรดาอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งฉลาดมากขึ้นกว่าเดิม ทำงานแทนเราได้หลากหลายขึ้น (แถมบางอย่างก็ไม่ต้องสั่งงานให้ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อน) สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือความคาดหวังในประสบการณ์ต่างๆ รอบตัวของคนที่เริ่มคุ้นชินกับ IoT ก็คงจะย่อมไม่เหมือนกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคก่อนๆ เป็นแน่แท้

ความคาดหวังในประสบการณ์ที่สูงขึ้นนี้เป็นประเด็นที่จริงๆ แล้วก็เริ่มเห็นตั้งแต่เราเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยบางที่ก็จะเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่า Innovation Optimism นั่นคือผู้บริโภคจะต้องการอะไรที่เร็วกว่าเดิม ดีกว่าเดิม บวกกับให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นกว่าเดิม และนั่นจึงไม่แปลกว่าแบรนด์ประเภทเทคโนโลยีหรือธุรกิจที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ นั้นมักจะได้รับความสนใจและเป็นที่ชื่นชอบมากขึ้นๆ ในขณะที่แบรนด์ประเภทที่เราเรียกกันว่า Aspirational Brand ก็จะเริ่มถูกลดความสำคัญลง

เรื่องนี้อาจจะลองดูกันง่ายๆ เมื่อมีการจัดอันดับแบรนด์ในดวงใจของคนรุ่นใหม่ เรามักจะเห็นแบรนด์อย่าง Facebook Google Apple Samsung อยู่ติดโผในอันดับต้นๆ อยู่เสมอ ซึ่งถ้าจะว่ากันง่ายๆ คือแบรนด์เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภค “ใช้” และ “ปฏิสัมพันธ์” อยู่ตลอดเวลา เผลอๆ อาจจะมากกว่าแบรนด์ในกลุ่ม FMCG เสียอีก

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความคาดหวังและมุมมองต่อประสบการณ์การตลาดของผู้บริโภคเปลี่ยนไป นักการตลาดเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเองตาม ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์แบรนด์ที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยน การหา Positioning ใหม่ๆ ให้ทันกับคนยุค IoT ที่จะมีรสนิยมและความชอบไม่เหมือนเดิม การเปลี่ยนกระบวนการสื่อสารการตลาดให้โดนใจ ฯลฯ นั่นยังไม่นับว่า IoT จะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการรับรู้ข่าวสารและประสบการณ์ต่างๆ ของผู้บริโภคอีกมากแค่ไหนด้วย



นอกจากเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนไปในไม่ช้าก็เร็วนั้น ก็ยังมีอีกเรื่องที่บรรดาคนทำงานสายการตลาดจะเริ่มตื่นตัวกันคือการนำเทคโนโลยี IoT นี่แหละมาประยุกต์ใช้กับเทคนิคการตลาดที่มีอยู่ เช่นการใช้เซ็นเซอร์เก็บข้อมูลลูกค้าแต่ละคนและนำเสนอโฆษณาต่างๆ ในป้ายโฆษณาของห้างสรรพสินค้าชนิดที่ปรับแต่งให้เข้ากับลูกค้าคนนั้นๆ แทนที่จะเป็นมีโฆษณาชิ้นเดียวสำหรับให้ทุกคนเห็น หรือแคมเปญการตลาดใหม่ๆ ที่เอาเทคโนโลยีมาผนวกเพื่อสร้างความหวือหวาและตื่นตาตื่นใจมากขึ้น

และนั่นเลยไม่แปลกที่ตอนนี้เอเจนซี่การตลาดในต่างประเทศเริ่มมีแผนก Innovation เพิ่มเข้ามาเพื่อดูว่าจะเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาสร้างประสบการณ์ทางการตลาดรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างไร ซึ่งนั่นจะไม่เหมือนกับวิธีการทำแคมเปญแบบเดิมๆ ที่เน้นแค่การทำโฆษณาทางโทรทัศน์หรือลงโฆษณาในช่องทางออนไลน์แบบเฉยๆ

ณ วันนี้ แม้ว่า IoT อาจจะยังเป็นเรื่องที่ใหม่ (มาก) และยังมีคนที่ใช้สินค้าเหล่านี้ไม่ได้เยอะมาก แต่เราก็คงรู้กันอยู่ว่าในไม่ช้ามันก็จะเข้าถึงคนหมู่มากและกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม นักการตลาดรวมทั้งเจ้าของธุรกิจก็ควรจะรู้ตัวด้วยว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับคลื่นเทคโนโลยีนี้ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะโดนคลื่นซัดหายไปได้ง่ายๆ นั่นแล

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้