วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เป็น 'ชาวอุยกูร์' อาเดมรับวางบึมตามคำสั่ง

เป็น 'ชาวอุยกูร์' อาเดมรับวางบึมตามคำสั่ง

  • Share:

บอกทนายติดต่อญาติที่ตุรกี ‘ศรีวราห์’ผูกอ๊อดเชื่อมวรรณาเผยประวัติโดนข้อหาจิ๊บจ๊อย

ทนาย “อาเดม การาดัค” ระบุลูกความรับ สารภาพแบบเต็มใจ ทำตามคำสั่งของนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน ผู้ต้องหาอีกรายที่ถูกออกหมายจับ แต่ไม่บอกสาเหตุจูงใจ ส่วนชื่อของนายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ ที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด โดนนำไปจุดเป็นชนวนความขัดแย้งการเมืองรอบใหม่ ต่างฝ่ายต่างดาหน้ากระหน่ำขั้วตรงข้าม เผยประวัติคดีทั้ง 9 คดีส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติด มีเพียงครั้งเดียวที่ถูกจับผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยทหารคนจับระบุมีรูปปรากฏอยู่ในภาพการ์ดที่ผู้บังคับบัญชาแจกให้

จากเหตุระเบิดสะท้านกรุง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมาชุดคลี่คลายคดีสามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย นายอาเดม การาดัค หรือนายบิลา มูฮัมหมัดและนายเมียไรลี ยูซูฟู ทั้งคู่รับสารภาพมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุครั้งนี้ จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหารวม 17 ราย พบ 1 ในนั้นเป็นผู้ต้องหาชาวไทย นายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีระเบิดการเมืองหลายครั้ง อยู่ระหว่างหลบหนีคดี


ทนาย “อาเดม” เยี่ยมลูกความ

ความคืบหน้า ที่เรือนจำชั่วคราวพัน ร.มทบ.11 เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 30 ก.ย. นายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายบิลา มูฮัมหมัด หรือนายอาเดม การาดัค ผู้ต้องหาคดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เดินทางติดต่อขอเข้าพบลูกความเพื่อสอบถามรายละเอียดของคดี โดยยื่นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ และผู้บังคับบัญชาของ พัน.ร.มทบ.11 ก่อนทหารจะคุมตัวพาลูกความมาพบโดยใช้เวลาพูดคุยนานประมาณ 2 ชม.

เผย “อาเดม” เต็มใจสารภาพ

นายชูชาติเปิดเผยหลังการเข้าพบนายอาเดม การาดัคว่า จากการพูดได้ข้อยุติที่ชัดเจนลูกความยอมรับสารภาพอย่างเต็มใจ เป็นผู้นำระเบิดไปวางที่ศาลท้าวมหาพรหม ทำตามคำสั่งของนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน ผู้ต้องหาอีกรายที่ถูกออกหมายจับ โดยไม่ได้ค่าจ้างและลูกความไม่ยอมบอกสาเหตุว่าทำไมถึงทำตาม เจ้าตัวยังให้ข้อมูลอีกด้วยว่าเป็นคนเชื้อชาติอุยกูร์ เกิดที่ประเทศตุรกี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่เมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ของประเทศจีน ไม่มีหนังสือเดินทางของทั้งประเทศตุรกีและประเทศจีน เดินเข้าประเทศไทย ก่อนวันที่ 17 ส.ค. จำวันที่ไม่ได้แต่เป็นวันศุกร์ หลังก่อเหตุยอมรับว่าได้เปลี่ยนจากเสื้อเหลืองเป็นเสื้อสีเทา ที่มีข้อความ I LOVE THAILAND ที่นายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน เป็นผู้ซื้อให้ ไม่เคยรู้จักนายเมียไรลี ยูซูฟู มาก่อน ส่วนที่เข้ามาในประเทศไทยก็เพื่อที่จะเดินทางเข้าประเทศมาเลเซีย มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่อยู่ที่ประเทศจีน 1,200 ดอลลาร์ เมื่ออยู่ประเทศเวียดนาม 200 ดอลลาร์ และมาที่ประเทศลาว 600 ดอลลาร์ กระทั่งเข้ามา ประเทศไทย พักที่ห้อง 414 พูลอนันต์ อพาร์ตเมนต์ ย่านหนองจอก เคยพบนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์–มาน เพียงครั้งเดียว

ร้องขอติดต่อญาติที่ตุรกี

นายชูชาติเผยต่ออีกว่า สภาพลูกความในวันนี้มีรูปร่างผอมลง คาดเป็นเพราะการถือศีลทางศาสนาอิสลาม ที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวถือศีลไม่ครบกำหนดทำให้ต้องชดเชยวันถือศีล ลูกความมีท่าทีผ่อนคลายกว่าครั้งแรก สามารถใช้ภาษาอังกฤษพื้นฐานในการสื่อสารร้องขอล่ามภาษาอุยกูร์รวมทั้งร้องขอให้ช่วยติดต่อญาติที่ประเทศตุรกี ที่ไม่ได้เจอนานประมาณ 10 ปี ส่วนกรณีผู้สื่อข่าวถามการที่มาเป็นทนายครั้งนี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นทนายเสื้อแดงหรือไม่ นายชูชาติ กล่าวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน อย่านำประเด็นนี้มาเกี่ยวข้องจะทำให้สังคมแตกแยก ที่รับคดีนี้เพราะเคยทำคดีให้ชาวตุรกีมาก่อน ส่วนลูกความจะชื่อนายอาเดม การาดัค หรือชื่อนายบิลา มูฮัมหมัด อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพราะที่ประเทศจีนและประเทศตุรกีมีชื่อนี้ซ้ำกันมาก


“บิ๊กป้อม” เน้นจับ “อ๊อด”

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงความคืบหน้าการจับกุมคนร้ายก่อเหตุวางระเบิดว่า ผู้ต้องหาที่ร่วมขบวนการยังจับไม่ได้อีกหลายคน โดยเฉพาะนายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิด ขณะนี้จับคนวางระเบิดได้มีความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว ขึ้นอยู่กับชุดสอบสวนคดีพิจารณาสำนวนหลักฐานก่อนสั่งฟ้อง ส่วนกรณีมีภาพชายต้องสงสัยต่างชาติแขกขาว ปรากฏในกล้องวงจรปิดขณะเข้าไปที่ศาลทหารกรุงเทพฯ กรมพระธรรมนูญ ถนนหลักเมือง ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง กำชับปลัดกระทรวงกลาโหมให้ดูแลเข้มงวดมากกว่านี้ ไม่ห่วงงานด้านความมั่นคงในระยะนี้เพราะข้าราชการ นักการเมือง และประชาชนส่วนใหญ่ เข้าใจว่าประเทศไทยตอนนี้อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน

เผยส่วนใหญ่โดนคดียา

มีรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัตินายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ ผู้ต้องหาพัวพันคดีระเบิดแยกราชประสงค์ ซึ่งไม่มีเลขรหัสประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลัก แต่ละคดีใช้ชื่อนายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ มีประวัติเคยตกเป็นผู้ต้องหาทั้งหมด 9 คดี ประกอบด้วย คดีแรก เมื่อวันที่ 23 พ.ย.39 ข้อหาสูดดมสารระเหย พื้นที่ สน.ดินแดง ใช้ชื่อนายยงยุทธ พบแก้ว คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 21 ม.ค.40 ข้อหาสูดดมสารระเหย พื้นที่ สน.ดินแดง ใช้ชื่อนายยงยุทธ พบแก้ว คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 16 มี.ค.42 ข้อหามียาบ้าไว้ในความครอบครอง พื้นที่ สน.พญาไท ใช้ชื่อนายอ๊อด พยุงวงศ์ คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 3 เม.ย.43 ข้อหาเสพยาบ้า พื้นที่ สภ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ใช้ชื่อนายอ๊อด พยุงวงศ์ คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.44 ข้อหามียาบ้าไว้ในความครอบครอง พื้นที่ สน.พญาไท ใช้ชื่อนายอ๊อด พยุงวงศ์ คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 19 พ.ย.53 ข้อหากระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พื้นที่ สน.พญาไท ใช้ชื่อนายอ๊อด พยุงวงศ์ คดีที่ 7 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.54 ข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 2 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย พื้นที่ สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ใช้ชื่อนายอ๊อด พยุงวงศ์ คดีที่ 8 เมื่อวันที่ 12 ก.ย.55 ข้อหาเล่นการพนันจับยี่กี่ พื้นที่ สน.ตลาดพลู ใช้ชื่อนายอ๊อด พยุงวงศ์ และคดีสุดท้าย เมื่อวันที่ 11 พ.ย.55 ข้อหาการพนันทายผลฟุตบอล พื้นที่ สน.ตลาดพลู ใช้ชื่อนายอ๊อด พยุงวงศ์ เสียค่าปรับ 1,000 บาท ที่ศาลอาญาธนบุรี

น.1 เรียกประชุมคืบคดีบึม

บ่ายวันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมกุล ผบช.น. เปิดเผยความคืบหน้าคดีว่า ได้เรียกประชุมชุดทำงานทุกชุดเพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดี ส่วนจะมีการออกหมายจับเพิ่มหรือไม่นั้นต้องดูหลักฐานว่าพาดพิงถึงใคร กรณีนายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเดม การาดัค หรือนายบิลา มูฮัมหมัด ยืนยันว่าลูกความไม่ใช่ชาวตุรกี แต่เป็นชาวอุยกูร์ ยังไม่เห็นมีหลักฐานอะไรมายืนยัน เป็นเพียงคำให้การของผู้ต้องหาเท่านั้น ส่วนกรณีทนายความบอกว่านายอาเดมไม่รู้จักกับนายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ ก็ต้องให้การกับตำรวจ หากจะเรียกร้องอะไรก็ต้องมาให้การกับพนักงานสอบสวน

สั่ง ตร. 4 ชุดตามล่า “อ๊อด”

ส่วนกรณีนายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ มีคดีติดตัว 9 คดี แต่ไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักนั้น พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวว่า ทราบตัวบุคคลแน่นอนเพราะเคยถูกจับกุม ในชั้นตำรวจถ้าไม่มีบัตรประชาชนต้องเปรียบเทียบปรับ เพราะอำนาจตำรวจมีแค่นั้น ตรวจสอบหมดไม่ว่าจะเป็นในเรือนจำก็ยังไม่พบตัวของนายอ๊อด สำหรับนายอ๊อดเคยถูกฟ้องศาลดำเนินคดี 9 คดี ส่วนคดีที่ออกหมายจับยังไม่ได้ส่งฟ้องศาลเพราะยังจับตัวไม่ได้ นายอ๊อด มีความเชื่อมโยงกับ น.ส.วรรณา สวนสัน หรือ ไมซาเลาะห์ตามที่ปรากฏรายละเอียดในหมายจับ ส่วนข้อมูลที่บอกว่านายอ๊อดเป็นการ์ดเสื้อแดง เป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวนตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปี 53 ตำรวจมีภาพใบหน้าที่ชัดเจนของผู้ต้องหารายนี้ สั่งการให้ตำรวจชุดจับกุมที่เคยจับนายอ๊อด 4 ชุด ไปตามจับตัวมาให้ได้ เพื่อไม่ให้ผิดตัว พร้อมส่งภาพของนายอ๊อดไปที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ตร.ประกาศสืบจับ

ระบุมีตัวตนอยู่จริง

ต่อข้อถามว่า นายอ๊อดมีศักยภาพเพียงในการก่อเหตุหรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวว่า เขาตกเป็นผู้ต้องหา 9 คดี ปี 57 ยังถูกออกหมายจับเรื่องมีวัตถุระเบิดอีก นายอ๊อดมีตัวตนอยู่จริง แต่จะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ตนไม่ทราบขึ้นอยู่กับพยาน หลักฐาน นายอ๊อดถูกออกหมายจับที่ สน.มีนบุรี ที่เดียว แต่เป็นกลุ่มเดียวกับผู้ต้องหาที่สมานเมตตาแมนชั่น มีนายกษิ ดิฐธนรัชต์ เป็นหัวหน้า ส่วนกรณีกระทรวงต่างประเทศไม่ได้รับเรื่องยกเลิกหนังสือ เดินทางของนางวรรณา สวนสัน หรือไมซาเลาะห์ นั้น ทาง บช.น.ส่งเรื่องไปนานแล้วผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

หมายจับตามคำบอกพยาน

ด้าน พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 ในฐานะรองโฆษก บช.น. เปิดเผยว่า สำหรับการออกหมายจับนายอ๊อด พนักงานสอบสวนนำหลักฐานการสอบปากคำพยานแวดล้อมที่ระบุว่าเคยเห็นนายอ๊อดเดินทางมาพบกับนางวรรณา สวนสัน หรือไมซาเลาะห์ ที่ไมมูณา การ์เด้นโฮม ไปขออนุมัติออกหมายจับ เนื่องจากไม่มีหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิด มีรายงานเพิ่มเติมว่า นายอ๊อดเคยมีภรรยา 1 คน เสียชีวิตไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีลูกสาวอีก 1 คน ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาสอบหาเบาะแสนายอ๊อดว่าอยู่ที่ใดต่อไป

ไม่มีใครรู้เบาะแส “อ๊อด”

พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผกก.สน.ตลาดพลู พื้นที่ที่นายอ๊อดเคยถูกจับ เปิดเผยว่าหลังออกหมายจับนายอ๊อด ข้อมูลเบื้องต้นที่ตำรวจได้มา ได้แยกเป็น 3 ส่วน คือ บุตรชาย บุตรสาว และนางอนงค์ พันแก้ว มารดานายอ๊อดทั้งนี้นายวุฒิภัทร หรือบอล บุตรชายนายอ๊อด อยู่ที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่าเป็นลูกชายที่ติดกับภรรยาเก่ามา ต่อมานายอ๊อดมีบุตรสาวกับภรรยาคนนี้ 1 คน ก่อนไปพักอยู่ที่ร้านเสริมสวยย่านพญาไท ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในระยะเวลานั้นนายอ๊อดไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรสาวได้ ภรรยานายอ๊อดจึงพาบุตรสาวขณะนั้นมีอายุ 5 ขวบ ไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จนขณะนี้อายุ 16 ปี มีคนรับไปเลี้ยงดูเป็นชาวออสเตรเลีย ส่วนมารดาของนายอ๊อดอาศัยอยู่ที่บ้านพักคนชรา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ฝ่ายสืบสวนเดินทางไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับนายอ๊อดว่าอาจมีบางช่วงที่ทำบัตรประชาชนไว้แต่ไม่มีใครทราบ

ยันมีภาพ “อ๊อด” เป็นการ์ด

พ.ต.อ.ชณาวิน พวงเพชร ผกก.สน.พญาไท กล่าวว่า สำหรับคดีสุดท้ายก่อนที่นายอ๊อดหายตัวไป เบื้องต้นถูกจับกุมเมื่อปี 53 ในข้อหาห้ามไม่ให้นำพาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้ามาเพื่อร่วมกันชุมนุมตาม พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขณะเจ้าตัวแจ้งกับทหารที่ตั้งด่านความมั่นคงว่าจะเข้าไปในเขตการชุมนุม บริเวณถนนเพชรบุรี พื้นที่ สน.พญาไท โดยผู้กล่าวหา ร.ต.ศานิตย์ สวยสด ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก (ยศในขณะนั้น) สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ระบุว่าจำหน้านายอ๊อดได้ เนื่องจากผู้บังคับบัญชาแจกภาพการ์ด นปช.ไว้ให้ มีภาพของนายอ๊อดรวมอยู่ในนั้นด้วย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 รายงานข่าวแจ้งว่าทุกครั้งที่นายอ๊อดถูกจับกุม มักจะให้ที่อยู่เป็นบ้านเลขที่ 44/4 หมู่ 4 ต.สามกอ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากที่ตำรวจ ทหารไปตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าว ผู้พักอาศัยอยู่ไม่มีใครรู้จักกับนายอ๊อดและไม่ทราบว่ามีชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านได้อย่างไร

“อารีย์” ชี้ข้อมูล ตร.ขัดกัน

ขณะที่นายอารีย์ ไกรนรา อดีตที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย หัวหน้าการ์ดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เปิดเผยว่า หลังทราบข่าวจากสื่อกรณีตำรวจระบุมีอดีตการ์ด นปช.พัวพันคดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อตรวจสอบทะเบียนรายชื่อประวัติบุคคลที่เคยมาสมัครเป็นการ์ด นปช.ตั้งแต่ปี 49 ยืนยันว่าบุคคลที่ตำรวจอ้างถึงไม่เคยมีชื่อเป็นการ์ด นปช. สอบถามคนที่เคยมาเป็นการ์ดของ นปช.ต่างยืนยันตรงกันว่า ไม่เคยมีใครรู้จัก เท่าที่รับฟังการสัมภาษณ์ของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พบว่าให้ข้อมูลขัดแย้งกันเอง บ้างบอกเคยมีคดี บ้างบอกว่าไม่มีประวัติ ตนสงสัยว่าคนเคยถูกคดีต้องมีประวัติ ถ้าบอกว่าไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักยิ่งเป็นไปไม่ได้

เตือนอย่าเอาคดีสาดกัน

นายอารีย์กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้ นปช.ไม่เคยรับการ์ดโดยไม่ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน ระหว่างตำรวจควานหาผู้เกี่ยวข้องตนไม่เคยได้รับการติดต่อจากทางการเลย ในฐานะคนไทยคนหนึ่งสาปแช่งผู้ก่อเหตุในเรื่องนี้มาตลอด ทุกคนรู้ว่าต้นเหตุระเบิดที่แท้จริงมาจากอะไร แต่สุดท้ายก็จะเลี้ยวเข้าหา นปช.เหมือนเดิม น่าห่วงอนาคตอาจหาใครที่หน้าตาคล้ายกันมาปิดคดี นปช.ยืนยันยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หาคนกระทำผิดมาลงโทษ แต่สิ่งที่ตำรวจพูดมาทำให้องค์กร นปช.เสียหายมาก มีหลักฐานอะไรขอให้เอามาพิสูจน์ ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจต้องการให้เราสงบไม่เคลื่อนไหว ก็ทำแล้ว แต่เอาคดีมาใส่ให้เราตลอดแบบนี้มันไม่ยุติธรรม เมื่อเขาไม่ยอมเลิกรา ความอดทนมันมีขีดจำกัด คนเราถ้าโดนรุกมากก็ต้องออกมาปกป้ององค์กร เรียกร้องความเป็นธรรมเหมือนกัน

“ตู่” ตรวจชื่อการ์ดแล้วไม่มี

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านยูทูบถึงกรณีนายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวพันการวางระเบิด โดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.ระบุว่า เป็นการ์ด นปช. และถูกหมายจับในคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทองปี 53 และระเบิดย่านมีนบุรี ปี 57 ว่าได้ตรวจสอบรายชื่อการ์ด นปช.ตั้งแต่ปี 49 นายอารี ไกรนรา หัวหน้าการ์ด นปช.ยืนยันว่าไม่มีรายชื่อนาย อ๊อดในทะเบียนประวัติ นอกจากนี้ให้ทนายตรวจสอบคดีทั้ง 9 ครั้ง และต้องคำพิพากษาอีก 1 ครั้ง ปรากฏว่าไม่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติอาชญากร รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิเสธว่าไม่พบข้อมูลของนายอ๊อด เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง เมื่อปี 53 แต่พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กลับบอกปัดว่า เป็นข้อมูลชุดสอบสวนของตำรวจนครบาล ซึ่งต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

งงการทำงานของ ตร.

นายจตุพรกล่าวว่า ถ้านายอ๊อดถูกจับถึง 9 คดี ต้องมีรายชื่อในทะเบียนประวัติอาชญากร สิ่งสำคัญต้องมีรูปถ่ายและเลขที่บัตรประชาชนด้วย แต่การทำหน้าที่ของตำรวจกลับมีข้อสงสัยมาก คือ ไม่มี รูปถ่ายที่ชัดเจน ได้แต่รูปภาพจางๆมาแสดงประกอบการแถลงปิดคดี โดยเฉพาะคนต้องคดีไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้ การจงใจเลี้ยวเอาข้อหามาใส่ นปช.โดยโยงนายอ๊อดมาเชื่อมคนเสื้อแดง เท่ากับมองคนเสื้อแดงเป็นศัตรู เป็นวิธีสกปรกชั่วช้าที่สุด และเป็นไปได้อย่างไรถ้าคนถูกดำเนินคดี 9 ครั้ง ไม่มี บัตรประชาชนก็ปล่อยตัวไป ควรเปิดตัวนายอ๊อดออกมาเลย ไม่รู้ว่าอ๊อดไหน และเป็นการทำหน้าที่แบบง่ายมากกับการอธิบายความเชื่อด้วยความเท็จเพื่อต้องการปิดคดี

“เต้น” เชื่อ รบ.เบี่ยงประเด็น

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามโยงนายยงยุทธ พบแก้ว หรือนายอ๊อด พยุงวงศ์ ผู้ต้องหาคดีระเบิดมีส่วนเชื่อมโยงเกี่ยวกับกลุ่ม นปช.ว่า ยิ่งมีความพยายามอธิบายว่า นายอ๊อดเชื่อมโยงกับ นปช. ยิ่งเพิ่มคำถามขึ้นในสังคม เพราะเชื่อยากว่าคนมีพฤติการณ์ถูกจับกุมคดีเล็กน้อยหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระ เช่น ดมสารระเหย เล่นพนันฟุตบอล จะไปเกี่ยวข้องกับขบวนการใหญ่โตที่ก่อเหตุนี้ หากนายอ๊อดเป็นกุญแจสำคัญของคดีจริง ควรมีข้อมูลในมือครบถ้วนอยู่ก่อน ไม่ใช่แถลงไปหาข้อมูลไป ใครถามประเด็นไหนก็ไปหาข้อมูลมาตอบไปวันๆ ส่วนตัวเชื่อว่าสาเหตุเรื่องนี้มาจากการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน เป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่รับรู้จากพยานหลักฐาน แต่เบี่ยงเบนไม่ให้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลหรือไม่ เรื่องที่ควรจบได้จึงบานปลายขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ นอกจากนี้ ยังสร้างบรรยากาศความขัดแย้งในหมู่คนเห็นต่างที่เริ่มตอบโต้กันไปมาตามความเชื่อของตัวเอง

นปช.ยันบริสุทธิ์เต็มร้อย

นายณัฐวุฒิกล่าวต่ออีกว่า กลุ่ม นปช. ไม่ต้องชี้แจงอะไรเป็นพิเศษ เพราะยืนยันความบริสุทธิ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าเป็นหน้าที่ฝ่ายรัฐต้องชี้แจงให้หายสงสัย เร่งติดตามผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ไม่ได้ท้าทาย แต่ถ้าต้องการชี้บางกลุ่มเป็นผู้ร้ายให้ได้ ควรใช้ ม.44 ตัดสินคดีไปเลย อยากให้ใครเกี่ยวบ้างก็ใส่ไป ไม่ต้องเอากลไกรัฐมาใช้อย่างนี้

บี้ “บิ๊กแป๊ะ” เร่งจับ “อ๊อด”

ด้านนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. กล่าวว่า มีชัดเจนว่าเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ เกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ขอฝากให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.คนใหม่ เร่งรัดเจ้าหน้าที่จับกุมนายยงยุทธ พบแก้ว หรืออ๊อด พยุงวงศ์ ให้ได้เร็วที่สุด และทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาครบถ้วน โดยดูสำนวนคดีเหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้นช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาประกอบ ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน การใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสาร จะพบว่าเชื่อมโยงกับฝ่ายใด ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ เลขาธิการ นปช. ปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักนายอ๊อดนั้น จะพูดอย่างไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับสังคมจะเชื่อถือหรือไม่

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้