วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ก้อนเมฆชวนชิม : Gaggan ร้านอาหารอันดับ 1 ของเอเชีย

ก้อนเมฆชวนชิม : Gaggan ร้านอาหารอันดับ 1 ของเอเชีย

โดย น้าเมฆ
1 ต.ค. 2558 10:30 น.
  • Share:

ถ้ามีโทรศัพท์จาก อ.เต้ย ช่วงปลายเดือนเป็นที่รู้กันว่าต้องโทรนัดผมไปกินของอร่อยแน่นอน “น้าเมฆ เดี๋ยวเดือนนี้เราไปกินอาหารอินเดียกัน คุณชอบหรือเปล่า” เสียง อ.เต้ย ถามอย่างไม่แน่ใจ “ชอบเลยครับอาหารอินเดีย เผ็ดร้อนดี ผมชอบ” เสียงปลายสายดูสบายใจขึ้น “รับรองร้านนี้เด็ด คุณต้องว้าว! แน่นอน” อ.เต้ยพูดจบก็ให้ชื่อและลายแทงไว้คร่าวๆ ว่าร้านอยู่แถวหลังสวน ส่วนผมก็คิดไปถึงเอาแป้งนาน (Naan) จิ้มลงไปในแกงอย่างเดียวเลย ยังนึกไม่ออกว่าจะ “ว้าว!” อะไรยังไง?

พอได้ชื่อร้าน Gaggan ผมก็ค้นหาใน google maps เหมือนเคย พบว่าอยู่ใกล้สถานีรถไฟชิดลม ลงไปที่ถนนเพลินจิต เข้าซอยหลังสวน ถนนเส้นนี้เป็นวันเวย์ ร้านอยู่ทางขวามือครับ (แผนที่นี้ผมได้มาจากร้านในภายหลัง)

อ.เต้ย แนะว่าร้านนี้เล็ก ไม่ค่อยมีที่จอดรถนะ (แต่มีบริการ Valet Parking) วันนั้นผมไปคนเดียว เลยนั่งรถไฟฟ้าก็สะดวกดี แล้วก็ต่อวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปจากปากซอย พี่วินบอกรู้จักร้านดี พาเข้าซอยหลังสวน ชิดขวาเข้าซอยเล็กๆ ส่งถึงหน้าร้านเลย คิดค่าโดยสาร 15 บาท

ร้านที่เห็นไม่ใหญ่โต แต่สวยดีครับ เป็นอาคารไม้สไตล์โคโลเนียลสีขาว ผมนัด อ.เต้ย ไว้หนึ่งทุ่ม พอเปิดประตูไปถึงก็เจอ Mr.Gaggan Anand และทีมมายืนต้อนรับด้วยตัวเองเลย ประทับใจมากๆ ครับ

Mr.Gaggan เชิญไปนั่งที่โต๊ะ แนะนำตัวเองและบอกว่าเพิ่งบินกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น ได้แรงบันดาลใจในการทำอาหารมาอีกเพียบ พร้อมออกแบบเมนูชุดใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว

อ.เต้ยกับ Mr.Gaggan คุ้นเคยกันดี เพราะ อ.เต้ย มาเป็นลูกค้าตั้งแต่ร้านนี้ยังไม่ดัง อ.เต้ย จึงขอแนะนำร้านเพิ่มเติมให้ผมทราบว่า ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ร้าน Gaggan ได้ร้านอาหารยอดเยี่ยมอันดับที่ 1 แห่งเอเชีย ปี 2558 ที่สนับสนุนโดย S.Pellegrino & Acqua Panna ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

Mr.Gaggan นำเมนู Best of Gaggan มาให้ชมก่อน อาหารจะค่อยๆ ทยอยเสิร์ฟมาทีละอย่าง เริ่มตั้งแต่ออเดิร์ฟ ของคาว ไปจนถึงของหวาน ผมไล่ดู…โอ้โห มีตั้ง 20 กว่าอย่างแน่ะ
(*เมนู Best of Gaggan ราคา 4,000 บาทต่อหัว เมนู Taste of Gaggan ราคา 2,500 บาทต่อหัว)

ก่อน Mr.Gaggan จะเข้าไปดูแลความเรียบร้อยในครัว ได้บอกถึงอาหารของเขาว่าเป็น Progressive Indian Cuisine เป็นการใส่เทคนิค ลูกเล่น และความคิดสร้างสรรค์ลงไปในอาหารอินเดียแบบดั้งเดิม ทุกเมนูที่เขาออกแบบจะผ่านการอนุมัติจากทีมงานอีก 4 คนที่ทำงานอยู่ในครัวด้วยกัน อ้อ..ทุกเมนูของเขาจะไม่มีเนื้อวัวนะเพราะคุณแม่ของเขานับถือศาสนาฮินดูและพระพิฆเนศ จึงต้องละไว้

Mr.Gaggan ออกตัวว่า ถ้าไม่ไปต่างประเทศ เขาจะเข้ามาดูร้านเกือบทุกวัน เขาเข้าใจดีว่าบางครั้งลูกค้าที่มากินก็อยากพูดคุยกับเจ้าของร้าน แต่ต้องขออภัยล่วงหน้าว่าบางครั้งเขาอาจจะไม่อยู่ วันนั้นเราคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมสังเกตว่า Mr. Gaggan พูดไทยได้ดีหลายคำเลยครับ

หลังจาก Mr.Gaggan ออกไป หัวหน้าฝ่าย PR ชื่อคุณเอ มาดูแลที่โต๊ะผมด้วยตัวเอง “ผมชื่อ เอ-ศุภชัย” แค่แนะนำตัว ผมกับ อ.เต้ย ก็ฮาแล้วเพราะนึกว่าคุณเออำเล่น แต่คุณเอบอกว่าทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นบังเอิญไปตรงกับผู้จัดการนักแสดงชื่อดัง “เวลามีนักแสดงในสังกัดของคุณเอมารับประทานอาหารที่นี่ทีไร ทุกคนกลับไปจำชื่อผมได้หมด”

อ.เต้ย ขอบคุณคุณเอมากๆ ที่จองโต๊ะพิเศษในห้อง Chef Dining ให้ เพราะโต๊ะนี้ต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน เนื่องจากนั่งติดกระจกใส ได้ดูการทำงานของเชฟทั้งหลายในครัว คุณเอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เชฟในครัวทั้งหมดมี 23 คน มาจากเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ และมีเชฟคนไทยที่เพิ่งจบมาจากเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต รวมอยู่ด้วย เชฟทุกคนต่างก็อยากจะเข้ามาทำงานที่นี่ ร้าน Gaggan จึงเป็นแหล่งรวมเชฟนานาชาติ ทำให้ในครัวต้องสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ

ผมถามคุณเอว่า ร้านนี้ออกเสียงว่าอย่างไร คุณเอบอกว่า “กา-กั้น” ผมก็หายสงสัยเสียที นึกว่า “แก๊ก-กั้น” “กั๊ก-กั้น” เสียตั้งนาน

จริงๆ แล้ว ลูกค้าที่จะมากินร้านนี้ควรได้รับประสบการณ์โดยตรง ไม่ควรอ่านรีวิวอะไรมาก่อนเลยครับ จะได้ตื่นเต้น สงสัย ได้จินตนาการก่อนและหลังรับประทานอาหาร แต่วันที่บทความนี้ลงในไทยรัฐออนไลน์และระยะเวลาในการจองโต๊ะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ (ยิ่งห้อง Chef Dining ใช้เวลา 2-3 เดือน) กว่าท่านผู้อ่านจะได้มาชิมจริงๆ เมนูชุดนี้ก็จะถูกเปลี่ยนด้วยเมนูชุดใหม่ไปแล้วครับ (เมนูจะถูกเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน เริ่มเมนูใหม่ในกลางเดือนตุลาคม) เพราะฉะนั้นผมขอสปอยล์อาหารของเมนูนี้ให้เต็มที่ไปเลยนะครับ

เริ่มต้นคุณเอนำอาหารชุดออเดิร์ฟมาเสิร์ฟก่อน ประกอบด้วย


Rose – Shikanji เป็นน้ำมะนาวสีชมพูใส่หลอดทดลอง


Yogurt Explosion อ.เต้ยบอกว่าเป็น signature ของร้าน ของเหลวด้านในเป็นโยเกิร์ตนมแพะ ผิวสัมผัสด้านนอกจะคล้ายเจลาติน ลื่นๆ ดึ๋งๆ ให้ใส่เข้าปากในคำเดียว แล้วกัดให้แตก รสชาติข้างในก็จะทะลักออกมา


Edible Plastic Spiced Nuts เป็นถั่วและเครื่องเทศใส่ในถุงคล้ายพลาสติกที่กินได้ คุณเอบอกไม่ต้องฉีก ใส่ถุงเข้าไปในปากได้เลย (พอกินหมดแล้ว น้องบริกรอีกคนจึงค่อยมาเฉลยว่าถุงนั้นทำจากข้าวครับ)

Chocolate Chilly Bomb ผิวด้านนอกเป็นช็อกโกแลตนม มีเครื่องเทศด้านใน และปิดด้านบนด้วยแผ่นเงินที่รับประทานได้ กัดไปแล้วเครื่องเทศด้านในจะระเบิดออกมา คลุกเคล้ากับความหวานของช็อกโกแลตด้านนอก กลมกล่อมแบบแปลกๆ ดีครับ

ทุกเมนูในนี้ต่างมีกลิ่นเครื่องเทศทั้งนั้น แต่ระดับหนักเบาไม่เท่ากันครับ

ชุดต่อมายังคงเป็นอาหารที่จัดเป็นคำๆ และใช้มือหยิบกิน ได้แก่

Birds Nest Bengali Mustard & Noori Pakoda อันหนึ่งคล้ายกับหมี่กรอบที่ทำเป็นรังนก มีมาสตาดจากเบงกอลที่เผ็ดร้อนอยู่ด้านบน อีกอันหนึ่งหน้าตาเหมือนเอาผงชาเขียวญี่ปุ่นมาโรยไว้ หน้าตาเป็นญี่ปุ่นแต่รสชาติเป็นอินเดียครับ งงเลย!

Papadam & Tomato Chutney อันนี้ฐานดูเหมือนข้าวตังข้าวเกรียบ กินแล้วกรุบกรอบ ส่วนด้านบนเป็นเครื่องปรุงรสที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศ รสออกเปรี้ยวๆ หวานๆ แต่ก็มีกลิ่นเครื่องเทศ แนวของกินเล่นของอินเดีย


ถัดมาเป็น Keema (Lamb) Samosa ผมชอบเมนูนี้มาก อาจจะเพราะเป็นคนชอบกินเนื้อแกะด้วยมั้งครับ ไส้ที่เผ็ดร้อนด้านในห่อด้วยแป้งซาโมซ่านุ่มๆ สุดยอดจริงๆ ครับ อ.เต้ย บอกว่าเมนูนี้ต้องตามด้วยไวน์แดงถึงจะเข้ากัน

Dhokla แค่ดูภายนอกก็บางเบาแล้วครับ ฐานด้านล่างคล้ายๆ ฟองน้ำ ส่วนด้านบนเป็นโฟมสีเขียวทำจากผักชี

Brain Damage ชื่อน่ากลัว แต่พอเห็นหน้าตาแล้วน่ารักดีครับ รูปทรงเป็นมินิเบอร์เกอร์ ด้านนอกกรอบประกบไส้ด้านในที่เป็นครีมนุ่มๆ มันๆ น่าสนใจมาก รสชาติคล้ายตับห่าน (Foie Gras) ผมเรียกน้องบริกรมาสอบถาม น้องรอให้ผมกินจนหมดแล้วค่อยเฉลยว่า “มันคือสมองแพะครับพี่” โอ้ววว…ชื่อก็บอกไว้อยู่แล้ว อืมมมม…แต่อร่อยเหมือนกันนะ สมองแพะเนี่ย

Fukuoka Surprise ประทับใจตั้งแต่ภาชนะที่เลือกใช้แล้วครับ ดูเลิศหรูอลังการมาก ฐานนุ่มๆ ที่ด้านบนเป็น ikura หรือไข่ปลาแซลมอน รสชาติเป็นญี่ปุ่นแบบมีเครื่องเทศครับ


Crab & Flowers เป็นก้ามปูที่ทอดแล้ววางบนหินสีดำ ก่อนกินควรเอาเนื้อไปแตะที่ดอกไม้ ซึ่งมีซอสมะขามรสชาติไทยๆ เป็นแอ่งน้ำอยู่

Magic Mushroom ถูกออกแบบมาตั้งแต่จานที่เป็นทรงแผ่นไม้ มีขอนไม้ ต้นไม้ หญ้าสีเขียวและดินสีน้ำตาล ดูให้เพลินๆ ก่อนกินครับ รสชาติเห็ดทรัฟเฟิลอยู่ด้านในขอนไม้ครับ


Charcoal เมนูนี้เซอร์ไพรส์ตั้งแต่จานที่มีฝาครอบไว้ เรามองไม่เห็นอาหารที่อยู่ด้านในเพราะถูกปกคลุมด้วยควันขาว เมื่อเปิดฝาออกมา ควันฟุ้งกระจายและจางหาย เราได้เห็นวัตถุทรงกลมคล้ายก้อนถ่าน โปรยด้วยขี้เถ้าอยู่รอบๆ กัดคำแรกได้ทั้งกลิ่นหอมและกลิ่นไหม้ แต่มีรสชาติอร่อยแบบประหลาดลิ้นดีครับ

Chennai Kings เป็นอีกจานที่ผมชอบที่สุด หอยเชลล์ตัวเป้งเอามาจี่ความร้อนให้พอเกรียมๆ ด้านนอก แต่ด้านในยังคงสดนิ่มหวานสุดๆ ครับ เมนูนี้ฟินเลยครับ อ.เต้ย ร้องบอกคุณเอให้เปิดไวน์ขาวทันที

Pig & Pickle หมูสามชั้นเนื้อนุ่ม ราดเครื่องแกงเผ็ดร้อน ปาดซอสสไตล์ปัญจาบที่มีรสชาติหวานและเปรี้ยว ตัดกันดีครับ ถ้าเป็นสำนวน อ.เต้ย ต้องบอกว่า “สุดตลิ่งจริงๆ ครับพี่น้อง!”

Daab Chingri เมื่อร้านได้ขึ้นเป็นร้านอันดับที่ 1 ของเอเชีย เมนูนี้ได้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ CNN … Daab แปลว่า มะพร้าว และ Chingri แปลว่า กุ้ง ทั้งสองถูกปกคลุมด้วยแผ่นเงิน (ที่กินได้) และโฟมสีขาว รสชาติหอมหวานเลยครับจานนี้

Who killed the Goat? กำลังดูจานสวยไฮโซเมื่อกี้อยู่เลย ตัดเข้ามาสู่ฉากฆาตกรรมนองเลือด จานนี้เป็นชิ้นเนื้อแกะย่าง ที่วางอยู่ข้างๆ ซอสสีแดงกระจัดกระจาย


หลายคนอาจจะนึกว่า อาหารที่เป็นคำๆ ที่ผ่านมาจะอิ่มเหรอ? ผมว่าอิ่มนะครับ ถ้าไม่อิ่มมีชุดนี้ตบท้าย รับรองจุกเลยครับ I want my curry! มาร้านอาหารอินเดียทั้งที ต้องมีแกงและแป้งนาน

ถ้าเป็นปกติ ทางร้านจะให้ลูกค้าเลือกแกง 2 จาก 3 จาน ได้แก่ แกงไก่ แกงแกะ และแกงปลา แต่วันนี้โชคดี ทางร้านอยากให้ลองทั้ง 3 จานเลยว่ารสชาติเป็นอย่างไร


ผมขออนุญาตเรียงตามความเผ็ดร้อนเลยนะครับ แกงแกะ ที่ดูแฉะๆ น้ำแกงไม่เยอะ แต่เผ็ดร้อนสุดๆ ครับ เผอิญผมชอบเนื้อแกะเสียด้วยสิ เอ้า..ทนได้ เลยกินจานนี้เป็นหลัก รองลงมาเป็นแกงไก่ รสชาติพอดิบพอดี เผ็ดนิดๆ แต่กลมกล่อม สุดท้ายคือ แกงปลา รสชาติเผ็ดแบบเบาที่สุด กินง่ายเลย แกงนี้เป็นจานโปรด อ.เต้ย มาทีไรต้องสั่ง 2 จาน เอาแป้งนานปาดน้ำแกงจนจานแห้ง
ส่วนแป้งนานก็ทำใหม่สดๆ ทุกวันครับ หอมฟุ้งมาเลย

หมดเมนูของคาว ผมกับ อ.เต้ย ขอพักเบรกเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเริ่มเมนูของหวาน คุณเอได้พาผมไปชมร้านชั้นล่างและชั้นบน มีมุมส่วนตัว มุมห้องสมุด มีทั้งโต๊ะใหญ่และเล็ก อย่างไรก็ตาม ทางร้านมีที่นั่งเพียง 55 ที่นั่งเท่านั้น รับได้เต็มที่เท่านี้จริงๆ ลูกค้า walk in ที่เดินเข้ามาถึงแล้วจะสั่งอาหารกินเลยนั้นหมดสิทธิ์แน่นอนครับ ต้องเป็นลูกค้าที่จองไว้เท่านั้น (คืนนั้นผมเห็นลูกค้าที่ไม่ทราบเดินเข้ามาและต้องคอตกกลับไป 3-4 กลุ่ม)

คุณเอเล่าให้ฟังว่า วันแรกที่ร้านได้ขึ้นอันดับหนึ่งของเอเชีย มีอีเมลเข้ามาจองที่นั่งถึง 600 ที่นั่ง จนต้องทยอยจัดคิว มีทั้งลูกค้าคนไทยและต่างประเทศพร้อมจะบินมากินที่ร้านนี้…เห็นจะจริงครับ เพราะเกินครึ่งของลูกค้าในร้าน มีแต่ชาวต่างชาติทั้งนั้น ผมเห็นมีบริกรที่พูดภาษาอังกฤษ สเปน รัสเซีย เกาหลี และญี่ปุ่นไว้ต้อนรับลูกค้า

เรากลับมาที่ห้อง Chef Dining คุณเอได้โชว์ลูกเล่น โดยเข้าไปในครัวและกดปุ่ม จากกระจกใสที่มองเห็นเชฟกำลังทำงาน กระจกกลายเป็นฝ้าสีขาวมองไม่เห็นอะไรเลย คุณเอบอกว่า บางครั้งห้องนี้ใช้เป็นห้องประชุมของบริษัทได้ด้วย กินข้าวไป คุยเรื่องงานไป กระจกฝ้ากลายเป็นกระดาน เอาปากกามาเขียนหัวข้อประชุมได้ กระจกบานนี้ได้ออกแบบมาเป็นพิเศษ ปรับความโปร่งแสงให้ทึบมากหรือทึบน้อยได้

เมนูของหวานมาเสิร์ฟ Gajar Halwa ภาชนะมาแบบอลังการควันฟุ้งสไตล์ Molecular Gastronomy มาเลย แต่ของหวานจริงๆ เป็นไอศกรีมแครอตแท่งจิ๋วจุ๋มจิ๋มน่ารัก


In Season ของหวานและภาชนะมาด้วยกันอย่างลงตัวครับ ดูแล้วเย็นยะเยือก คุณเอบอกให้เอาช้อนเคาะเปลือกสีขาว (ไอศกรีมรสมะพร้าว) ให้แตกก่อน พอเคาะได้แล้วมีไอศกรีมมะม่วงซ่อนอยู่ด้านในครับ หวานๆ มันๆ เปรี้ยวๆ เย็นฉ่ำอร่อยดีครับ

Magnum เมนูนี้ได้แรงบันดาลใจจากไอศกรีมยอดนิยม แต่ทำเป็นรูปทรงของอมยิ้ม กัดกินคำเดียวหมดครับ มีทั้งคาราเมล อัลมอนด์ อร่อยกรุบกรับ

ปิดท้ายด้วย Candies เป็นลูกกวาดเยลลี่สีหวาน รสชาติแตกต่างกันและแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีกลิ่นเครื่องเทศปนอยู่

ระหว่างที่รับประทานอาหาร มีลูกค้ามาคนเดียวนั่งอยู่ห้องเดียวกับผม โต๊ะเขาหันเข้ากระจกใสดูการทำงานของเชฟเช่นกัน คุณเอบอกว่าคนนี้คือ เชฟฝึกงานที่เคยทำงานอยู่ในครัวนั้น แต่วันนี้เป็นวันสุดท้ายหลังจากฝึกงานครบ 2 เดือน เชฟคนนี้เลยได้สิทธิ์นั่งรับประทานอาหารที่ทำโดยฝีมือของเพื่อนๆ หลังจากที่ผมได้คุยกับเขาจึงทราบว่าเขาเป็นชาวเนปาลที่เติบโตในสเปน กำลังศึกษาด้านการทำอาหารอยู่ปีสุดท้าย จึงมาขอฝึกงานที่ร้านนี้ ทำให้ได้ความรู้เยอะมากก่อนจะกลับไปเรียนต่อให้จบ จากนั้นก็ตั้งใจที่จะเป็นเชฟอย่างเต็มตัว

พอเห็นลูกค้าในห้อง Chef Dining กลับหมด คุณเอขออนุญาตปิดประตูและร้องเพลงลูกทุ่งให้เราฟังหนึ่งเพลง เป็นที่เฮฮาก่อนกลับบ้าน ผมสอบถามถึงเวลาเปิดปิดร้าน คุณเอบอกว่าร้านเริ่มเปิดหกโมงเย็นไปจนถึงห้าทุ่ม แต่ถ้าลูกค้าสั่งไวน์ แม้ว่าครัวจะปิดแล้ว ก็จะมีบริกรอยู่ดูแลจนกระทั่งดื่มหมดแก้วสุดท้าย

คืนนั้นผมขอบคุณ อ.เต้ย ที่ชวนมาร้าน Gaggan ครับ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตที่ได้มาเยือนร้านยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของเอเชีย (Mr.Gaggan บอกจะทำให้ร้านดีขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่ 1 ของโลกให้ได้) 

ใครอยากจะมาลองเมนูอาหารอินเดียแนวใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ร้านนี้ต้องจองเท่านั้น เข้าไปที่เว็บไซต์ www.eatatgaggan.com แต่ถ้าจะขอจองเกิน 6 ที่นั่ง ต้องโทรจองทางโทรศัพท์อย่างเดียวที่เบอร์ 0-2652-1700 …ใครจะคิดว่าอาหารอินเดียวทำได้ “ว้าว!” ขนาดนี้ มีเซอร์ไพรส์ตลอดทางตั้งแต่เมนูแรกจนถึงเมนูสุดท้าย แถมบริการยังสุดยอดอีกด้วย ประทับใจมากๆ ครับ


น้าเมฆ
 http://www.facebook.com/cloudbookfanpage

อ.เต้ย 
https://www.facebook.com/Wine17cel

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้