วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อินเทอร์เน็ตทีวีใหญ่แค่ไหนแล้ว?

อินเทอร์เน็ตทีวีใหญ่แค่ไหนแล้ว?

  • Share:

พอเข้าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ผมเริ่มลองมองย้อนกลับไปดูว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานั้นมีอะไรน่าสนใจบ้างในโลกของภาพยนตร์ในแง่ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเอะใจมากว่า ในปีนี้นั้นนอกเหนือไปจากการขยายตัวของโรงภาพยนตร์ตามการเปิดห้างตามที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัดแล้ว ผมยังเห็นว่ามี บริษัท อินเทอร์เน็ตทีวี หรือผู้ให้บริการชมภาพยนตร์ผ่านอินเทอร์เน็ต เปิดตัวกันเป็นจำนวนพอสมควรเลยทีเดียวครับ

ถามว่ามีคนดูเยอะไหมในประเทศไทย?

ผมก็คิดว่าคงยังไม่มากครับ แค่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ทันได้ชมภาพยนตร์ในโรง แล้วก็ไม่ค่อยชอบดูภาพยนตร์ในคุณภาพดีวีดีนัก ไม่ใช่กลุ่มตลาดที่ใหญ่อะไร

แต่ในที่นี้จะเห็นได้ว่าตลาดเหล่านี้ยังเติบโตไม่หยุดหย่อนเลยครับ ยิ่งทั้งการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในอเมริกาที่ชื่อว่า เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ซึ่งเป็นเจ้าพ่อที่ใหญ่ที่สุดในวงการนี้ซึ่งมีนโยบายว่าจะขยายตัวเข้าสู่ประเทศทั่วโลกให้ได้ภายในไม่กี่ปีนี้อีก (และมีข่าวแว่วๆ ว่าจะมาเปิดในไทยด้วยในอีกไม่นานนี้) ก็เลยทำให้ผมเริ่มอยากรู้ว่าปัจจุบันอินเทอร์เน็ตทีวีมีจำนวนคนดูมากน้อยแค่ไหน



เริ่มต้นง่ายๆ ครับ ปัจจุบันนี้ประชากรในประเทศไทยมีจำนวนอยู่ประมาณหกสิบห้าล้านคน เน็ตฟลิกซ์เพียงบริษัทเดียวตอนนี้ก็มีสมาชิกจ่ายเงินให้แก่เน็ตฟลิกซ์เป็นจำนวนหกสิบห้าล้านคนเท่ากับประชากรทั้งประเทศเราพอดีครับ … อันนี้คือสมาชิก “จ่ายเงิน” นะครับ

ประเทศที่บริษัทนี้จัดจำหน่ายอยู่จะมีอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปเป็นส่วนใหญ่ครับ แต่ภายในปีหน้าจะเริ่มเข้ามารุกหนักขึ้นในแถบเอเชีย โดยเปิดให้บริการใน ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน นอกเหนือจากญี่ปุ่นที่เปิดอยู่ก่อนแล้วเพียงประเทศเดียวในทวีปนี้ ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนกับว่า เน็ตฟลิกซ์เองก็ถือเป็นช่องทางการรับชมภาพยนตร์ที่ใหญ่มากๆ เลยครับ

นอกเหนือจากนี้แล้วบริษัทอย่างเน็ตฟลิกซ์ก็มีงานซีรีส์ระดับรางวัลเอ็มมี่ (เป็นรางวัลคล้ายๆ พระสุรัสวดีบ้านเราครับ ดังมากๆ ในบ้านเขาครับ) เป็นเครื่องการันตี รวมไปถึงเป็นผู้ออกทุนทำหนังฟอร์มใหญ่ที่จะเข้าฉายในปีหน้าอีกหลายเรื่องด้วยครับ

ปัจจัยที่ทำให้บริษัทที่ให้บริการภาพยนตร์ออนไลน์ประสบความสำเร็จนั้นมีพอสมควรครับ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้บริษัทแบบนี้เกิด เติบโต แล้วทำรายได้กลายเป็นผู้นำตลาดได้ ซึ่งผมมองคร่าวๆ แล้วจะเห็นว่า



- เน็ตฟลิกซ์เริ่มเป็นเจ้าแรกๆ ยอมเจ็บตัวเสียก่อนเพื่อให้ตัวเองเป็นคนบุกเบิกและมีชื่อเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

- ยอมลงทุนมากพอที่จะทำให้ตัวเองมีข้อต่อรองที่ดี บริษัทที่บริการรับชมภาพยนตร์ทางเน็ตนั้นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “แคตตาล็อกหนัง” หรือรายชื่อหนังที่ซื้อสิทธิ์ไว้สำหรับฉายให้ผู้ชมดูมากกว่าคนอื่น เจ้าไหนมีหนังฟอร์มใหญ่ไว้เยอะ ก็จะเรียกคนให้มาซื้อบริการได้มากขึ้นด้วยครับ บางเจ้าลงทุนสูงๆ ซื้อไว้เป็น “Exclusive” หรือแบบที่หาดูที่อื่นไม่ได้นอกจากตนเองเท่านั้น

- ยอมลดราคาลงไปสู้ในราคาที่เจ้าอื่นไม่คุ้มทุน ถ้าบริษัทยอมขาดทุนและขยายตัวได้ในช่วงแรกแล้ว คู่แข่งก็จะไม่สามารถทำราคาสู้ได้เลยครับ ดังนั้นเน็ตฟลิกซ์จึงมีคู่แข่งจริงจังไม่มากเพราะตัวเองสามารถตัดราคาสู้ได้ในหลายๆ ประเทศทั่วโลกครับ


- ความเร็วของอินเทอร์เน็ต … ความจริงแล้วการเติบโตของผู้ให้บริการภาพยนตร์บนอินเทอร์เน็ตนี่ต้องพึ่งความเร็วของอินเทอร์เน็ตเป็นหลักเลยครับ ประเทศไหนที่บริการอินเทอร์เน็ตไม่ทั่วถึง ไม่เร็ว และราคาแพงก็ยังไม่น่าเข้ามาทำการตลาดอยู่ดีครับ


- เนื้อหาเฉพาะพื้นที่หรือเนื้อหาที่ผลิตเอง (แล้วดี) ก็มีส่วนสำคัญมากในการที่คนจะเริ่มหันมาใช้บริการของผู้ให้บริการเจ้านั้นๆ ครับ เช่น มีหนังในท้องที่ อย่างในบ้านเราก็มีหนังไทย ละครไทยดูเป็นต้น พวกนี้ก็จะทำให้เราเจาะจงกลุ่มผู้ชมเฉพาะได้อีกมากเลยครับ





จะเห็นได้ว่าปัจจัยพวกนี้ดูเหมือนพูดง่าย ทำง่ายนะครับ แต่ในหลักความเป็นจริงแล้วล้วนต้องเสียเงินทั้งนั้นครับ ซึ่งเจ้าที่มีอยู่ในไทยในปัจจุบันอย่าง LineTV, Primetime, Hollywood HD, Google Play Movies, Doonung, Doonee, Hooq, TrueMovie, iTunes, iFlix และ Wisplay เป็นต้น ซึ่งแต่ละเจ้าก็ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในตลาดเกิดใหม่ในไทยมากๆ



แต่ถ้าวันหนึ่งยักษ์ใหญ่อย่างเน็ตฟลิกซ์ จะเริ่มเข้ามาทำตลาดจริงจังในเมืองไทย … คิดว่าตลาดคงจะเติบโตแบบก้าวกระโดดขึ้นทีเดียวครับ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้