วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คนกล้าคืนถิ่น ถามหัวใจกล้ามั้ย

คนกล้าคืนถิ่น ถามหัวใจกล้ามั้ย

  • Share:

ผลประกาศรางวัล คนกล้าคืนถิ่น รุ่นที่ 1/2558 ประเภทที่ 1... “คนกล้าไม่ท้อถอย” รางวัลยอดเยี่ยมได้แก่ “กลุ่มคนกล้ามือบอน” รางวัลดีเด่น ได้แก่ “กลุ่มปลาทวนน้ำ”

ประเภทที่ 2...“คนกล้าพึ่งตน” รางวัลยอดเยี่ยมได้แก่ “กลุ่มช้างเผือกสุรินทร์” รางวัลดีเด่น ได้แก่ “กลุ่มต้นกล้า” และ ประเภทที่ 3...“คนกล้าก้าวไกล” รางวัลยอดเยี่ยมได้แก่ “กลุ่มกสิกรรมคนกล้า” รางวัลดีเด่น ได้แก่ “กลุ่มพอเพียงเสียงเหน่อ” ส่วนรางวัลสุดท้าย “คนกล้ามหาชน” จะตัดสินช่วงปลายปีจากเสียงโหวตในแฟนเพจเฟซบุ๊ก...“คนกล้าคืนถิ่น” ต้องรอลุ้นดูว่า...ทีมไหนจะโดนใจที่สุดจาก 86 ทีมคนกล้า

“คนกล้าคืนถิ่น”...เป็นใครมาจากไหน ลองฟังประโยคเปิดใจเรียกน้ำย่อยกันดูก่อน

คำว่า “คนกล้าคืนถิ่น”...เข้ามาในช่วงที่มีคำถามกับตัวเอง ชีวิตในเมืองกรุงเหมาะกับตัวเองแล้วหรือ จากเด็กใต้เข้ามาทำงานเป็นวิศวกรในเมืองหลวง เงินเดือนก็สูง...ประสบความสำเร็จในแบบที่หลายๆคนอยากให้เป็น แต่เมื่อทำไปๆดูเหมือนว่าความสำเร็จในมุมส่วนตัวนั้นกลับห่างไกลไปเรื่อยๆ

“เวลาสำหรับครอบครัวที่เรารักไม่เหลือ ถ้ามีลูก...เราจะมีเวลาให้ลูกเราหรือเปล่า พ่อ...แม่...ยิ่งแก่ตัวเข้าทุกวัน ต้องเลี้ยงลูก (หลาน) แล้วเราจะมีเวลาไปดูแลพ่อแม่เราไหม”

เกิดคำถาม...ท้ายที่สุดแล้วจะมีประโยชน์อะไรในสิ่งที่ผมมีทุกอย่างที่คนอื่นอยากให้มี...ทั้งบ้าน รถ ชื่อเสียง เงินทอง แต่ผมกลับไม่มีในสิ่งที่ผมอยากมีเลย นั่นก็คือ “ความสุข” ในการได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่ผมรัก

เห็นโครงการคนกล้าคืนถิ่นก็อยากจะลอง จะมีวิธีไหนบ้างที่ทำ พาให้เราได้กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง เพื่อให้ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวที่รัก กลับไปใช้ชีวิตแบบที่อยากเป็น ก็เลยตัดสินใจเริ่มต้นเข้าร่วมโครงการนี้

“เทพ” อีกคน กระโดดออกจากงานประจำ เดินทางไปอบรมหลายที่หลายแห่งแต่ไม่ได้พาไปยืนหยัดในจุดชีวิตที่พยายามค้นหา จนได้พบโครงการนี้ ก็ไม่ได้คาดหวังแต่ในครั้งนี้ก็ขอลองอีกสักครั้ง

เสียงจากอีกคน...วันแรกที่เข้าร่วมโครงการก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นได้ที่จะเปลี่ยนชีวิต จะกลับบ้านได้ “บ้านเราไม่ได้หนีไปไหนอยู่แล้ว ยังไงก็กลับได้ เพียงแต่เมื่อไหร่เท่านั้น”

ประสบความสำเร็จ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อยู่กับธรรมชาติ ทำตามแผนที่ชีวิตที่คิดเอาไว้ ยืนยันว่าเราสามารถทำได้ นี่คือเสียงยืนยันจากผู้หญิงวัยกลางคน ที่เข้าอบรมแล้วได้เห็นทางออก เจอจุดมุ่งหมาย

เธอว่า เจอเพื่อนๆที่มีความคิดที่หลากหลายแตกต่าง แต่ทุกคนมีเป้า– หมายเดียวกันอยากจะกลับบ้าน อยากจะคืนถิ่นบ้านเกิด ไปอยู่กับครอบครัวที่เรารัก ความคิดเดียวกัน...ก๊วนเดียวกัน ช่วยกันพากันไปให้ถึงฝั่ง

“สิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่พอเข้าร่วมโครงการสอนให้เรารู้จักที่จะวางแผนผ่านกระบวนการอะไรต่างๆมากมาย ทำให้เราได้แผนที่ชีวิตของเราเองมาหนึ่งฉบับ”

อีกคนเป็นเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ค่อยยุ่งเกี่ยวกับงานด้านเกษตรสักเท่าไหร่ หลังจากเข้าร่วมโครงการ ก็ได้แผนที่ชีวิตมาหนึ่งฉบับ ก็ลองทำไปเรื่อยๆ เวลาเจอปัญหาก็มีพี่ๆเข้ามาช่วยดึง ช่วยฉุดขึ้นจากปัญหา จนมีผลผลิต ผลิตภัณฑ์ให้ครอบครัวได้กิน มีเหลือก็ได้แจกจ่าย

เรามี “ความรู้” มีเพื่อนร่วม “อุดมการณ์” และมี “เวลา”

“เวลา...คือสายน้ำที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ เวลาของครอบครัวก็เช่นเดียวกัน เราไม่รู้หรอกว่าเราจะอยู่บนโลกใบนี้ อยู่กับครอบครัวได้อีกนานเท่าใด หรือว่าจะต้องรอไปเยี่ยมท่านที่โรงพยาบาล หรือจะต้องรอไปเคาะฝาโลงเสิร์ฟอาหารท่าน เราถึงจะมาทบทวนเรื่องเวลา”

อีกเสียงอยู่ในวัยแรงงาน ที่ผ่านมาทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง เพื่อแลกเงินมาซื้อข้าวกิน เทียบกับปู่ย่าตายาย ทำนาปีละ 3 เดือน...มีข้าวกินทั้งปี ใช้เวลาวันละ 2 ชั่วโมงปลูกผัก เลี้ยงปลา มีอาหารเลี้ยงคน 4-5 คนได้ในครอบครัว ต่อไปนี้...คนกล้าอย่างผมไม่ต้องทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมงอีกแล้ว

“คุณช้าง” อีกคนที่ผ่านการอบรม 100 วันที่ผ่านมา วันนี้ที่นามีมะละกอที่ปลูกไว้หมดแล้ว 200 กว่าต้น...มัลเบอร์รี่ 100 กว่าต้น มีนาข้าวส่วนตัวและมีเป็ดไข่ทุกวัน วันละอย่างน้อย 40 ฟอง

“ผมมีที่พักที่นั่งเรียกว่าเนินนั่งดูความสำเร็จเอาไว้ดูความสำเร็จที่แลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงมีทั้งความสุข...แล้วเงินก็กำลังจะออกมาจากดินที่ตั้งใจทำจากกระบวนการวางแผน ตามแผนที่ชีวิตของผมเอง”

อีกเสียงเธอเคยทำงานใน “เมือง”...ได้ทุกสิ่งอย่างเงินทอง แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ...“ความสุข” ในฐานะที่มีประสบการณ์เป็นคนกล้าที่กลับบ้านแล้ว พูดได้เต็มปากเลยว่า ตอนนี้มีเวลาเลี้ยงลูก มีเวลาทำกับข้าวให้กับคุณพ่อคุณแม่ทาน มีเวลาทำอาหารที่ปลอดภัย ปลูกผักที่ปลอดภัย ให้คนในครอบครัวกินได้อย่างภาคภูมิใจ

นั่นก็คือความสุข และความสุขนี้ได้มาจากการเข้าร่วมโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น”

“ความสุข”...ที่ไม่ใช่เป็นการเอาตัวเองไปใส่ไว้บนอะไรทั้งสิ้น สอนให้รู้ว่าค่าของคนอยู่ที่สิ่งที่เราทุกๆคนที่มีหน้าที่ แต่ที่เหนือกว่าหน้าที่ก็คือจิตใต้สำนึกที่เราจะร่วมกันพัฒนาบ้านเรา การเข้าร่วมทำเกษตรแบบยั่งยืนทำให้เรามีรายได้ที่มั่นคง ถ้าไม่เชื่อลองไปฟังคนต่อไป

ใน 100 วันของการคืนถิ่น ที่บ้านครอบครัวมีความสุข มีเวลา ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ที่ต้องการจะสร้างอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเป็นคนเล็กๆคนหนึ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป

“เรามีประชากรกว่า 60 ล้านคน ไม่ต้องทำทุกคน สมมติว่ามีสัก 1 ล้านคนที่เป็นแบบคนกล้าได้ลงมือทำแบบคนกล้าสัก 100 วัน... เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าสังคมไทยจะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงแน่นอน”

โครงการคนกล้าคืนถิ่น ช่วยให้ก้าวข้ามและกล้าที่จะคิดต่าง สร้างฝันของตัวเอง เพื่อครอบครัวอันเป็นที่รักสู่ความสุขที่ยั่งยืน กล้าพอที่จะดำเนินรอยตามศาสตร์ของพระราชา “ใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง วิถีพอเพียง อย่างมั่นคงและยั่งยืน” และที่สำคัญสามารถนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง ใช้ชีวิตอิสระ สามารถออกแบบชีวิตของตนเองและครอบครัวได้

โครงการคนกล้าคืนถิ่น รุ่นที่ 1/2558 ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายกว่า 20 ภาคส่วน ผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวคนกล้าหรืออยากจะเป็นหนึ่งในคนกล้าคืนถิ่น ได้ที่เว็บไซต์ www.konglakuentin.com และเฟซบุ๊ก “คนกล้าคืนถิ่น”

ตอกย้ำด้วยข้อคิดและความจริงจากผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ปราชญ์สายชิว” หรือ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ผู้มีดีกรีปริญญาเอกสาขาวนเกษตรจากประเทศฟิลิปปินส์ แต่ออกจากงานคืนถิ่นมาทำสวนป่า

ปราชญ์สายชิวกางแผนที่ชีวิต เริ่มจากเก็บเศษไม้มาเผาถ่านใช้เป็นพลังงานทดแทน...เก็บน้ำส้มควันไม้เพื่อนำมาใช้เพื่อการเกษตร...ว่างๆก็กวาดเงิน เก็บเศษใบไม้ เมื่อได้ตังค์มากพอก็เอามากองรวมกันทำปุ๋ย เหลือเวลาก็เพาะกล้าต้นไม้เอาเมล็ดมาเพาะใส่ถุงดำ

ตกบ่ายว่างๆก็เล่นเฟซบุ๊กเพื่อความบันเทิง วันๆหนึ่งสามารถเผาถ่านได้ 5 กระสอบ กระสอบละ 200 บาท...น้ำส้มควันไม้ 50 ลิตร ลิตรละ 100 บาท...ปุ๋ยเฉลี่ยวันละ 2 ตัน ตันละ 4,500 บาท...กล้าพันธุ์ไม้ 400 ต้น ต้นละ 20 บาท

รวมๆกันแล้วก็มีรายได้วันละกว่า 20,000 บาท

“ทั้งหมดนี้แค่คิดกลับกับคนอื่นๆที่มองหาในสิ่งที่เขาไม่มี แต่ผมเริ่มต้นคิดและทำกับสิ่งที่ผมมี” ปราชญ์สายชิว ว่า “ในเมืองเขามีคนของเขาอยู่แล้ว ที่มาทีหลังคือคนจากชนบท พนักงานบริษัท เงินเดือนเฉลี่ยสองหมื่นก็ถือว่ามากแล้ว วันละหกร้อยกว่าบาท...ค่าที่พัก ค่าเช่า ค่าเดินทางไปกลับ อาหารก็แพงเดือนหนึ่งแทบจะไม่เหลือ...กลับบ้านก็มีหนี้สิน ถ้าคิดว่า...สิ่งที่คุณทำอยู่นี้มีความสุขก็ตามสบาย ทำไปเถอะครับ”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้