วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
Success Story : เจาะเคล็ดไม่ลับ "ซัสโก้" ยืนหยัดในธุรกิจน้ำมันไทย

Success Story : เจาะเคล็ดไม่ลับ "ซัสโก้" ยืนหยัดในธุรกิจน้ำมันไทย

  • Share:

คุยกับผู้กุมบังเหียน "ซัสโก้" ในธุรกิจค้าน้ำมันประเทศไทย ที่การแข่งขันค่อนข้างสูงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอเพื่อความอยู่รอด...

สวัสดีผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้ ทีมข่าว "เศรษฐกิจไทยรัฐออนไลน์" ขอปัดฝุ่นนำเสนอเรื่องราวในแวดวงธุรกิจ "Success Story" หรือ "เรื่องเล่าความสำเร็จ" ที่จะพาผู้อ่านไปเยือนบริษัทต่างๆ พร้อมเคล็ด (ไม่) ลับ ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จท่ามกลางการแข่งขันเสรีไร้พรมแดน

ทั้งนี้ หากพูดถึงธุรกิจค้าน้ำมันในประเทศไทยแล้วนับว่าไม่หมู มีทั้งแบรนด์ไทยยักษ์ใหญ่ และต่างชาติระดับโลกสายป่านยาว ดังนั้น วันนี้เราจะพาไปพบกับ "ซัสโก้"​ ผู้ค้าน้ำมันแบรนด์ไทยรายระดับกลางๆ ที่ยังสามารถยืนหยัดอยู่ในธุรกิจได้อย่างเต็มภาคภูมิ จากการพูดคุยกับ "ชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)

ผู้บริหารคนเก่งของซัสโก้

จุดเริ่มต้นของ "ซัสโก้"

ซัสโก้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2520 เดิมเป็นบริษัทเดินเรือขนส่งน้ำมันอย่างเดียว จนปี พ.ศ. 2529 ขอใบอนุญาตเป็นผู้ค้าน้ำมัน มาตรา 6 คือ สามารถนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และนำมาขายได้ แต่ขณะนี้ เรียกว่ามาตรา 7 คือ เป็นผู้นำเข้า-ส่งออกน้ำมันได้ ช่วงแรกยังไม่มีประสบการณ์ด้านการค้าน้ำมันจึงได้ร่วมกับ โมบิล ตราม้าบิน มาเป็นผู้ถือหุ้น และสมัยก่อนใช้ชื่อม้าบินทางภาคใต้ ร่วมกันอยู่หลายปี เมื่อถึง พ.ศ. 2533 จึงเข้าตลาดหลักทรัพย์มีการขยายธุรกิจ แต่ยังทำกับโมบิล ขณะนั้นทำปั๊มน้ำมันด้วยคือโมบิล ไม่ให้ ซัสโก้ หรือ สยามสหบริการในสมัยนั้น ทำปั๊มรอบกรุงเทพฯ ระยะ 150 กิโลเมตร โดยให้ทำปั๊มนอกเขตปริมณฑล ซึ่งทำธุรกิจร่วมกัน 5 ปี จึงตกลงแยกกันมาทำแบรนด์เป็นของตัวเองคือ ซัสโก้ จนถึงปัจจุบัน

จากนั้น ซัสโก้ขยายปั๊มน้ำมันเรื่อยๆ ตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์จาก 50 ปั๊มเป็นกว่า 100 ปั๊ม ทำมาเรื่อยๆ จนมาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สมัยนั้น หลักๆ ซัสโก้ซื้อน้ำมันจากสิงคโปร์นำเข้ามาขายโรงกลั่นในไทยไม่เหลือขนาดนี้ ซัสโก้ประสบปัญหาเรื่องค่าเงิน พ.ศ. 2545 เป็นช่วงสำคัญ เพราะถูกเจ้าหนี้จากต่างประเทศฟ้องอยู่ในขั้นจะล้มละลายหรือไม่ เพราะหนี้สมัยนั้น 4.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 200 กว่าล้านบาท เจรจากันไป จากจุดนั้น ทำให้เป็นจุดที่ซัสโก้เติบโต เพราะตัดสินใจเจรจาดีกว่า

พร้อมให้บริการทั่วประเทศไทย

หลังจากเจรจาหนี้เป็นผลทำธุรกิจมาเรื่อยๆ จนมีกำไร จึงซื้อปั๊มทีพีไอ 24 แห่ง ขณะนี้ เป็นไออาร์พีซี จากนั้น ซื้อปั๊มเอ็นจีวีใหญ่ที่สุดอยู่ทางสายใต้ ต่อมาปี 2555 ซื้อกิจการปั๊มปิโตรนาสทั้งหมด ทำให้ปัจจุบันซัสโก้มีปั๊มประมาณ 230 แห่ง มีคลังน้ำมัน 3 แห่ง ที่กรุงเทพฯ สุราษฎ์ธานี และสงขลา น้ำมันหลักๆ นำเข้าจากสิงคโปร์ แต่หลังจากซื้อปั๊มปิโตรนาสได้คลังเพิ่มอีกที่ จ.สระบุรี และคลังร่วม อ.ลำลูกกา ย้อนไปก่อนซื้อปิโตรนาสนั้น ซัสโก้มีปั๊มประมาณ 130 ปั๊ม กระจายในภาคใต้ อีสาน และเหนือ เฉพาะกรุงเทพฯ มีประมาณ 20 ปั๊ม แต่เมื่อได้ปิโตรนาสมากลายเป็นว่า ซัสโก้มีปั๊มในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากที่สุดกว่า 80 ปั๊ม โดยได้ปิโตรนาสมาอีก 60 ปั๊ม กระจายตามภาคต่างๆ ซึ่งการซื้อปิโตรนาสและเปลี่ยนแบรนด์มาเป็นซัสโก้ทำเสร็จตั้งแต่เมื่อสิ้นปี 2557

ปั๊มยุคใหม่ไม่ได้ขายแค่น้ำมัน

ธุรกิจปั๊มน้ำมันพัฒนาแล้วไม่ได้ขายแค่น้ำมัน ขณะนี้ ซัสโก้มีธุรกิจหลักคือ ปั๊มน้ำมันกว่า 200 แห่ง ปั๊มเอ็นจีวีอีก 12 แห่ง ปั๊มแอลพีจี 8 แห่ง และมีขายให้ผู้ใช้โดยตรง มีการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ ส่งไปเมียนมา กัมพูชา และลาว บางครั้งส่งไปจีนบ้าง คิดเป็นสัดส่วนส่งออกประมาณ 40% ของยอดขาย ส่วนขายปลีกในประเทศประมาณ 60% รวมทั้งมีการขายน้ำมันเครื่องบิน และมีธุรกิจให้เช่าพื้นที่ทำร้านสะดวกซื้อ ล้างรถ นวดแผนโบราณ เดิมซัสโก้จะไม่มี เพราะเป็นปั๊มต่างจังหวัด แต่เมื่อซื้อปิโตรนาสมาจึงได้มาด้วย สำหรับเฉพาะร้านสะดวกซื้อซัสโก้ทำเองส่วนหนึ่ง

บริการที่มากกว่าขายน้ำมัน

จุดแข็งที่ดินตั้งปั๊มของตัวเอง-ราคาเพิ่มตลอด

ธุรกิจในส่วนของซัสโก้ต้นทุนต่ำอยู่แล้ว และยังมีจุดแข็งเรื่องที่ดิน เพราะเป็นเจ้าของปั๊ม โดยซื้อมาตั้งแต่ปี 2529 เมื่อก่อนอาจจะมองว่า เป็นจุดด้อย เพราะทำให้ต้องใช้เงินเยอะในการขยายปั๊ม แต่วันนี้ กลายเป็นข้อดี เพราะที่ดินซื้อในวันนั้น ราคาสูงขึ้นหมด ปั๊มเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินเองจำนวนกว่า 100 ปั๊ม ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล แต่มีเช่าบ้าง

มุ่งเป็นปั๊มชุมชน-ขายน้ำมันคุณภาพแข่งรายใหญ่

ปีนี้และต่อไปซัสโก้วางแผนไว้ว่า จะเป็นปั๊มขนาดกลาง ซึ่งแต่ละปั๊มจะไม่เหมือนกัน 100% จะทำให้เหมาะสมไปในแต่ละพื้นที่ แนวคิดเดิมเป็นปั๊มชุมชนจะยึดชุมชน ซึ่งชุมชนในกรุงเทพฯ จะไม่เหมือนชุมชนต่างจังหวัด ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง หลักๆ ที่อยากให้มีคือ ร้านสะดวกซื้อ ล้างรถ ร้านกาแฟ ซึ่งหลักๆ 3 อย่าง จะพยายามให้มีอยู่ในจุดเดียว เข้ามาแล้วลูกค้าจะได้หมด ข้อสำคัญคือ ขายน้ำมันที่มีคุณภาพ เพราะรับจากไทยออยล์

ยืนหยัดทะนงขายเบนซิน 95

ซัสโก้เป็นเพียงไม่กี่ผู้ค้าน้ำมัน หรืออาจจะเป็นผู้ค้าเดียวที่ยังขายเบนซิน 95 อยู่ และตรงจุดนี้ พยายามให้เป็นจุดแข็ง ซึ่งที่อื่นอาจจะเปลี่ยนเป็นแก๊สโซฮอล์ไปแล้ว ซึ่งปรากฏว่า ลูกค้ากลับมาเติมเบนซิน 95 มากขึ้น ผลตอบรับจากลูกค้ายังดี เห็นได้เลยว่า เมื่อราคาน้ำมันลดลงมาจากลิตรละ 40-50 บาท เหลือ 30 บาท ยอดขายเบนซินเพิ่มขึ้น เพราะความรู้สึกลูกค้ารู้สึกว่าเติมน้ำมันเพียวๆ ดีกว่าแก๊สโซฮอล์ แต่เดิมต้องเติมเพราะราคาถูก แต่เมื่อราคาที่ใกล้กันเลยไม่คุ้ม

เข้าปั๊มซัสโก้มีเบนซิน 95 ขาย

ภูมิใจเป็นแบรนด์คนไทยแม้ไม่ใช่ผู้นำตลาด

วันนี้ ซัสโก้ถือเป็นแบรนด์คนไทยอยู่ประมาณอันดับ 6-7 ในตลาดผู้ค้าน้ำมัน รายหลักๆ คงไปแข่งขันไม่ได้ เพราะหลายปัจจัย เหตุผลเมื่อครั้งปิโตรนาสขายกิจการ เพราะธุรกิจที่ทำในประเทศไทยไม่ค่อยประสบความสำเร็จและทนขาดทุนทุกปี ขาดทุนไปประมาณ 9 พันล้านบาท เพราะธุรกิจไม่เอื้อด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ความได้เปรียบอะไรต่างๆ เลยไม่มีอนาคต

วางแผนรับมือเปิดเออีซีอย่างไร?

การเปิดเออีซีนั้น ซัสโก้มีพันธมิตรที่กัมพูชา โดยเป็นผู้ค้ารายใหญ่ มีปั๊มน้ำมันอยู่มากพอสมควร และส่งน้ำมันออกไปทางชายแดน รวมทั้งเมียนมา และลาว ซัสโก้คิดว่า เป็นผู้ส่งน้ำมันให้กับแบรนด์หรือปั๊มในแต่ละประเทศดีกว่าที่จะก้าวไปเอง ถ้าเริ่มต้นใหม่บอกได้เลยว่าเหนื่อย ถ้าไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่มาก อย่างไรก็ตาม อาจจะมีเข้าไปได้ก็อาจจะไปซื้อกิจการหรืออะไรที่จะพอก้าวกระโดดได้ แต่ถ้าเริ่มนับหนึ่ง เช่น ตั้งปั๊ม คงยาก และจะประสบปัญหาอย่างเดียวกันคือ ในแต่ละประเทศจะมีผู้ค้า และคู่แข่งขันที่มีอยู่ ยากที่จะเข้าไปได้ สุดท้ายแต่ละประเทศก็ถอยกลับฐานเดิมเคยได้เปรียบ แต่เมื่อไม่มีอะไรเหนือกว่า ถ้ากลับประเทศจะได้เปรียบ เพราะเป็นคนในพื้นที่ บริหารงานสะดวกกว่า

มีแคมเปญหมัดเด็ดอะไรมัดใจลูกค้า

กิจกรรมทางการตลาดที่ทำกับลูกค้าและเพิ่งจบไป ซัสโก้แจกชาควบคู่ไปกับการจับสลาก แคมเปญซัสโก้ใจดีเติม 500 ลุ้น 5,000,000 ซึ่งเพิ่งจับสลากไป โดยแจกรถ BMW X-1 จำนวน 2 คัน ทอง 50 รางวัล บัตรเติมน้ำมัน 2,000 บาท อีก 500 รางวัล แบรนด์อื่นต้องเติม 700-800 บาท ถึงได้ร่วมกิจกรรม ปรากฏว่าเติมได้ไม่ถึง เพราะราคาน้ำมันลดลง ไม่ได้ร่วมสนุก ซัสโก้เลยกำหนดแค่ 500 บาท ถ้าเติม 1,000 ได้คูปอง 2 ใบ ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก มีส่งเข้ามาล้านใบที่จับสลากไป

ปั๊มน้ำมันซัสโก้สีสันชัดเจนสะดุดตา

มันใจซัสโก้มีที่ยืนของตัวเองในธุรกิจน้ำมัน

อดีตเมื่อช่วงประมาณ 20 ปี การแข่งขันสูงผู้ค้าในตลาดก็มาก ยี่ห้อก็เยอะมาก แต่หลังจากการแข่งขันรุนแรงราคาลดกันเป็นบาทจนสุดท้ายเกิดการล้มหายตายจาก ผู้ค้าที่อ่อนแอต้องเลิกไป มาถึงยุคปัจจุบันมองว่า ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว เหลือผู้ค้าอยู่ประมาณ 6-7 ราย ทุกรายแข็งแรงและอยู่กันในแบบที่ว่า ไม่ได้แข่งขันกันในเรื่องของราคา แต่อยู่ในแง่การทำธุรกิจ อาศัยกิจกรรมทางการตลาดแข่งขัน และบางครั้งใช้คลังน้ำมันร่วมกัน เพราะน้ำมันเป็นคลังรวม น้ำมันมาเหมือนกัน อย่างสระบุรีกับลำลูกกาน้ำมันมาจากโรงกลั่นของยี่ห้อต่างๆ อยู่ที่นี่หมด แล้วต่างคนต่างทำตลาดของตัวเอง แต่จะไม่ใช้กลยุทธ์เดิมๆ

สมัยก่อนผู้ค้ามากคู่แข่งรายเล็กๆ ขายไม่ได้ แต่ยุคนี้เหมือนแข่งกันด้วยความหลากหลาย ซึ่งกำไรเป็นอะไรที่น้อยมาก ซัสโก้เริ่มลิตรละ 6 บาท ได้กำไร 60-70 สตางค์ ขณะนี้ น้ำมันลิตรละ 30 บาท กำไรก็ประมาณ 50 สตางค์ ประเทศไทยไม่ว่าราคาน้ำมันเท่าไรกำไรก็อยู่เท่าเดิม ค่าน้ำขึ้น ค่าไฟขึ้น ที่สำคัญและกระทบเยอะคือ ค่าจ้างพนักงาน ปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมา อันนี้กระทบมาก แต่กำไรได้เท่าเดิมก็พอแล้ว

ราคาน้ำมัน 1 ลิตร มีต้นทุนอะไรบ้าง

น้ำมันไทยเปรียบเทียบกับราคาสิงคโปร์แล้วมาบวกกับค่าอะไรต่างๆ มีเรื่องต้นทุนราคาน้ำมัน ภาษี เช่น ภาษีสรรพสามิต กองทุนน้ำมัน ภาษีมูลค่าเพิ่ม และตัวสุดท้ายคือ กำไร ที่ผู้ค้าแต่ละรายได้ ค่าการตลาดรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ค่าการตลาดจะมองแต่กำไร ไม่ได้มองถึงต้นทุน แต่บอกว่ากำไรลิตรละเท่านี้ ถือว่าพอแล้ว ทิศทางตลาดโลกราคาน้ำมันลดลง ถ้าราคาลดกำไรของผู้ค้าก็คงเดิม ประมาณลิตรละ 50-60 สตางค์ แต่ราคาลดถือว่าดีกับผู้ค้า เพราะว่าเงินที่ใช้ซื้อน้ำมันลดลงสามารถประหยัดเรื่องดอกเบี้ย

ราคาน้ำมันลดลงทำคนเมินแก๊สโซฮอล์ อีกสิ่งหนึ่งเมื่อราคาน้ำมันลดลงความต้องการใช้น้ำมันจะกลับไปเหมือนเดิม เพราะสุดท้ายรู้ว่า เติมน้ำมันดีที่สุดแล้ว เพราะรถยนต์ถูกออกแบบมาให้ใช้น้ำมัน ไม่ใช่แก๊สโซฮอล์ สังเกตขณะนี้ E85 จะไม่ค่อยได้รับความนิยม

อะไรเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ

สิ่งสำคัญที่ทำให้ซัสโก้ยืนอยู่ได้ในวงการน้ำมันคือ เรื่องต้นทุน การควบคุมต้นทุนเป็นส่วนหนึ่ง เพราะอยู่ในธุรกิจที่กำไรน้อยมาก สำคัญคือ ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่คงที่ ไม่ให้มันบานปลาย ตรงนี้ สำคัญ จากนั้นหลังจากควบคุมค่าใช้จ่ายแล้วต้องพยายามเพิ่มยอดขาย ตรงนี้ก็สำคัญ การแข่งขันก็สูง แต่ซัสโก้มีจุดแข็ง เช่น เรื่องที่ดิน เพราะที่ดินไม่ต้องเช่าใคร เป็นที่ดินของตัวเอง และอีกอย่างคือ เป็นบริษัทคนไทยไม่ต้องเผื่อกำไรเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เพราะสุดท้ายแล้วบริษัทค้าน้ำมันที่อยู่ในไทยไม่ว่านานแค่ไหนกำไรยังไงก็ต้องส่งกลับ

คิดว่าธุรกิจจะโตได้ประมาณ 8% ปีที่แล้วยอดขายคิดเป็นลิตรอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านลิตร แต่ปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านลิตร คือ โตประมาณ 10% แต่ยอดขายที่เป็นเงินจะลดน้อยลง ปีที่ 2557 ยอดขายเป็นเงิน 25,000 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 19,000 -20,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ธุรกิจเติบโต แต่ว่าเนื่องจากราคาน้ำมันลดลงมาก กรณีราคาน้ำมันลดลง ซัสโก้ต้องปรับแผนและปัจจัยต่างๆ

ซัสโก้มีดีแข่งขันกับปั๊มอื่นได้

วิเคราะห์ทิศทางราคาน้ำมันโลกไว้อย่างไร

เชื่อว่าราคาน้ำมันจะเป็นช่วงๆ อย่างช่วงหนึ่งราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณนี้ 40-60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มองว่าราคาจะขึ้นไปเกิน 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลยากมาก แต่ว่าถ้าลงไปต่ำกว่า 40 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลก็ยากเช่นเดียวกัน เพราะต้นทุนต่ำแทบไม่เหลือแล้ว

ตัวเลขนำเข้าน้ำมันเฉพาะประเทศไทยช่วง 7 เดือนของปีนี้ คิดเป็นมูลค่าประหยัดกว่าปีที่แล้ว ประมาณ 200,000 ล้านบาท สามารถประหยัดเงินเก็บไว้ในประเทศ แต่ลองคิดกลับกัน เงินพวกนี้ชาติที่ส่งออกน้ำมัน เช่น ซาอุดีอาระเบีย ถ้าราคาลดลงมากกว่านี้ก็จะอยู่ไม่ได้ เงินจะหายไปมาก ในทางกลับกันถ้าราคาขึ้นไปมากๆ ก็มี เชลล์ออยล์ ซึ่งสหรัฐฯ มีมากออกมาสู่ตลาด สาเหตุที่ราคาน้ำมันลดลงคือ สหรัฐฯ เปลี่ยนจากผู้นำเข้ากลายเป็นผู้ส่งออก โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลก เลยเกิดดีมานด์ซัพพลายล้นตลาด

เศรษฐกิจจีนมีผลกับธุรกิจน้ำมันด้วย เพราะจีนเป็นผู้ใช้น้ำมันอันดับ 2 ของโลก ต้องมีผลอยู่แล้ว เพราะน้ำมันต้องควบคู่กับการเจริญเติบโต แต่จริงๆ ที่จีนมีเชลล์ออยล์มากเช่นกัน แต่จีนแทบจะไม่ได้นำมาใช้ ดังนั้น ถ้าราคาต่ำจะไม่อยากขุด เพราะต้นทุนเชลล์ออยล์สูง

คนไทยจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกอีกนานแค่ไหน

สำหรับราคาน้ำมันในไทยจนถึงสิ้นปีนี้ ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 40-60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ดีเซลไม่เกินลิตรละ 25 บาท ส่วนเบนซินและแก๊สโซฮอล์ถ้าไม่นับเบนซิน 95 ราคาไม่น่าถึงลิตรละ 30 บาท ตรงนี้ ที่ราคาต่างกันนั้น มีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเบนซินและแก๊สโซฮอล์พวกนี้มีภาษีมาก เบนซิน 95 ภาษีต่อ 1 ลิตร ก็หลายบาท ซึ่งจริงๆ แล้วต้นทุนพอๆ กัน แต่ต่างกันตรงภาษี ตลอดปีนี้ คนไทยจะยังได้ใช้น้ำมันราคาถูก ปีหน้าก็ยังเชื่อว่ายังถูก เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น และถึงแม้ว่าซัพพลายที่ล้นตลาดใช้กันอยู่ประมาณ 5-6 เดือน แต่มีปัจจัยเดียวที่เห็นว่า จะทำให้ราคาน้ำมันขึ้นลงได้มากคือ การเก็งกำไร ที่เห็นราคาขึ้นๆ ลงๆ น่าจะมีส่วนกับการเก็งกำไรของกองทุนระดับโลก

ฟันธงคนไทยจะได้ใช้น้ำมันราคาเท่าๆ วันนี้ไปถึงปีหน้า

การเมืองมีผลกับธุรกิจน้ำมันหรือไม่-อย่างไร

นโยบายการเมืองมีผลต่อธุรกิจน้ำมันพอสมควร โดยตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา เรื่องนโยบายพลังงานจะมีผล คือ นโยบายต้องชัดเจน ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาควรใช้โรดแม็ปให้เหมือนกันในระยาว ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันก็ทำได้ดีอยู่แล้ว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้