วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แบน 25 อุลตราฯ ห้ามเข้าสนามบอล ป่วนในลาว เหตุจุดพลุ ต่อยตำรวจ ถูกขัง 1 คืน

แบน 25 อุลตราฯ ห้ามเข้าสนามบอล ป่วนในลาว เหตุจุดพลุ ต่อยตำรวจ ถูกขัง 1 คืน

  • Share:

สปป.ลาวยอมปล่อย ตัวกองเชียร์ไทยแล้ว หลังก่อเหตุป่วนระหว่างการเชียร์ฟุตบอลในเกมนัดชิงชนะเลิศ “เอเอฟเอฟ ยู 19 แชมเปียนชิพ 2015” ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติเวียดนามที่สนามกีฬาแห่งชาติลาว หลังการรับตัว ผู้ว่าฯหนองคายและคณะต้องอบรมนาน 1 ชม. ก่อนปล่อยตัวกลับ ขณะที่สมาคมฟุตบอลจ่อขึ้นบัญชีดำกองเชียร์ป่วนห้ามเข้าสนามฟุตบอลทุกแมตช์ ส่วนสถานทูตไทยในเวียงจันทน์ต้องกล่าวขอโทษทางการลาว รวมทั้งเจ้าหน้าที่ลาวด้วย

ทางการลาวยอมปล่อยตัวกองเชียร์บอลไทย 25 คนแล้ว หลังก่อเหตุชุลมุนระหว่างการเชียร์ฟุตบอลในเกมนัดชิงชนะเลิศ “เอเอฟเอฟ ยู 19 แชมเปียนชิพ 2015” ที่สนามกีฬาแห่งชาติลาว โดยเมื่อบ่ายสองวันที่ 5 ก.ย. ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย- ลาว อ.เมืองหนองคาย เจ้าหน้าที่ ตม.สปป.ลาวได้คุมตัวคณะกองเชียร์ฟุตบอลไทยจำนวน 25 คนมาส่งที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว โดยมี พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ แสงเดือน รอง ผกก.ตม.หนองคายและคณะนำรถไปรับกองเชียร์ทั้งหมดที่ด่านสะพานมิตรภาพฝั่งประเทศลาวเดินทางกลับฝั่งไทย

ต่อมานายสุชาติ นพวรรณ ผวจ.หนองคาย พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผบก.ตม.4 พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ จำรัสประเสริฐ รอง ผบก.ภ.จ.หนองคาย และ พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา ผกก.ตม.หนองคาย ร่วมกันอบรมชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มกองเชียร์นาน 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งได้จัดหาข้าวกล่องให้กับบรรดากองเชียร์ทุกคนเนื่องจากยังไม่ได้รับประทานอาหารตั้งแต่เย็นวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา

นายสุชาติ นพวรรณ ผวจ.หนองคาย กล่าวอบรมว่า การเชียร์กีฬาต้องเชียร์อย่างสุภาพ ต้องปฏิบัติตามกติกาสากล การจะเดินทางไปประเทศใดก็แล้วแต่ต้องศึกษากฎระเบียบของประเทศนั้นๆ และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งกองเชียร์ฟุตบอลไทยทั้ง 25 คน ต่างรับปากว่าจะศึกษากฎระเบียบของประเทศนั้นๆ จากนั้นนายสุชาติ นพวรรณ ผวจ.หนองคาย อนุญาตให้ทุกคนเดินทางกลับบ้านซึ่งกองเชียร์ทั้ง 25 คน ส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพฯ “เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะไทยกับลาวนั้นมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันทั้งระดับผู้บริหารระดับสูงและระดับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ มั่นใจได้ว่าทุกอย่างยังคงเป็นปกติ” นายสุชาติกล่าว

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ไชยขันธุ์ ตัวแทนกองเชียร์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณทางสถานทูตทั้งไทยและลาว รวมถึงผู้ว่าฯหนองคายและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกฝ่ายซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทุกคนไม่อยากให้เกิดอยู่แล้ว หวังว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับน้องๆ ที่ไปด้วยกัน หรือจากหลายๆที่ที่มาเจอกันรวมถึงแฟนบอลที่จะตามไปเชียร์ตามต่างประเทศต้องเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ศึกษาข้อมูลประเทศนั้นๆ ก่อนเป็นสำคัญ ยืนยันว่าจะระมัดระวังในการเดินทางไปเชียร์ฟุตบอลในต่างประเทศให้มากขึ้น

ส่วน พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผบก.ตม.4 กล่าวว่า หลังจากนี้หากมีการจัดการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน คงต้องขอความร่วมมือกับแฟนกีฬาที่จะติดตามไปเชียร์ให้ช่วยกันเป็นกองเชียร์ที่ดี ไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศ คงต้องมีการตรวจสิ่งของต้องห้าม ทั้งพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ สิ่งของอุปกรณ์เชียร์ที่อาจจะก่อให้เกิดการยั่วยุอย่านำเข้าไป

ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียงจันทน์ ได้ออกคำประกาศผ่านทางเว็บไซต์ในเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันฟุตบอล ASEAN Football Federation U-19 Championship 2015 ระหว่างทีมประเทศไทยกับทีมเวียดนาม ที่สนามกีฬาแห่งชาตินครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เห็นว่ากองเชียร์บางกลุ่มจากประเทศไทยได้กระทำการที่ไร้มารยาทต่อเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยมีความเสียใจ และขอโทษต่อเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนลาวทุกคนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อมาช่วงบ่ายวันเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียงจันทน์ ได้ออกประกาศเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลอาเซียน ยู 19 ฉบับที่ 2 ว่า ในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจของ สปป.ลาว ได้เชิญผู้แทนสถานทูตเข้าพบเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและรับตัวกองเชียร์ไทยที่ถูกควบคุมตัวไว้ทั้ง 25 คนกลับประเทศไทย ทั้งนี้กลุ่มคนไทยขอแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของฝ่ายลาวและไทย พร้อมกล่าวว่า กองเชียร์ไทยถือว่าเป็นบทเรียนครั้งสำคัญและสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก ในนามของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอแสดงความขอบคุณรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นอย่างยิ่ง สำหรับไมตรีจิตอันพิเศษที่มีต่อประเทศไทยและประชาชนไทยเสมอมา

ทางด้านสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย โดยนายวรวีร์ มะกูดี กล่าวว่า การจุดพลุในสนามฟุตบอลเป็นข้อห้ามที่เป็นสากลทั่วโลก พวกที่ทำผิดในเรื่องนี้ซ้ำซากตอนนี้สมาคมฟุตบอลฯมีรายชื่อหมดแล้ว และเตรียมที่จะขึ้นแบล็กลิสต์บุคคลกลุ่มนี้ โดย “แบน” ห้ามเข้าสนามฟุตบอลระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเกมระดับสโมสรหรือระดับชาติ นอกจากนี้จะศึกษากฎหมายดูว่าจะมีช่องทางใดที่จะห้ามบุคคลที่มีประวัติขึ้นบัญชีดำในเรื่องการเชียร์ฟุตบอลที่รุนแรงออกนอกกติกา ไม่ให้ออกนอกประเทศไปเชียร์ทีมชาติไทยในอนาคต

ส่วนนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ประธานฝ่ายกฎหมายสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องแฟนบอลทั้ง 25 คน เราต้องสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นผู้ก่อเหตุหรือไม่ ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ตอนนี้จะยังไม่มีการลงโทษใดๆ กับแฟนบอลกลุ่มนี้จนกว่าจะได้ตัวคนที่ทำผิดชัดเจน ส่วนกรณีทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า จะลงโทษอะไรสมาคมฟุตบอลฯหรือไม่ก็ต้องว่ากันไปตามระเบียบ และหลักฐานข้อเท็จจริง

นายนรินท์พงศ์ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชียรอบสอง กลุ่มเอฟ ระหว่าง “ช้างศึก” ทีมชาติไทย กับอิรัก ในวันที่ 8 ก.ย.นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน สมาคมฟุตบอลฯ และฝ่ายจัดการแข่งขันขอแจ้งให้ทราบว่ากรุณาอย่านำพลุหรือดอกไม้ไฟเข้าไปในสนามเด็ดขาด หากมีใครแอบลักลอบเอาเข้าไปได้และมีการจุดพลุขึ้นมาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย พ.ร.บ.วัตถุระเบิด ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ “ขอความร่วมมือแฟนบอลทุกคนด้วยว่าอย่านำพลุเข้าไปในสนามเพราะมันผิดกฎหมายและอาจเกิดอันตรายแก่ผู้อื่นได้ ที่ผ่านมาเรายังอนุโลมให้ ยังไม่ดำเนินคดีอย่างจริงจัง แต่หลังจากนี้ไป หากมีการกระทำผิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวไปดำเนินคดีได้เลย” นายนรินท์พงศ์กล่าว

ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาให้สัมภาษณ์ว่า ได้โทรศัพท์ไปชี้แจงกับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย ว่า ทางสมาคมฟุตบอลฯจะมีมาตรการลงโทษผู้กระทำผิด ด้วยการไม่ให้เข้าไปชมฟุตบอลทีมชาติไทย เบื้องต้นมีผลตั้งแต่นัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างไทยพบกับอิรัก ในวันที่ 8 ก.ย.นี้ “ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นอีก เพราะจะเห็นผลของมันแล้วว่ามันกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศและจะต้องนำเข้าชี้แจงให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป” นางกอบกาญจน์ กล่าว

ส่วนเรื่องที่แฟนบอลกลุ่ม “อุลตราไทยแลนด์” ถูกระบุว่าเป็นแฟนบอลของทีม “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ชอบก่อเรื่องก่อราวและฝ่าฝืนจุดพลุแฟร์ในสนามอยู่เป็นประจำนั้น นายระวิ โหลทอง ประธานบริหารของสโมสรเอสซีจี เมืองทองฯ กล่าวว่า ยืนยันว่าแฟนบอลกลุ่มนี้ไม่ใช่กองเชียร์ของเมืองทอง เพราะสโมสรได้มีมาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามกลุ่มกองเชียร์ที่มีพฤติกรรมก่อความรุนแรงมาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว โดยขึ้นบัญชีดำสั่งห้ามเข้าสนามด้วยการเอารูปและชื่อ-นามสกุลไปแปะไว้ด้านนอกของเอสซีจี สเตเดียม และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งเราจะทำอย่างนี้ต่อไปเพื่อขจัดกลุ่มกองเชียร์แกะดำเหล่านี้ให้หมดไปจากสโมสรและวงการฟุตบอลเมืองไทย

สำหรับเหตุการณ์กองเชียร์ไทยป่วนจนนำไปสู่การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา มีแฟนบอลกองเชียร์ชาวไทยไทยกลุ่มหนึ่งสร้างความวุ่นวายในเกมนัดชิงชนะเลิศ “เอเอฟเอฟ ยู 19 แชมเปียนชิพ 2015” หรือ AFF U 19 ซึ่งทีมช้างศึกรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีของไทยยิงถล่มเวียดนาม 6 ต่อ 0 ที่สนามกีฬาแห่งชาติลาว แต่ปรากฏว่าระหว่างนั้นกลุ่มแฟนบอลไทยกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “อุลตราไทยแลนด์” ได้จุดพลุแฟร์บนอัฒจันทร์ สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลชาวลาว รวมทั้งแฟนบอลชาวเวียดนามที่มานั่งเชียร์ฟุตบอลบนอัฒจันทร์และมีการปาขวดน้ำใส่กันไปมา

ต่อมาเจ้าหน้าที่ของลาวได้เข้ามาระงับเหตุพร้อมขอร้องให้กองเชียร์ชาวไทยไม่ให้จุดพลุ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มกองเชียร์ดังกล่าวจนเกิดการปะทะกับตำรวจของลาวและมีตำรวจลาวถูกกองเชียร์ไทยชกหน้าร่วงกองกับพื้น ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวได้ระดมกำลังเข้าควบคุมตัวแฟนบอลไทยจำนวน 25 คนไปคุมขังไว้ที่ ตม.เมืองวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ 1 คืน พร้อมทั้งยึดพาสสปอร์ตกับบัตรประชาชนเอาไว้ หลังเกิดเหตุทางสถานทูตไทยในลาวได้ประสานงานกับทางการลาวเพื่อช่วยกองเชียร์ไทยทั้ง 25 คนจนได้รับการปล่อยตัวในที่สุด

สำหรับรายชื่อกองเชียร์ไทยที่ถูกทางการลาวปล่อยตัวกลับครั้งนี้ประกอบด้วย 1.นายธนภัทร วิวิตรกุล ชาวกรุงเทพฯ 2.นายสมฤทธิ์ อัครพาณิช อายุ 41 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช 3.นายเฉลิมชัย จุ่นพันธ์ อายุ 33 ปี ชาว จ.พิจิตร 4.นายวนาวุธ จันโทภาส อายุ 29 ปี ชาวกรุงเทพฯ 5.นายประพจน์ ปานโพธิ์ทอง อายุ 37 ปี ชาวกรุงเทพฯ 6.นายอโนชา พุทธพงศ์ อายุ 32 ปี ชาว จ.ระนอง 7.นายเกรียงศักดิ์ แกล้วกล้า อายุ 25 ปี ชาว จ.ตราด 8.นายธนกร สุปัญญา อายุ 20 ปี ชาว จ.นครนายก 9.นายนคร ชื่นค้า อายุ 30 ปี ชาวกรุงเทพฯ 10.นายองอาจ สุขอยู่ อายุ 41 ปี ชาวกรุงเทพฯ 11.นายสยามรัฐ อริยะกุล อายุ 31 ปี ชาว จ.ชลบุรี 12.นายมณฑล ศรีอิ่ม อายุ 35 ปี ชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ 13.นายศักดา ถาวรศักดิ์ อายุ 35 ปี ชาว จ.พิจิตร 14.นายยรัชฎ์ จันทรส อายุ 39 ปี ชาว จ.พิจิตร 15.นายนัฎฐพล อนันตสุคนธ์ อายุ 33 ปี ชาวกรุงเทพฯ 16.นายอัศวิน ฤทธิ์ประเสริฐ อายุ 35 ปี ชาวกรุงเทพฯ 17.นายณัฐวุฒิ ไชยขันธุ์ อายุ 36 ปี ชาว จ.สระบุรี 18.นายกนก สาคะเรศ อายุ 37 ปี ชาว จ.จันทบุรี 19.นายณัฐชาต วิภูษณะ อายุ 33 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด 20.นายกิตติพงษ์ จิตมโนโสต อายุ 34 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ 21.นายกิตติพงษ์ ขันจันทา 22.นายชิราวุธ ฟูสกุล 23.นายธนทัต ปั้นประสม 24.นายชิตพล บุญวิเศษ และ 25.นายศตพรรษ ปิ่นแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้