วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิจัยการแพทย์ วิทยาศาสตร์ไทย เท่แต่ควรต้องกินใช้ได้ด้วย

วิจัยการแพทย์ วิทยาศาสตร์ไทย เท่แต่ควรต้องกินใช้ได้ด้วย

โดย หมอดื้อ
6 ก.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

คำว่า “วิจัย” ในความรู้สึกคนไทยดูเป็นของขลังสูงส่งต้องทำโดยคนมีพื้นฐานการศึกษาสูง ต้องการงบมหาศาล มีกระบวนการแยบยลซับซ้อน ความรู้สึก ความเชื่อดังกล่าวอาจต้องเปลี่ยนรูปแบบปฏิวัติคิดแบบใหม่ ไม่ทำแบบเดิม เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคที่ต้องมีผลผลิตจับต้องประยุกต์ใช้ได้ทันทีเพื่อช่วยชีวิตประชาชน ผ่อนทุกข์ ในขณะที่ในระยะกลาง ยาวนับเป็นปีๆเป็นการสืบเสาะค้นหาต้นตอ ต้นเหตุ กระบวนการ หรือองค์ความรู้ใหม่เอี่ยมซึ่งไม่มีใครค้นพบมาก่อน

ความจริงเราทำวิจัยโดยไม่รู้ตัวทุกวันตั้งแต่ตื่น ไปทำงาน เดินทาง จะขึ้นรถสายไหน รถไฟฟ้า เวลาไหนดีคนแน่นน้อย ขับรถขึ้นสะพานลอยช่องไหนปิด 2 ด้าน ปิดด้านเดียว เป็นการวิเคราะห์ข้อมูล แยกแยะ นำมาสรุปให้ได้วิธีการและลองทำถ้าไม่ได้ผล หาจุดอ่อนแก้ไขทำอีก

การทำวิจัยลักษณะไม่ใช้เงินทองเช่นนี้สามารถเปล่งประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ถ้าผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆเจาะลึกลงไปติดตามผลการศึกษาที่เชื่อถือได้ทั่วโลกอยู่แล้ว และสามารถนำมาประยุกต์ปฏิบัติได้เลย เช่น ข้อระวังในการบิดสะบัดหันหมุนคอเสี่ยงต่อเส้นเลือดสมองตีบตันเป็นสิ่งที่หมอดื้อเจอมา กว่า 20 ปี (บอกคนอื่นแต่ไม่มีใครเชื่อ) คนไทยเริ่มเชื่อเมื่อเป็นประกาศของสมาคมอัมพฤกษ์อัมพาตสหรัฐฯ และสมาคมผ่าเส้นเลือดสมอง ออกข้อต้องระวังและไม่ควรกระทำ ทั้งนี้ แม้โอกาสจะเกิดเส้นเลือดตันไม่บ่อยแต่หมายความว่าเมื่อเกิดขึ้นจากคนคอเมื่อยกลายเป็นอัมพฤกษ์ไป

ลักษณะที่มีผลกระทบสูงขึ้นไปอีกในการได้ประโยชน์ทันที และเป็นหน้าที่ของสมาคมผู้เชี่ยวชาญราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆต้องยืดอกดาหน้าปกป้องคนไทยและทรัพย์สินของประเทศคือ เรื่องของยา ยาที่นำเข้าหรือใช้ในประเทศต้องไม่ได้ยึดแค่ว่าปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียงอย่างเดียว ต้องมีประสิทธิภาพจริง

และคำว่า ประสิทธิภาพ ในที่นี้คือในแง่ของเพียงแค่บรรเทาอาการหรือมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคให้หายขาดหรือชะลอโรคได้จากตายใน 5 ปีเป็น 10-15 ปี ตัวอย่างชัดคือมียาจริงๆที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับเข้าในประเทศเป็น 10,000 ตำรับ ยาเหล่านี้มีเป็นโขลงต้องตกม้าตายตั้งแต่ให้พิสูจน์ประสิทธิภาพแล้ว หรือถ้ามีประสิทธิภาพหรือเก่งใกล้เคียงกันต้องยึดยาที่ราคาถูกกว่า เข้าถึงง่ายกว่าและผลข้างเคียงไม่ต่างกัน

ในส่วนของยาบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้ปวด ต้องชัดเจน กินมาก กระเพาะ ไตพัง เส้นเลือดหัวใจสมองตัน หัวใจวาย อัมพฤกษ์ ยาบรรเทาพาร์กินสัน บรรเทาสมองเสื่อม ไม่ชะลอโรคเพียงเพื่อให้กระฉับกระเฉง มีผลข้างเคียงมากขึ้นเรื่อยๆเป็นเงาตามตัวในเวลาที่ผ่านไปและในขนาดปริมาณที่มากขึ้น ดังนั้นต้องให้คนไข้รู้ความจริงเหล่านี้ ยาอื่นๆที่ในระยะหลังพิสูจน์ว่าไม่มีประสิทธิภาพ หรือมีผลข้างเคียงร้ายแรง ต้องถอดออกจากตำรับให้หมด

การรักษาที่พิสูจน์แล้วว่า “แหกตา” การใช้สเต็มเซลล์ เซลล์บำบัด ดีเลชั่น นอกจากหมดเงินมีผลแทรกซ้อนในหลายรายถึงชีวิตเหล่านี้ แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ของประเทศต้องยืนกรานร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงให้สมกับที่เรียนมาความรู้มหาศาล

การวิจัยในอีกระดับในประเทศไทยที่ยังยากจน และยังกะพร่องกะแพร่งในการวิจัยคือ ไม่สามารถขยายผล เพิ่มขอบเขต ต่อยอด และไม่มีระบบ ในการปฏิบัติพร้อมจากต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำถึงผู้บริโภคได้ 30 ปีที่แล้ว จีนส่งคนไปนานาประเทศ เรียนวิชา รู้ดัดแปลง ต่อยอด เช่นเดียวกับอินเดีย มีไหมงานตีพิมพ์ในวารสารเพื่อเอาอันดับมหาวิทยาลัย ไม่มีครับ แต่จีน อินเดียมีความสามารถผลิตวัตถุดิบ ผลิตยา วัคซีนขึ้นเอง ส่งออกให้ทั่วโลก

และนี่คือประโยชน์ของการเรียน การวิจัย ดัดแปลง มุ่งเป้าที่ผลผลิต จนต่อมาเมื่อพร้อม วิทยาการเทคโนโลยี ส่งผลงานวิจัยองค์ความรู้ใหม่กระหน่ำวงการแพทย์วิทยาศาสตร์ขณะนี้

ในประเทศไทย โรงเรียนมหาวิทยาลัยถึงขั้นคลั่งกับการรายงาน ผลงานในกระดาษ กรอกภาระงาน ต้องมีงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถึงต้องออกจากงาน ไม่ขึ้นขั้น ทั้งๆที่หน้าที่สำคัญคือการสอนคนให้เป็นคน คิดเป็น คิดเอง แก้ปัญหาเอง และผลภัยพิบัติที่เห็นขณะนี้คือเราพึ่งตนเองไม่ได้ รู้เยอะเอาไปใช้ไม่ได้ การที่สถาบันการศึกษาจะติดอันดับโลกที่เท่าไหร่ อาจต้องคำนึงถึงการยกระดับคุณภาพของนักเรียน นิสิตทั้งประเทศ แม้กระทั่งการผลิตแพทย์ ทั้งนี้สอนให้เป็นคนคิดกระชับ แม่นยำ ตรงเป้าและลำดับความสำคัญก่อนหลังได้ด้วย (Concise precise prioritize) คงจะเนื่องจากมีข้อสอบปรนัยมาหลายสิบปีไม่เป็นอัตนัย จึงจับประเด็นไม่ได้ ย่อความไม่เป็น

ภัยพิบัติอีกประการ คือ นอกกรอบไม่ได้ ร่วมมือไม่เป็น ขาดความกระฉับกระเฉง ที่หมอดื้อประสบด้วยตัวเองคือเรื่องมีคนไข้แขน-ขาอัมพาตระบาดในช่วง 3 เดือน 80 กว่าคน และมีความร่วมมือจากสำนักระบาด กระทรวงสาธารณสุข คุณหมอในพื้นที่จากจังหวัดใกล้เคียง จากโรงพยาบาลประสาท ขอนแก่นและจุฬาลงกรณ์ ลงไปสำรวจว่าเกิดจากโรคติดเชื้อสารพิษหรือภาวะขาดสารอาหารกันแน่ ทั้งนี้โดยที่ผู้ป่วยมีลักษณะติดเชื้อโน้มนำมาก่อนและบางรายมีหัวใจวาย น้ำท่วมปอด จากการสืบสวนพบเกิดจากการขาดวิตามิน B1 อยู่แล้วและความรุนแรงปะทุมากขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อแม้เชื้อไม่รุนแรงนักก็ตาม

ที่น่าตกใจคือ ประชากรในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีภาวะนี้อยู่มากเช่นกัน อาจลองนึกภาพถ้ามีโรคระบาด เช่น ไข้หวัดใหญ่คนเหล่านี้จะมีความรุนแรงของโรคมหาศาลโดยไม่เกี่ยวกับตัวเชื้อเอง ทั้งท่านอธิบดีกรมควบคุมโรค ทีมสำรวจต่างพยายามผลักดันให้มีการหยิบยกความสำคัญ วิจัยสาเหตุ ต้นเหตุ แก้ไข ส่งไปหาเจ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผ่านทางสำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเจ้ากระทรวงสาธารณสุข ก็ไม่มีการตอบสนองเห็นเป็นเรื่องไม่ตรงสเปก ไม่ใช่โรคระบาดติดเชื้อ ทั้งๆที่ต้องเตือนประชาชนแม้แต่แพทย์ที่ดูคนไข้หัวใจวาย แขนขาชาอ่อนแรงเฉียบพลันถึงภาวะนี้ ซึ่งจะได้แก้ไขได้ทัน ท่วงทีไม่พิการตลอดชีวิตหรือตาย และในอนาคตต้องมีการประสานกับกระทรวงศึกษาธิการถึงการบริโภคที่เหมาะสม (รายละเอียดจะมีในตอนต่อๆไป)

ความล้มเหลวเป็นขั้นเป็นตอนเช่นนี้ เช่น คิดถึงแต่โรคติดเชื้อ แต่ ไม่ให้ความสนใจต่อภาวะสุขภาพของคนซึ่งจะเป็นเหยื่อโรคติดเชื้อได้ง่าย และโรคจะรุนแรงมากขึ้น ภาษาฝรั่งอาจจะพอเรียกได้ว่ามีแต่ disease literacy ไม่มี health literacy

ถึงเวลาที่ออกจากกล่อง บ้าคลั่งการตีพิมพ์ ดูโลกภายนอกบ้าง มีวิทยาศาสตร์ วิจัยชี้นำอยู่ทุกวัน ในชีวิตประจำวันแม้แต่กระบวนการทางสังคมศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ต้องรวมอยู่กับวิทยาศาสตร์ การวิจัยให้แนบแน่นมิฉะนั้นไม่เป็นคนครบคนครับ.

หมอดื้อ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้