วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ดิ่งลึกลงถ้ำ ยลความงามใต้พิภพ

ดิ่งลึกลงถ้ำ ยลความงามใต้พิภพ

  • Share:

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนฉบับนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศพาแฟนานุแฟน มุดดินมุดหินไปสำรวจใต้พสุธากันครับ โลกเรานี้มีความงามไปทุกหนแห่ง แม้แต่ใต้พื้นที่เราเหยียบกันอยู่ยังมีสถานที่สวยงามน่าทัศนาอยู่มากมาย แถมยังเป็นความงามที่แปลกตาแบบที่หาดูไม่ได้จากบนพื้นผิวโลกเสียด้วย ถ้ำที่ผมนำมาเล่าถึงในวันนี้จะน่าสนใจชวนตะลึงแค่ไหนเราไปดูด้วยกันเลยครับ

ถ้ำเดเวทาชกา (Devetàshka) ถ้ำใหญ่ที่สุดของประเทศบัลแกเรีย การจะเดินทางไปยังถ้ำแห่งนี้ต้องนั่งรถประมาณ 3 ชั่วโมงจากเมืองหลวงโซเฟียไปยังเมืองโลเวช (Lovech) แล้วนั่งรถโดยสารท้องถิ่นออกจากเมืองโลเวชไปอีกราวๆ 15 กิโลเมตร เข้าสู่หมู่บ้านที่ใกล้ถ้ำที่สุดชื่อ เดเวทากิ (Devetaki) หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีชาวบ้านแค่สองร้อยกว่าคน บรรยากาศเงียบสงบสวยงามตามสไตล์ชนบทบัลแกเรีย จากตรงนี้ก็สามารถเดินเท้าเลียบริมแม่น้ำชมธรรมชาติไปที่ถ้ำได้เลยครับ

ถ้ำเดเวทาชกา บัลแกเรีย.

เมื่อเดินผ่านปากถ้ำที่กว้าง 35 เมตร สูง 30 เมตร เข้าไปเล็กน้อยก็จะพบกับพื้นที่กว้างขวางเป็นเสมือนห้องโถงใหญ่ขนาด 2,400 ตารางเมตร สูงถึง 60 เมตร บางตอนของเพดานถ้ำสูงตั้ง 100 เมตรเลยล่ะครับ นอกจากใหญ่โตอลังการแล้วบนเพดานถ้ำยังมีช่องทะลุขนาดใหญ่อยู่ถึง 7 ช่อง ทำให้แสงแดดส่องลงมาให้ความสว่างไสว พืชพันธุ์หลายชนิดงอกงามอยู่ในถ้ำได้ด้วยแสงและน้ำจากลำธารที่ไหลผ่าน เมื่อเดินลึกเข้าไปสัก 200 เมตร ถ้ำจะแยกเป็นสองทาง เส้นทางฝั่งซ้ายจะเป็นทางน้ำไหลผ่านยาวไกลไปสู่แม่น้ำโอแซม (Osam) ส่วนฝั่งขวานั้นแห้งและอบอุ่น

มีทั้งความงามและความสมบูรณ์พร้อมขนาดนี้จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อ มีการค้นพบหลักฐานว่าที่นี่เคยเป็นที่พำนักของมนุษย์มาหลายยุคสมัยเก่าแก่ที่สุดก็ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 70,000 ปีมาแล้ว และมีร่องรอยการพักอาศัยเรื่อยมาหลายช่วงเวลาในอดีต มีโบราณวัตถุมากมายถูกค้นพบในถ้ำแห่งนี้

และไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้น ที่นี่ยังมีค้างคาวอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 30,000 ตัว มีนก, งู, เต่า และสัตว์อีกหลายชนิด ในช่วงวันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคมของทุกปี จะไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมเพราะเป็นฤดูผสมพันธุ์ของค้างคาว ที่ต้องปกป้องกันอย่างนี้เพราะในอดีตเคยพลาดกันไปหลายครั้ง เช่น ในปี 2011 มีการใช้ถ้ำแห่งนี้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Expendables 2 เป็นเหตุให้ค้างคาวในถ้ำมีจำนวนลดลง เนื่องจากความเครียดที่ถูกรบกวน และในปี 1950 ถ้ำนี้เคยถูกใช้เป็นพื้นที่ทางการทหาร เพื่อเก็บน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งก็ทำให้ถ้ำเสียสมดุลทางธรรมชาติไปไม่น้อย

ถ้ำน้ำแข็งสกาฟตาเฟลล์ (Skaftafell Ice Cave) ที่ประเทศไอซ์แลนด์มีถ้ำพิเศษอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งก็สมกับการเป็นถ้ำดังของประเทศที่ได้ชื่อว่าดินแดนน้ำแข็งแห่งนี้ ด้วยว่ามันเป็นถ้ำที่เกิดจากน้ำแข็งครับ ถ้ำน้ำแข็งนี้เกิดขึ้นภายใต้ทะเลสาบน้ำแข็งซึ่งมีที่มาจากธารน้ำแข็งสวีนาเฟลล์สโจกูลล์ (Svínafellsjökull glacier) ขอเสริมไว้สักหน่อยว่าธารน้ำแข็งชื่อเรียกยากแห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากดาวเคราะห์น้ำแข็งในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง อินเตอร์สเตลลาร์ ทะยานดาวกู้โลก (Interstellar) ของผู้กำกับสุดแนว คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เข้าฉายในไทยไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉากที่เราเห็นการสำรวจดาวเคราะห์ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ท่ามกลางเทือกผาเรียงรายนั้นเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงบนโลกเราเองนี่ล่ะครับ

ถ้ำน้ำแข็งสกาฟตาเฟลล์ ไอซ์แลนด์.

ถ้ำน้ำแข็งสกาฟตาเฟลล์เกิดจากการที่น้ำที่ไหลและลมที่พัดผ่านละลายน้ำแข็งจนทะลุทะลวงเป็นโพรงดังที่เห็นในภาพ การจะไปสู่ถ้ำแห่งนี้จะต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บระดับต่ำกว่าจุดเยือกแข็งลงไปที่ -25 ถึง -30 องศาเซลเซียส แต่คุณจะได้พบกับความงามเหนือคำพรรณนาที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็น เมื่อมองขึ้นสู่เพดานถ้ำก็จะพบว่ามันเป็นแผ่นน้ำแข็งสีน้ำเงินงามระยับแวววาวจับตาด้วยลวดลายโค้งเว้าอิสระ ซึ่งความจริงแล้วน้ำแข็งในถ้ำนี้ไม่ได้มีสีหรอกครับ แต่เนื่องจากเฉดสีอื่นๆ ของแสงอาทิตย์ไม่อาจส่องผ่านแผ่นน้ำแข็ง มาสู่สายตาเราได้ เหลือเพียงแค่เฉดสีน้ำเงินเท่านั้นที่ส่องผ่านมา ทำให้เราเห็นเพดานถ้ำเป็นสีน้ำเงินงดงามเช่นนี้ ความสวยงามของถ้ำสกาฟตาเฟลล์ ทำให้ได้รับการขนานนามไว้อีกชื่อหนึ่งว่าถ้ำคริสตัล (Crystal Cave)

การไปเยือนถ้ำแห่งนี้จะปลอดภัยแค่ในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เพราะไม่ต้องห่วงว่าน้ำแข็งจะละลายถล่มลงมาทับหัวแบะ ซึ่งในฤดูหนาวขณะที่อยู่ในถ้ำก็จะได้ยินเสียงน้ำแข็งลั่นดังอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นไม่ใช่เสียงน้ำแข็งแตกร้าวก่อนถล่มแบบในหนัง แต่เป็นเสียงจากการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็ง ซึ่งมันจะเคลื่อนตัวอยู่ตลอด แต่เรามองแล้วไม่รู้ว่าน้ำแข็งที่ดูสงบนิ่งนั้นกำลังเคลื่อนไหวด้วยอัตราประมาณ 1 เมตรต่อวัน ทั้งการเคลื่อนตัว อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง และการละลายของน้ำแข็งในแต่ละปีนั้นทำให้ถ้ำมีรูปลักษณ์เปลี่ยนแปลงไม่คงที่ราวกับว่ามันมีชีวิตเลยล่ะครับ

ไวโตโม ถ้ำหนอนเรืองแสง (Waitomo Glowworm Caves) ถ้ำแห่งนี้ คนไทยน่าจะรู้จักดีกว่าถ้ำอื่น เพราะอยู่ที่เกาะเหนือของนิวซีแลนด์นี่เอง มีคนไทยไปเที่ยวกันมาแล้วไม่น้อย มีรายงานว่าในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไปเยือนถ้ำแห่งนี้ถึง 400,000 คนเลยทีเดียว

หนอนเรืองแสงในถ้ำไวโตโม นิวซีแลนด์.

คำว่าไวโตโมนั้นเป็นภาษาเมารี แปลว่า “ถ้ำน้ำ” หรือ “ปล่องน้ำ” เนื่องจากในถ้ำแห่งนี้มีสายน้ำไหลผ่าน การเข้าไปเที่ยวชมก็ต้องใช้เรือล่องไปถึงจะสะดวก ถ้ำไวโตโมเริ่มเป็นที่รู้จักในปี 1887 เมื่อหัวหน้าเผ่าเมารีนำทางนักสำรวจชาวอังกฤษนามเฟร็ด เมซ (Fred Mace) ไปพบถ้ำแห่งนี้ เมื่อล่องแพเข้าไปด้านในสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทำเอานักสำรวจถึงกับตะลึงเพราะบนเพดานถ้ำมีประกายแสงสว่างเรืองรองดุจดั่งแสงดาวบนฟากฟ้า เมื่อล่องลึกเข้าไปก็ยังได้พบกับหินงอกหินย้อยสวยงาม ทำให้พวกเขาต้องกลับไปเยือนที่นี่อีกหลายครั้ง และหัวหน้าเผ่าเมารีหัวก้าวหน้ารายนี้ก็ได้ริเริ่มการจัดทัวร์ถ้ำขึ้นในภายหลัง ซึ่งปัจจุบันแม้ว่ารัฐจะเข้ามาดูแลบริหารจัดการ ลูกหลานเมารีก็ยังมีรายได้จากการเปิดให้เที่ยวชมถ้ำนี้กันอยู่เลยครับ

ที่มาของแสงอันงดงามในถ้ำอันมืดมิดนั้นก็คือแสงจากหนอนตัวอ่อนของแมลงชนิดหนึ่ง ซึ่งบ้านเราเรียกแมลงชนิดนี้ว่า แมลงบั่ว (Fungus gnat) ตัวเต็มวัยของมันจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับยุง สำหรับชนิดที่อยู่ในถ้ำที่นิวซีแลนด์นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arachnocampaluminosa เจ้าหนอนตัวอ่อนที่เรืองแสงได้ด้วยหลักการเดียวกับหิ่งห้อยและแมงคาเรืองชนิดนี้จะสร้างใยห้อยตรงลงมาในแนวดิ่งเหมือนม่าน ใยจะมีลักษณะเป็นเมือกใสยาว 30-50 ซม. หนอนแต่ละตัวอาจสร้างใยมากถึง 70 เส้น โดยมันจะเลื้อยผ่านไปทางด้านในของเส้นใยเมือกเหล่านี้ได้ เมื่อมีแมลงหลงผิดบินเข้าหาแสงสว่างที่หนอนเปล่งออกมาเพื่อล่อหลอก แมลงเคราะห์ร้ายก็จะติดกับ เส้นใยเหนียวหนืดดิ้นรนกระดุบกระดิบหนีตาย หนอนเรืองแสงจะรู้ได้จากการสั่นสะเทือนผ่านโครงข่ายเส้นใยและจะรีบกระดื๊บๆไปตามเส้นใยแล้วลากแมลงดวงซวยมาเป็นอาหารขุนตัวเองให้เติบโตเพื่อเข้าสู่ระยะดักแด้แล้วลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยที่โบยบินไปไหนต่อไหนได้ตามใจชอบ ส่วนมนุษย์เราก็กุมมือกันไปชะเง้อคอดูจุดแสงพร่างพราวจากกิจวัตรหาอาหารยาไส้ของหนอนน้อยกันด้วยอารมณ์สุดแสนโรแมนติกครับ

ลึกลงไปใต้ผืนดิน 300 เมตรในเม็กซิโก มีสถานที่สุดยอดแห่งความอลังการงานธรรมชาติสร้างสรรค์นามว่า ถ้ำคริสตัลยักษ์ (Giant Crystal Cave, Cave of the Crystals) ถ้ำแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ของเหมืองไนก้า (Naica) ซึ่งขุดหินหาแร่ตะกั่ว สังกะสี และเงิน อยู่ในเมืองไนก้า รัฐชิวาวา (Chihuahua) รัฐซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางที่สุดของเม็กซิโก

ถ้ำคริสตัลยักษ์ เม็กซิโก.

ในปี 1910 คนงานเหมืองขุดค้นพบถ้ำลึกลงไปใต้ดิน 120 เมตร ภายในถ้ำเต็มไปด้วยแท่งผลึกยาวราว 1 เมตร พวกเขาจึงเรียกที่นั่นว่า “ถ้ำแห่งดาบ (the Cave of Swords)” พอผ่านมาถึงปี 2000 ถ้ำคริสตัลยักษ์ก็ถูกค้นพบในระหว่างการขุดอุโมงค์แห่งใหม่ ถ้ำอัศจรรย์แห่งนี้เป็นช่องรูปเกือกม้าอยู่ในชั้นหินปูน มีแท่งผลึกยิปซัมขนาดอภิมหายักษ์โผล่ออกมาจากผนังและพื้นถ้ำ ผลึกแร่ที่ใหญ่ที่สุดนั้นใหญ่โตยิ่งกว่าเสาปราสาทราชวัง เพราะยาวตั้ง 12 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร หนักถึง 55 ตัน สันนิษฐานว่าผลึกยักษ์แท่งใหญ่สุดนี้น่าจะแก่งั่กอายุราว 500,000 ปี ตามธรรมชาติแล้วภายในถ้ำจะมีน้ำอยู่เต็ม ที่เราเห็นความอลังการของถ้ำนี้ได้ก็เพราะทางเหมืองสูบน้ำออกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหยุดสูบเมื่อไหร่น้ำก็จะผุดขึ้นมาท่วมถ้ำอีกครั้ง

ในปี 2000 ยังมีการค้นพบถ้ำที่เล็กกว่าอีก 2 แห่งคือ ถ้ำดวงเนตรราชินี (Queen’s Eye Cave) และถ้ำเทียน (Candles Cave) ต่อมาในปี 2009 ก็พบอีกถ้ำที่อยู่ลึกลงไปจากใต้ผิวดิน 150 เมตร เป็นถ้ำที่ไม่มีน้ำท่วม ในถ้ำมีผลึกขนาดเล็กลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายดอกกะหล่ำหรือดูอีกทีก็คล้ายปุยหิมะขาวบริสุทธิ์ ผลึกบางส่วนเป็นเส้นตรงยาวใสขนาดเล็กคล้ายกับไส้โรตีสายไหมที่ทำจากน้ำตาลของบ้านเราเลยครับ ถ้ำแห่งสุดท้ายนี้ได้รับการตั้งชื่อว่าถ้ำปราสาทน้ำแข็ง (Ice Palace Cave)

ผลึกเหล่านี้ก่อตัวขึ้นมาภายใต้ภูมิประเทศที่เป็นหินปูนอันประกอบด้วยโพรงถ้ำมากมาย ยิ่งลึกลงไปยิ่งมีความร้อนสูง มีสายน้ำร้อนที่มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบไหลเวียนอยู่ในช่องโพรงใต้พิภพ และเมื่อผนังหินปูนในช่องทางน้ำถูกละลายเอาแคลเซียมมาผสมกับกำมะถันก็ทำให้เกิดการตกผลึกขึ้นทีละน้อย เมื่อผ่านมานานแสนนานผลึกก็ค่อยๆใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอภิมหาผลึกยักษ์ดังที่เห็น

ถ้ำแห่งนี้ไม่ใช่ว่าจะเข้าไปเที่ยวดูกันได้ง่ายๆนะครับ เพราะในถ้ำมีอุณหภูมิสูงถึง 58 องศาเซลเซียส ด้วยความร้อนจากแม็กม่าใต้แผ่นเปลือกโลกที่ระบายแทรกซึมขึ้นมา คนธรรมดาจะทนอยู่ได้ไม่ถึง 10 นาที อยู่นานไปกว่านั้นถึงตายแน่นอน ความชื้นสัมพัทธ์ก็สูงมาก ประมาณ 90-99% ความร้อนบวกความชื้นขนาดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับนั่งอยู่ในหม้อนึ่งห่อหมก ที่ผ่านมานักสำรวจถ้ำต้องเข้าไปด้วยชุดที่จัดทำพิเศษ มีถังอากาศไว้หายใจ ในชุดที่สวมมีแท่งน้ำแข็งหนักอึ้ง 20 กิโลกรัมสอดไว้ทั่วร่าง ช่วยให้นักสำรวจอยู่ในถ้ำได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนที่น้ำแข็งจะละลายหมด

ในเมืองไทยเราเองก็มีถ้ำที่สวยงามอยู่มากมายอยู่ทั่วทุกภาค ถ้ามีโอกาสก็ลองไปเที่ยวชมกันบ้างนะครับ แต่ถ้ำบางแห่งอาจมีอันตราย ควรระมัดระวังอุบัติเหตุและการพลัดหลง ขอให้เตรียมพร้อมให้ดีทุกครั้งเพื่อการท่องเที่ยวอย่างมีความสุขและปลอดภัยครับ.


โดย : ประลองพล เพี้ยงบางยาง
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้