วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ความชอบธรรม เหนือความอยาก

ความชอบธรรม เหนือความอยาก

  • Share:

ไคลแมกซ์“โหวต”รัฐธรรมนูญไปต่อหรือน็อก

พระเอกมากู้สถานการณ์ได้ทันเวลา

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังทหารบุกเข้าจับกุมชายผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติ พร้อมอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิด ที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดศาลพระพรหม-เอราวัณ แยกราชประสงค์ ได้ที่อพาร์ตเมนต์ย่านหนองจอก ชานเมืองกรุงเทพฯ

ต่อเนื่องกับการล็อกตัวชายผู้ต้องสงสัยร่วมขบวนการลอบวางระเบิดได้ที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขณะลักลอบหลบหนีออกจากประเทศไทย

นับได้ว่า เป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญ

พร้อมกับการขยายผลในการขออนุมัติศาลออกหมายจับเครือข่ายผู้ต้องสงสัยร่วมขบวนการอีก 8–9 คน เบื้องต้นโยงเป็นขบวนการลักลอบนำชาวอุยกูร์เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

ยังไม่ถึงขั้นเป็นขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติ

แน่นอนว่า งานนี้ช่วยให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล คสช.หายใจหายคอโล่งไปตามๆกัน เพราะมันเท่ากับกระตุกเครดิตฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลไทยกลับคืนมา

มีขีดความสามารถในการจัดการกับขบวนการก่อเหตุร้ายได้

ซึ่งนั่นก็จะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนคนไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวต่างประเทศให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศไทยปลอดภัย

กระแสตื่นตกใจระยะสั้นๆแค่ไม่กี่วัน บรรยากาศเริ่มกลับมาปกติ

รัฐบาล คสช.กู้เครดิตด้านความมั่นคงคืนมาได้ ในจังหวะที่สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจก็กำลังขับเคลื่อนชนิดที่เรียกว่า เร่งเครื่องใส่เกียร์ห้า

ภายหลังนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจป้ายแดงของรัฐบาล ได้เริ่มเดินหน้าแจกจ่ายงานให้ทีมงานสายตรง

ชงที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินกว่า 136,000 ล้านบาท

ประกอบด้วยมาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยให้กองทุนหมู่บ้านกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ วงเงินรวม 60,000 ล้านบาท ไปปล่อยกู้ให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ แบบไร้ดอกเบี้ย เป็นเวลา 2 ปี

มาตรการสนับสนุนวงเงินลงไปยังท้องถิ่น วงเงินรวม 36,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงมหาดไทย จะจัดสรรเงินลงไปตำบลละ 5 ล้านบาท

และมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนในโครงการขนาดเล็ก วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท

ตามสูตรอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อให้หมุนเวียนได้

ต้องกางตำราแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบฉุกเฉินเฉพาะหน้าที่หนีไม่พ้นคำว่า “ประชานิยม” ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับที่นายสมคิดและทีมงานต้องรีบกระตุ้นชีพจรเศรษฐกิจให้เต้นไว้ก่อน

เพราะมันคือหัวใจสำคัญ มีผลต่อการประคองเกมอำนาจรัฐบาลทหาร

ขืนสถานการณ์เศรษฐกิจไม่อำนวย ทุกอย่างก็จะยากลำบากไปหมด

โดยเฉพาะในจังหวะเข้าสู่ห้วงพลิกคว่ำพลิกหงาย

จุดหักเหสำคัญของเส้นทางตามโรดแม็ป คสช.

วันที่ 6 กันยายน ตามโปรแกรมที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแล้วเสร็จ

ไคลแมกซ์ “โหวต” รัฐธรรมนูญไปต่อหรือน็อก

ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นตลบอบอวล บรรยากาศความเห็นต่างไปกันคนละทาง

แบ่งข้างกันลุ้นให้คว่ำหรือให้ผ่าน

ด้านหนึ่งก็กระแสภายนอก ตามอาการขยับของนักเลือกตั้งอาชีพ

ไฮไลต์อยู่ที่ “ทิดเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ตั้งโต๊ะแถลงจุดยืน หนุนร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เชียร์แขกให้เลยว่า เจ๋งพอที่จะนำไปให้ประชาชนลงประชามติ

ซึ่งนั่นสวนทางกันอย่างจังกับท่าทีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาแนะนำให้ สปช.โหวตคว่ำรัฐธรรมนูญ เพราะจะก่อปัญหาในอนาคต

โดยมีนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล แกนนำรุ่นใหญ่ของพรรค เป็นแนวร่วมในการประกาศเป็นหัวหอกในการรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญในช่วงการทำประชามติ

ประชาธิปัตย์ขัดคอ หักลำกันเอง

ในขณะที่พรรคเพื่อไทยไปแนวเดียวกันทั้งพรรค โดยออกแถลงการณ์ย้ำจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีความเป็นประชาธิปไตยและจะนำพาประเทศไปสู่ความขัดแย้ง

พร้อมเรียกร้อง สปช.ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

บรรยากาศภายนอกเร้าเดิมพัน แนวโน้มนักเลือกตั้งอาชีพทั้งพรรคเพื่อไทยและยี่ห้อประชาธิปัตย์ประสานเสียงไม่เอาด้วยกับกติกาใหม่

รับไม่ได้กับรัฐธรรมนูญฉบับนางงาม

ในขณะที่กระแสภายในยิ่งร้อนแรงกว่า ตามปรากฏการณ์แบบที่แม่น้ำ 5 สายไหลสวนทางปะทะกันเอง

ตามกระแสความเคลื่อนไหวภายในหมู่ สปช.ที่แบ่งสายวิ่งล็อบบี้กันอุตลุด ไม่ต่างจากบรรยากาศของสภาผู้แทนราษฎรเวลาลงมติกรณีสำคัญหรือการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในอารมณ์แบบสายที่หนุนให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ มีการเดินยุทธศาสตร์ปลุกกระแสกดดันในที

อย่างที่นายสิระ เจนจาคะ สปช. นำเงินจำนวน 1.7 ล้านบาท แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยระบุจะคืนให้หลวงทันทีถ้า สปช.ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อภาษีของประชาชน

เพราะถือว่า สปช.ทำงานล้มเหลว

ขณะที่สายลุ้นให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ก็เปิดหน้าแสดงตัวแสดงตนกันชัดๆ โฟกัสก็อยู่ที่นายวันชัย สอนศิริ สปช. เครือข่ายกลุ่ม 40 ส.ว. นายดิเรก ถึงฝั่ง สปช.จังหวัดนนทบุรี นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช.สายนักวิชาการ นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สปช.สายสื่อมวลชน ฯลฯ

ส่วนใหญ่อ้างความกังวลต่อสถานการณ์ที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไปถูกโหวตคว่ำในช่วงของการทำประชามติ จะทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปแบบเปล่าประโยชน์

โหวตคว่ำใน สปช.ไปเลยดีกว่า เพื่อไม่ให้เป็นภาระประชาชน

ต่างฝ่ายต่างแสดงความมั่นอกมั่นใจ คุยเขื่องว่าฝ่ายตัวเองเสียงมากกว่าชนะแน่ ตามเงื่อนไขตัวเลขต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งหรือ 124 เสียง จาก สปช.ทั้งหมด 247 คน

ที่สำคัญทุกสายต่างอ้างเหมือนกัน ได้รับสัญญาณมาจาก บิ๊ก คสช.

ก่อให้เกิดความสับสน ทหารจะเอายังไงกันแน่

ขณะที่อีกกระแสหนึ่งก็มีข้อเสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทน คือการได้เข้าไปนั่งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่จะมีการตั้งต่อไปจำนวน 200 คน ตลอดจนการได้เป็น ส.ว.สรรหา ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ ที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้แต่งตั้งจำนวน 123 คน

เอาผลประโยชน์เข้าล่อกันเลย

แต่ทั้งหมดทั้งปวงอาการเสียงแตกที่เกิดขึ้น เบื้องต้นเลยมันสะท้อนถึงโครงสร้าง สปช.มีที่มาจากหลากหลายสาย มากมายไปด้วยตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่มีทางลงตัวง่ายๆ

ไม่เหมือนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ส่วนใหญ่มาจากทหาร กดปุ่มซ้ายหันขวาหันได้

ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้จึงต้องลุ้นวัดใจ ไม่มีใครกล้าวางเดิมพัน

หวยออกได้สองหน้า ในกรณีถ้า สปช.โหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญก็นำไปสู่ขั้นต่อไปในกระบวนการทำประชามติ โดยเงื่อนเวลาเป็นไปตามโรดแม็ป

ตรงกันข้าม ถ้า สปช.โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯต้องสิ้นสภาพไปและมีการตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่จำนวน 21 คน

เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ยืดเวลา ยื้อโปรแกรมตามโรดแม็ปออกไป

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญจะเดินต่อหรือโดนน็อกใน สปช.

ทุกอย่างล้วนอยู่ในวิสัยการคาดการณ์ล่วงหน้า

อย่างที่ทีมกฎหมาย คสช.ได้วางหมากรองรับสถานการณ์ไว้หมดแล้ว จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเปิดช่องทางเดินต่อไม่ให้เกิดทางตัน

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือโดนคว่ำ

รัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรสักเท่าไหร่

ตามรูปการณ์ที่พูดง่ายๆ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญโดนคว่ำ ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ โดยที่ทุกอย่างก็ยังอยู่ภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

คสช.มีมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเป็นเครื่องมือ

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านโหวต สปช.ไปสู่ขั้นตอนประชามติ หรือจนได้ผ่านออกมามีผลบังคับใช้ ทีมทหาร คสช.ก็ยังสามารถใช้อำนาจแฝงผ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 260 ของรัฐธรรมนูญใหม่

ในสถานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)

โดยเดิมพันเกมอำนาจ คสช.กินรวบทุกหน้า เข้าทางพวกอยาก “ลากยาว”

แต่เรื่องของเรื่องปัญหามันอยู่ที่คำว่า “ความชอบธรรม”

ในฐานะ คสช.เป็นต้นแม่น้ำ 5 สาย แหล่งกำเนิดสภาปฏิรูปฯ จะอ้างไม่ได้เลยว่างานนี้เป็นการให้อิสระกับ สปช.ในการลงมติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เพราะธรรมชาติของอำนาจพิเศษไม่มีคำว่า “ฟรีโหวต”

ผลที่ออกมา คสช.จึงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าร่างรัฐธรรมนูญโดนโหวตคว่ำใน สปช.ทำให้เสียเวลาที่ดำเนินการมา สูญทั้งงบประมาณและโอกาสของประเทศชาติและประชาชนคนไทย

เครื่องมือกลไกของตัวเอง ล่มกระดานกันเอง

ความชอบธรรมในการคุมเกมปฏิรูปประเทศจะลดน้อยถอยลงไป

ต่างกับการผ่านไปถึงขั้นการทำประชามติ ที่ยังอ้างอิงเสียงของประชาชนได้

คสช.จะไม่สูญเสียความชอบธรรม.


“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้