วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ส่องการเมืองเมียนมา สะท้อนการเมืองไทย

ส่องการเมืองเมียนมา สะท้อนการเมืองไทย

  • Share:

• ตั้งเป้า–นายขุน ทุน อู (ซ้าย) ประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย (SNLD) พร้อมด้วยสมาชิกพรรคระดับสูง ให้สัมภาษณ์แก่คณะสื่อมวลชนที่นครย่างกุ้ง เมื่อ 29 ส.ค. โดยพรรคประกาศสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ที่จะจัดขึ้นทั่วประเทศเมียนมาในวันที่ 8 พ.ย.2558 (ทรานส์บอร์เดอร์นิวส์)

ในขณะที่การเลือกตั้งในประเทศไทยต้องเจอกับ “โรคเลื่อน” แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “เมียนมา” มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศในวันที่ 8 พ.ย.2558 แบบไม่น่าจะมีอะไรพลิกโผ

นอกจาก “ดอว์ อองซาน ซูจี” ผู้นำพรรคเอ็นแอลดี ฝ่ายค้านเมียนมา ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ยังมี “ตัวแปร” ที่สำคัญกระโดดเข้าร่วมสนามเลือกตั้งครั้งนี้อีกมาก และหนึ่งในนั้นคือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย (SNLD) พรรคการเมืองซึ่งกวาดชัยชนะทั่วรัฐฉานในการเลือกตั้งเมื่อปี 2533 ก่อนอดีตรัฐบาลทหารจะปฏิเสธผลเลือกตั้งและยึดอำนาจปกครองประเทศไป

พื้นที่ส่วนหนึ่งของ “รัฐฉาน” ติดพรมแดนไทย ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของรัฐฉานเป็นชาวไทใหญ่ แต่ก็มีชนชาติอื่นๆอีกราว 80 กลุ่ม อาศัยอยู่ในพื้นที่มาเนิ่นนาน ทั้งยังมีกองกำลังที่อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง เงื่อนไขในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศกับรัฐบาลเมียนมาชุดปัจจุบัน ส่วนทรัพยากรธรรมชาติในรัฐฉานยังอุดมสมบูรณ์ และรัฐบาลเมียนมาต้องการผลักดันให้เกิดโครงการพัฒนาต่างๆ ทำให้ราคาที่ดินทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ และเกิดปัญหาเรื่องที่ดิน

คณะสื่อมวลชนไทย ซึ่งรวมถึงผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “ขุน ทุน อู” ประธานพรรคเอสเอ็นแอลดี รวมถึงสมาชิกระดับสูงของพรรค ที่นคร ย่างกุ้งของเมียนมา ในวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยท่านขุน ทุน อู ประกาศว่า ทางพรรคจะส่ง ตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งใน 158 เขตทั่วรัฐฉานและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งยังคาดหวังว่าจะได้รับชัยชนะเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2533

ก่อนหน้านี้พรรคเอสเอ็นแอลดีตัดสินใจไม่ลงเลือกตั้งเมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปีของเมียนมา เพราะทางพรรค ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญปี 2551 ซึ่งร่างขึ้นใต้ความควบคุมของรัฐบาลเผด็จการทหาร และขุน ทุน อู ยังคงยืนยันคำเดิมว่า รธน.ที่บังคับใช้อยู่เป็นอุปสรรคทำให้ “การปฏิรูป” ยังไม่เกิดขึ้นจริงในเมียนมา

ประเด็นหลักที่ทำให้ รธน.ปี 2551 “เลว ร้าย” เพราะมีเงื่อนไขมากมายที่เอื้อประโยชน์ต่อกองทัพ เช่น การกันที่นั่งในสภาไว้ให้ทหารถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (จากจำนวนทั้งหมด 1,184 ที่นั่ง) ทั้ง ยังมีมาตราหนึ่งใน รธน.ที่ระบุว่า กองทัพสามารถยึดอำนาจได้โดยไม่ถือเป็นการก่อรัฐประหาร และการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง รธน.จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเข้าไปต่อสู้ในรัฐสภา ทำให้พรรคเอสเอ็นแอลดี ตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งปีนี้

สิ่งที่ขุน ทุน อู กังวลอยู่บ้าง ไม่ใช่ความกลัวว่าพรรคจะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่เกรงว่ากองทัพจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในกรณีที่พรรคของกลุ่มชนชาติต่างๆ ได้รับชัยชนะถล่มทลาย เพราะหลายคนเคยมีประสบการณ์เลวร้ายมาก่อนเมื่อปี 2533 นอกจากนี้ เงื่อนไขของ รธน.ปี 2551 ช่วยให้พรรครัฐบาลมีโควตากองทัพรองรังอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์ หากพรรครัฐบาลชนะเลือกตั้งแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ ก็เป็นเสียงข้างมากในสภาได้ไม่ยาก แต่พรรคเอสเอ็นแอลดีต้องร่วมมือกับพรรคอื่นๆ จึงจะมีเสียงมากพอที่จะแก้ไข รธน.ได้

• สีเขียวครอง–นายทหารพม่าทยอย ลงชื่อก่อนเข้าประชุมสภาที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อ 25 ส.ค. โดยรัฐธรรมนูญเมียนมากันตำแหน่งในสภาให้แก่บุคลากรจากกองทัพถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ของ 1,184 ที่นั่งในสภาทั้งหมด (เอเอฟพี)

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในครั้งนี้ถือว่ามีความหวังมากกว่าที่คิด เพราะภายในพรรครัฐบาลเองก็เกิดความแตกแยกขึ้น เห็นได้จากการระดมเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเข้าตรึงกำลังและบุกปลดฟ้าผ่า “นายฉ่วย มาน” อดีตประธานพรรครัฐบาลยูเอสดีพี ต่อหน้าที่ประชุมพรรคเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา และเหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผลพวงอันเลวร้ายจาก รธน.ปี 2551 เพราะการประชุมพรรคซึ่งเป็นการแสดงออกทางการเมือง ไม่ใช่การใช้ความรุนแรงใดๆ ก็ยังมีโอกาสถูก แทรกแซงจากกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงได้อย่างง่ายดาย

ขุน ทุน อู ประเมินว่า โครงสร้างทางการเมืองและสังคมในเมียนมากำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะคนจำนวนมากตระหนักแล้วว่าไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลและกองทัพได้ ขณะที่การเจรจาหยุดยิงทั่วประเทศก็กำลังคืบหน้า โดยผู้เข้าร่วมต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาปฏิบัติตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ และต้องยอมรับกองกำลัง “ทุกกลุ่ม” เข้าสู่การเจรจาโดยถ้วนหน้ากัน และหากบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ก็จะช่วยเปิดโอกาสและพื้นที่ทางการเมืองเพิ่มขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวขอให้ขุน ทุน อู เปรียบเทียบระหว่างการเมืองเมียนมาและการเมืองไทย ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ก็ได้คำตอบว่า ทหารไทยทำรัฐประหารมาแล้ว 19 ครั้ง แต่ไม่อยู่ในตำแหน่งนาน ส่วนทหารพม่ายึดครองอำนาจยาวนานนับสิบปี ทั้งยังแทรกแซงระบบการศึกษาและระบบเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจดิ่งลงเหว และ ประชาชนประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจตลอดมา ขณะที่ รธน.ปี 2551 ของเมียนมายังระบุด้วยว่า ทรัพยากรทั้งหมด ทั้งบนดินและใต้ดิน เป็นสมบัติของรัฐบาลกลาง ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากร จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเมียนมาต้องเดินทางไปทำงานต่างแดน ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

ตราบใดที่ประชาชนเมียนมาไม่มีโอกาสได้กำหนดชะตากรรมของตนเอง และตกอยู่ในวังวนการปกครองที่ไม่เป็นธรรมจากรัฐบาลกลาง ก็จะยิ่งเปิดทางให้ปัญหาต่างๆยิ่งเลวร้าย เช่น ขบวนการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศที่ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชาชนที่ไม่มีทางเลือก จำต้องเข้าสู่ขบวนการดังกล่าว และกลายเป็นปัญหา ในระดับภูมิภาค ส่วนกรณีที่มีการลงทุนพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่างรัฐบาล ก็ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า โครงการต่างๆ ไม่กระทบต่อประชาชนในแต่ละพื้นที่.


ตติกานต์ เดชชพงศ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้