วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'นพดล'น้ำตาคลอ หลังศาลฎีกาฯยกฟ้อง คดีปราสาทพระวิหาร

'นพดล'น้ำตาคลอ หลังศาลฎีกาฯยกฟ้อง คดีปราสาทพระวิหาร

  • Share:

นพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ถึงน้ำตาคลอ ขออโหสิกรรมไม่เอาเรื่องใคร หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมือง ให้ความเป็นธรรม มีมติ 6 ต่อ 3 พิพากษา ยกฟ้องจำเลย ไม่ผิด คดีปราสาทพระวิหาร 

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 4 ก.ย. เวลา 13.00 น. นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีดำ อม.3/2556 พร้อมองค์คณะ 9 คน มีคำพิพากษาในคดี ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีที่ นายนพดล ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา ที่ขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก คดีนี้อัยการทักท้วงว่า มีข้อไม่สมบูรณ์ ทาง ป.ป.ช. จึงตั้งทนายความฟ้องเอง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย จับมือแสดงความยินดี นายนพดล

คดีนี้โจทก์ บรรยายฟ้องว่า ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี วันที่ 3-4 มี.ค. 2551 ได้ไปพบผู้นำกัมพูชา เรื่องขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และนายนพดล ซึ่งเป็นรมว.ต่างประเทศ จำเลย ได้หารือกับ นายสก อาน รองนายกฯ ทางกัมพูชาขอให้ไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เมื่อพบปะกันแล้ว จำเลยได้นำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศพิจารณา ซึ่ง จนท.ได้ทักท้วง และมีบันทึกช่วยจำ คัดค้านเรื่องดังกล่าว แต่นายนพดล ไม่ยอมรับ

ต่อมา จำเลยยังเดินทางไปกัมพูชา อีกหารือกับนายสก อาน เรื่อง ปราสาทพระวิหาร รวมไปถึงการกำหนดเขตทางทะเล ระหว่างประเทศ และจะทำแถลงการณ์ร่วม โดยนำเรื่องเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ แบบปิดบังอำพราง และมีเหตุจูงใจแอบแฝงอยู่ และเมื่อนำเข้าที่ประชุม ครม. โดยไม่มีเอกสารแจกให้ที่ประชุมพิจารณาล่วงหน้า เพียงแต่แสดงแผนที่บนจอภาพ ใช้เวลา 15 นาที และมีการลงนามแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา วันที่ 18 มิ.ย.2551 ซึ่งโจทก์เห็นว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา นี้ เป็นหนังสือสัญญาซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และจะต้องออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา และรับฟังความเห็นจากประชาชน การกระทำของจำเลยดังกล่าว ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

ต่อมาเวลา 14.45 น. ศาลพิพากษาว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ปี 2551 รัฐบาลกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารต่อคณะกรรมการมรดกโลก และมีการเจรจากับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3-4 มี.ค. 2551 และต่อมา ก็มอบให้จำเลยดูแลเรื่องนี้ว่า จะมีปัญหากระทบต่อพื้นที่ทับซ้อน หรือไม่ โดยจำเลยได้พบ นายสก อาน รองนายกฯกัมพูชา ก็ทราบว่า นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต้องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาท เท่านั้น

ต่อมา ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามรัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้ และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัย ว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่มีการกำหนดเขตแดนแน่นอน อาจมีปัญหาตามมา การกระทำดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเขตแดนประเทศ และการทำหนังสือสัญญาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตราเป็นกฎหมายก่อน และจำเลยต้องเลื่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกออกไป จำเลยปฏิบัติตาม แต่คณะกรรมการมรดกโลก ไม่เลื่อนและประกาศให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เห็นว่า ในช่วงเวลา ปี 2549 ถึง 2551 มีการดำเนินการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารหลายครั้ง

ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้แนะนำและกำหนดขั้นตอนปฏิบัติแก่จำเลย ซึ่งจำเลยได้ย้ำให้ระมัดระวัง ไม่ให้กระทบสิทธิของไทย ให้มากที่สุด จึงสมเหตุสมผล ว่า จำเลยได้รักษาผลประโยชน์ของรัฐและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐ และในขั้นตอนการประชุม การเจรจาพบปะเกี่ยวกับเรื่องนี้ จำเลยมิได้เป็นผู้ริเริ่มขึ้นเอง ก่อนรับร่างแถลงการณ์ก็มีการปรึกษาหารือกัน ประกอบกับกระทรวงต่างประเทศ ได้ให้เจ้ากรมแผนที่ทหาร ตรวจดูแนวเขตแดน ก็แจ้งมาว่า ไม่มีอะไรกระทบพื้นที่ของไทย

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ยิ้มออกเสียทีหลัง ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง คดีปราสาทพระวิหาร

ที่มีผู้กล่าวหาว่า จำเลยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีผลประโยชน์จากกรณีนี้ ก็ไม่มีหลักฐานไปถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายกฎหมาย ก็เบิกความว่า การทำแถลงการณ์ไม่เป็นการทำสนธิสัญญาเปลี่ยนแปลงอาณาเขต จึงไม่ต้องผ่านรัฐสภาตราเป็นกฎหมาย ในชั้นการต่อสู้คดีในศาลโลกระหว่างไทย กัมพูชา เรื่องเขตแดน เจ้าหน้าที่ไทยก็แจ้งต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ว่า แถลงการณ์ดังกล่าวไม่กระทบสิทธิของไทย คดีจึงฟังว่า จำเลยไม่มีการกระทำ ที่เป็นการปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ยกฟ้อง

นายนพดล กล่าวว่า 7 ปี ที่ผ่านมา เหมือนตกนรกทั้งเป็น ถูกตราหน้าว่า เป็นคนขายชาติ วันนี้ศาลมีคำพิพากษาแล้วว่า ตนทำไปตามหน้าที่และรักษาสิทธิประโยชน์ของชาติ ตนฟังคำพิพากษาไปร้องไห้ไป แต่เชื่อว่า ความยุติธรรมมีจริง ใครไม่เจอกับตัวเองไม่รู้ว่า ความยุติธรรมเป็นอย่างไร แต่ตนได้รับแล้ว ขออโหสิกรรมแก่คนที่กล่าวหาตน ตนจะไม่เอาเรื่องนี้เป็นประเด็นเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้