วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เมื่อหนังฮอลลีวูดเข้าสู่ภาวะอึ่งอ่าง

เมื่อหนังฮอลลีวูดเข้าสู่ภาวะอึ่งอ่าง

  • Share:

(ภาพจาก : www.thecapitol.pn www.transformersmovie.com marvel.com/avengers www.jurassicworld.com)


เมื่อไม่กี่ปีก่อนเราค้นพบว่าค่ายหนังในอเมริกาจำนวนมากเริ่มที่จะมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตัวเองครั้งใหญ่ หลายๆ ค่ายที่ประสบกับภาวะขาดทุนเริ่มกลับมาทำกำไร มีการควบรวมหรือซื้อกิจการต่างๆ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นกลุ่มค่ายหนังชั้นนำอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ค่ายเหล่านั้นหากจะเอ่ยชื่อมาเราก็จะรู้จักดีครับ ทั้ง วอร์เนอร์ฯ ดิสนีย์ พาราเมาท์ ยูนิเวอร์แซล และโคลัมเบีย (ของโซนี่) ซึ่งทั้งหมดนี้ปัจจุบันเราจะเรียกว่า “บิ๊กซิกซ์” (Big Six) ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดหนังทั้งโลกเกินครึ่ง (และในอเมริกาพวกนี้รวมๆ กันแล้วก็น่าจะเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ทีเดียวครับ)



เมื่อบริษัทเหล่านี้โตขึ้นการแข่งขันก็เริ่มสูงขึ้น เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมาสำหรับการผลิต พวกเทคนิคทางภาพที่ใช้คอมฯช่วยทำ หรือแนวทางการทำการตลาดที่เข้าถึงมากขึ้น ทำให้หนังฝรั่งเหล่านี้เริ่มโดนบีบกลายๆ ที่จะต้องทำหนังให้ครองส่วนแบ่งตลาดที่ตนมีอยู่ และรักษาพื้นที่ตลาดตรงนี้ไม่ให้โดนค่ายหนังอื่นๆ แย่งไปได้ …อันนี้ยังไม่นับรวมซีรีส์ฝรั่งที่มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ และสื่ออินเทอร์เน็ตที่โตขึ้นมาจนไล่ตามหายใจรดต้นคอนะครับ

ดังนั้นหนังที่เราเห็นในยุคหลังเลยเอาใจตลาด จัดหนัก จัดเต็ม นั่งดูแล้วรู้สึกว่าก้นจะไม่ค่อยติดเก้าอี้กันเลยทีเดียวครับ ฟอร์มก็จะใหญ่ขึ้น อลังการขึ้น นักแสดงเยอะขึ้น ทุกอย่างดูหวือหวาตูมตามและมันสะใจ หนังเหล่านี้ผมอาจจะลองยกตัวอย่างมา เช่น ทรานฟอร์เมอร์ส ฮังเกอร์เกมส์ ดิ อเวนเจอร์ จูราสสิค เวิลด์ ฯลฯ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าหนังพวกนี้ล้วนทำเงินทั้งในอเมริกาและในบ้านเราเช่นกันครับ

ทีนี้แต่เดิมที่การแข่งขันยังไม่รุนแรงมาก หนังเหล่านี้ออกมาบ้างเหมือนเป็นเรือธงให้กับค่ายหนังต่างๆ ไว้ทำเงินถุงเงินถัง แต่จะไม่ค่อยเยอะนัก ถ้าเดาไม่ผิดก็คงจะเพื่อให้คนไม่รู้สึกเอียนกับหนังฟอร์มยักษ์กันไปเสียก่อน

แต่ในปัจจุบันนั้นแทบจะเรียกได้ว่ามีหนังฟอร์มยักษ์จากไม่ค่ายใดค่ายหนึ่งออกมาชนโรงกันทุกเดือน บางเดือนอาจจะมีมากกว่าสองเรื่องเสียด้วยซ้ำครับ เป็นอาการของยักษ์ชนยักษ์เลยทีเดียว ….ยิ่งเยอะ ก็ยิ่งดีกับคนดูครับ มีทางเลือกมากขึ้นกับหนังที่ลงทุนจริงๆ จังๆ ที่จะให้ความบันเทิง

สตีเว่น สปีลเบิร์ก

ทั้งนี้ทั้งนั้นการทำหนังทุนยักษ์ในปัจจุบันเริ่มส่งผลว่าจะไม่ได้ออกมาเป็นผลแง่บวกเสมอไปครับ มีการคาดคะเนจากผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นนำหลายคน ที่ผมจำได้แม่นๆ สองคนเลยคือ สตีเว่น สปีลเบิร์ก และ จอร์จ ลูคัส (ผู้ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้กำกับหนังฟอร์มยักษ์ที่โด่งดังที่สุดในยุคนี้คนหนึ่งเลยครับ) เขาคะเนว่าต่อไปหนังทุกสูงยิ่งใหญ่เหล่านี้จะล้มหายตายจากไปถึงแม้จะทำเงินได้ดีในโรงภาพยนตร์

จอร์จ ลูคัส

อย่างไร ?

สองผู้กำกับเขาบอกแบบนี้ครับ …. เขาคิดว่าพอการแข่งขันเริ่มหนักหน่วงขึ้น ต้นทุนของหนังก็เริ่มสูงขึ้นตามเพื่อทำให้งานหนังมันยิ่งใหญ่กว่าเดิม (หากเล็กลงคนดูก็รู้สึกว่าไม่คุ้มค่าตั๋วแล้ว) แล้วปัญหาที่เรียบง่ายที่สุดคือความต้องการของคนดูมีไม่สิ้นสุด ผลคือใครลงทุนไม่อลังการกว่า คนดูก็จะไปเลือกดูค่ายหนังที่ทำหนังได้อลังการงานสร้างและเหมาะกับค่าตั๋วกว่า จนค่ายอื่นๆ ก็จะลงทุนต่อไปไม่ไหว ทั้งสู้ต้นทุนทำงานกับค่ายที่มีสายป่านยาวกว่าไม่ได้ และในขณะเดียวกันค่าตั๋วจากคนดูก็ไม่คุ้มที่จะลงทุนอีกต่อไป พอท้ายสุดคนดูต้องการดูมากกว่านี้อีก แต่ต้นทุนสู้ไม่ไหว คนดูก็จะเริ่มเข้าโรงหนังน้อยลง ทำให้รายได้ถดถอยลงไปเอง

เปรียบเหมือนกับอึ่งอ่างที่พองลมเพื่อข่มขวัญศัตรู ยิ่งพองยิ่งดูน่าเกรงขาม แต่ท้ายสุดก็จะรับความป่องของตนไม่ไหวระเบิดแตกตาย

แล้วถามว่าจะมีทางแก้ไหมกับปัญหานี้ ?

ก็ไม่เชิงเสียทีเดียวครับ … พักหลังหลายๆ ค่ายต่างเริ่มไปลงทุนในสื่อประเภทอื่นที่มีราคาถูกกว่าแต่ได้กำไรพอตัว เช่น การทำซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่คุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม พวกนี้อาจจะได้รายได้น้อยกว่าแต่ก็มั่นคงไม่ค่อยต่างกันครับ

แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเครียดกับการพองตัวมากเกินไปจนอาจจะระเบิดตูมเข้าวันใดวันหนึ่งครับ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้