วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิษณุ ยึดเสียงข้างมาก ผู้มาใช้สิทธิลงประชามติ ร่างรธน.

วิษณุ ยึดเสียงข้างมาก ผู้มาใช้สิทธิลงประชามติ ร่างรธน.

  • Share:

“วิษณุ” ย้ำ ยึดเสียงข้างมากผู้มาใช้สิทธิ ตัดสินประชามติ แจง ไม่ได้เขียน ม.37 พลาด ย้ำ รัฐไม่มีส่งซิก สปช.ผ่านร่างรธน. เผย ช่องยึดทรัพย์ “ปู” เซ่นจำนำข้าว ขณะเอกชนใช้วิธีฟ้องแพ่ง ไม่รู้ กต.ใช้อำนาจใดยึดพาสปอร์ต “จาตุรนต์”

วันที่ 4 ก.ย. เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการตีความมาตรา 37 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแตกต่างกันว่า ไม่ทราบว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่ แต่เคยบอกไปแล้วมีคนเห็นต่างไม่เป็นไร แต่สุดท้ายต้องมีข้อยุติออกมา แต่ในความหมายของรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น เข้าใจอย่างไรให้เดินหน้าไปแบบนั้น คนที่เห็นต่างสามารถมีได้ในทุกเรื่อง อย่าไปตำหนิติติง ทุกมาตราในรัฐธรรมนูญที่เขียนหรือกฎหมายที่ผ่านออกมาแล้วมันชวนให้คิดออกมาได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าหากว่า ตั้งต้นด้วยจุดยืนที่เห็นต่างกันก็พยายามจะหาช่องได้ ถือเป็นเรื่องธรรมดา

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อ ถึงกรณีมีการตีความมาตรา 37 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแตกต่างกันว่า ไม่ทราบว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่ แต่เคยบอกไปแล้วมีคนเห็นต่างไม่เป็นไร แต่สุดท้ายต้องมีข้อยุติออกมา แต่ในความหมายของรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น เข้าใจอย่างไรให้เดินหน้าไปแบบนั้น คนที่เห็นต่างสามารถมีได้ในทุกเรื่อง อย่าไปตำหนิติติง ทุกมาตราในรัฐธรรมนูญที่เขียนหรือกฎหมายที่ผ่านออกมาแล้วมันชวนให้คิดออกมาได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าหากว่า ตั้งต้นด้วยจุดยืนที่เห็นต่างกันก็พยายามจะหาช่องได้ ถือเป็นเรื่องธรรมดา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการตีความที่แตกต่างกัน จำเป็นจะยึดเจตนารมณ์หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ยึดทั้งเจตนารมณ์และตัวอักษร เพราะตัวอักษรก็ชัดเจนอย่างที่ตนเคยบอกไป เมื่อถามว่า ปัญหาการตีความที่เกิดขึ้นเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวพลาดหรือตั้งใจเขียนแบบนี้ นายวิษณุกล่าวว่า ตั้งใจเขียนเช่นนั้น อาจจะสั้นไป แต่เราได้เทียบกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 ซึ่งเคยมีการลงประชามติ แม้เขียนไม่คล้ายกัน แต่ใช้หลักเดียวกัน

เมื่อถามว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อนทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ต้องแก้ หากว่าเถียงกันแล้วต้องแก้ทั้งหมดมันคงต้องแก้ทุกเรื่อง แต่หากมีคำตอบออกมาว่า ที่พูดกันมานั้นผิดก็ต้องแก้ หรือหากตีความออกมาว่าถูกเราก็ใช้ตามนี้ สุดท้ายมันต้องจบลงตรงไหนสักที่หนึ่ง เมื่อถามว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ให้ความชัดเจนและข้อยุติในการตีความไม่ตรงกันอย่างนี้ นายวิษณุกล่าวว่า หากมีช่องทางไปศาลรัฐธรรมนูญได้ก็ต้องไป แต่เบื้องต้นถ้าไปสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนได้ก็จะหยุดไว้ที่ชั้นนั้น ปัญหาคือใครที่สงสัยก็ส่งเรื่องไป แต่รัฐบาลในขณะนี้ไม่ได้สงสัย

นายวิษณุ ยังกล่าวถึง การลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 6 ก.ย.ว่า ยืนยันรัฐบาลให้อิสระกับสปช.ทุกคน ไม่มีการส่งสัญญาณให้ สปช.รับหรือไม่รับแต่อย่างใด หากมีสัญญาณจริง ตนในฐานะผู้ดูแลงานด้านกฎหมายของรัฐบาลจะต้องรับทราบก่อนคนอื่น ซึ่งที่ผ่านมา เป็นเพียงการปล่อยข่าวลวง หากเป็นสัญญาณจริงจะไม่มีการปล่อยข่าว เพราะถือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งนี้ ตนโชคดีอย่างหนึ่ง คือ ไม่ต้องไปโหวตกับเขา ไม่ต้องไปยุ่งและไม่ต้องไปคิด ผ่านก็ได้ ไม่ผ่านก็ได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ้าผ่านจะได้ไปลงประชามติ โดยทุกอย่างจะเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่ผ่านก็ช้าออกไป

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวว่า การเรียกค่าเสียโครงการรับจำนำข้าวแบ่งเป็น 3 พวก คือ 1. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องเพราะเป็นผู้ให้นโยบาย ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 2. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำ และ 3. บริษัทเอกชนทั้งหลายที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดไว้ ซึ่งการดำเนินการเรียกค่าเสียหายมี 3 ช่องทาง คือ 1. ฟ้องแพ่งต่อศาล ซึ่งคือวิธีที่ต้องใช้เงินวางศาล 2. ฟ้องอาญาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เหมือนกับคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับบริษัทกฤษดามหานคร ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุกและให้ชดใช้เงิน และ 3. ใช้พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเป็นชั้นๆ จากนั้นสั่งว่าบุคคลดังกล่าวกระทำผิดและสั่งให้ยึดทรัพย์ วิธีนี้หากเกิดความไม่พอใจสามารถร้องศาลอุทธรณ์เพื่อเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการได้ แต่หากไม่ฟ้องแปลว่าพอใจที่จะให้ยึดทรัพย์ ถือว่าจบ

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับเอกชนจะต้องฟ้องทางแพ่งต่อศาล ทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี เราเลือกใช้ช่องทางที่ 3 โดยตนได้ตรวจสอบแล้วสมัยนายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีก่อให้เกิดความเสียหายจากการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปใช้ในการปกป้องค่าเงินบาทในช่วงระหว่างปี 2539 - 2540 และคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ก็ใช้วิธีการเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมูลค่าที่จะต้องเรียกค่าเสียหาย มีการตัดบัญชี ณ วันที่ 30 ธ.ค.57 ซึ่งเราเอาเท่านี้ก่อน แม้ต่อจากนั้นจะยังมีอีก ตอนนี้รู้คร่าวๆ ว่ามีหลายหมื่นล้านบาท แต่ขอยังไม่พูดเพราะยังไม่รู้ตัวเลขจริง ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องข้าวทำต่อกันมาหลายรัฐบาลจะต้องเอาผิดด้วยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ต้องแยกกันเป็นคดีๆ เวลานี้ถ้าตั้งต้นด้วยเรื่องจำนำข้าวต้องเอาเฉพาะช่วงเวลานั้น เรื่องอื่นค่อยว่ากัน หากจะทำต้องตั้งเป็นคดีใหม่ เพราะช่วงเวลาผิดกัน กฎหมายผิดกัน อำนาจผิดกัน และคนผิดกัน

เมื่อถามว่า มีการมองว่าเจตนาของโครงการรับจำนำข้าวเป็นการทำเพื่อชาวนา นายวิษณุ กล่าวว่า ตรงนี้อาจจะเป็นเหตุลดโทษและบรรเทาโทษ แต่เป็นเหตุยกเว้นโทษไม่ได้ เจตนาที่ดีแต่เมื่อวิธีการผิดก็ไม่ได้ คนเราทำอะไรมันต้องมี 2 อย่าง คือ 1. เป้าหมาย และ 2. วิธีการ กรณีนี้อาจเป็นเป้าหมายดี แต่วิธีการมีปัญหา

นายวิษณุ ระบุถึง กรณีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่งเรื่องมาให้ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ซึ่งสตช.เป็นผู้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศบอกว่ามีอำนาจ แต่ยังนึกไม่ออกว่ากระทรวงการต่างประเทศใช้อำนาจในส่วนใด

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้