วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เสียงสูสี ชี้ชะตารธน. โค้งท้าย

เสียงสูสี ชี้ชะตารธน. โค้งท้าย

  • Share:

2ฝ่าย-ต่างอ้าง ตัวเองชนะแน่

“สิระ” ใจถึงโชว์เงิน 1.7 ล้าน เดิมพันร่าง รธน. บีบ สปช. กลุ่มจ้องล้มคืนเงินภาษีที่ประชาชนต้องสูญเสียไป “เสรี” คุยเสียงคว่ำทะลุเกินครึ่ง สองกลุ่มยังเดินเกมล็อบบี้ดุเดือด ต่างฝ่ายต่างอ้างใบสั่ง “เอกชัย” ชี้ชนะกันแค่เส้นยาแดง “บิ๊กตู่” ไฟเขียวกลุ่มเชียร์ แต่ฮึ่มใส่พวกขวางโรดแม็ป บ่นอุบแทบจะป้อนถึงปากยังไม่ยอมกิน “วิษณุ” ยันประชามติต้องนับจากผู้ออกมาใช้สิทธิ กกต.ห้ามเผยแพร่ข้อความ-ภาพ-เสียงปลุกระดม “นิพิฏฐ์” เปรียบเป็นยาที่ก่อมะเร็ง ท้าพูดให้ชัดระบบกึ่งเผด็จการ นปช.เลียนแบบ “สุเทพ” ขอแถลงบ้าง “ประยุทธ์” เซ็นรับทราบถอดยศ “ทักษิณ” แต่ยังไม่ลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ “วิษณุ” ยกกรณี “ชลอ” เคยทำแล้ว “อ๋อย” บุกบัวแก้วเคลียร์ถอนพาสปอร์ต นายกฯแจงเพราะผิดซ้ำซาก “ป๋าเปรม” ปลุกเยาวชนต้านคนโกง ป.ป.ช.ฟันเพิ่ม 15 เอกชนร่วมโกงจีทูจี ส่งไม้ต่ออัยการสูงสุด

หลังจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทั้งกลุ่มสนับสนุนให้รับร่างรัฐธรรมนูญ และกลุ่มที่ต้องการคว่ำร่างฯ ต่างเดินเกมล็อบบี้กันอย่างหนักก่อนที่ประชุม สปช.จะลงมติในวันที่ 6 ก.ย. ล่าสุดนายสิระ เจนจาคะ สปช. โชว์เงิน 1.7 ล้านบาท เป็นเดิมพันกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเรือแป๊ะ

“สิระ” โชว์ 1.7 ล้านเดิมพันร่าง รธน.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่รัฐสภา นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงข่าวพร้อมโชว์เงินสดจำนวน 1.7 ล้านบาท มาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า หากผลการลงมติของ สปช.ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ตนจะขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการคืนเงินเดือนและสวัสดิการของ สปช. ตลอด 11 เดือน ที่เป็นภาษีประชาชนประมาณ 1.7 ล้านบาท เพราะถือว่า สปช.ทำงานล้มเหลว ไม่สามารถผลักดันผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดให้ประชาชนได้ และขอเรียกร้องความรับผิดชอบจาก สปช.ที่ร่วมกันลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แสดงความรับผิดชอบที่ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินงบประมาณที่เป็นเงินเดือน สปช. จำนวน 247 คน ประมาณ 1 พันล้านบาท พร้อมค่าเบี้ยประชุมของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญกว่า 160 ครั้ง เป็นเงินกว่า 9 แสนบาทด้วย

โวเช็กเสียงหนุนได้ไม่ต่ำ 190 แต้ม

นายสิระกล่าวว่า จากการเช็กเสียงล่าสุดพบว่า มี สปช.ที่จะโหวตให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ประมาณ 190 คน ส่วนกลุ่มคัดค้านมีเพียง 25 คนเท่านั้น และ สปช.ที่ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด คงไม่มีใครกล้าจ้างไปทำอะไรอีก เพราะทำงานแค่นี้ยังไม่สามารถทำให้ประเทศชาติได้ จะเป็นประวัติติดตัวไปตลอดชีวิต ส่วนนายอมร วาณิชวิวัฒน์ สปช.ที่ระบุว่า จะไม่รับร่างฯเพราะกลัวว่าจะมีเหตุรุนแรงหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นนั้น เรื่องยังไม่เกิดนอกจากมโนกันไปเอง ถ้าตนเป็นลูกศิษย์ของนายอมรจะลาออกทันที เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่ไปสอนอยู่ก็ไม่ควรเอาคนแบบนี้ไว้อีกต่อไป ส่วน สปช.ที่เป็นทนายความคนหนึ่งออกมาประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ยังไม่เห็นร่างฯฉบับเต็ม เตรียมพิจารณาฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย เพราะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ

“เสรี” คุยเสียงคว่ำทะลุเกินครึ่ง

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวว่า เชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่ตัดสินใจไปแล้วว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ จากการพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกหลายกลุ่ม ล่าสุดประเมินได้ว่าเสียงเกินกึ่งหนึ่งจะไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเป็นร่างที่มีปัญหา หลายเรื่องส่งผลกระทบต่อการบริหารบ้านเมือง เกิดความขัดแย้งอีกยาวนาน อีกทั้งการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 37 วรรคเจ็ด ระบุว่า เสียงประชามติที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจำนวนไม่น้อยกว่า 23.5 ล้านคน หรือกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่ควรสูญเสียเงินที่จะใช้ทำประชามติ 4-5 พันล้านบาท โดยเปล่าประโยชน์ จึงเชื่อว่า สปช.จะตัดสินใจทำเพื่อประโยชน์ประเทศมากกว่า

สปช.สายจังหวัดพูดไปคนละทาง

นายทิวา การกระสัง สปช.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีการล็อบบี้ สปช.จังหวัดบางคนให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่ามีการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนมากขึ้น และ สปช.เป็นคนตั้งตัวแทน 21 คนเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้ สปช.เสียหาย และยังมีการโน้มน้าวว่าหากใครรับร่างรัฐธรรมนูญ จะมีโอกาสเข้ามาทำงานต่อในตำแหน่งต่างๆ ส่วนคะแนน เสียงของกลุ่มไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้มีเสียงเกิน 100 เสียงแล้ว พร้อมพลิกกลับมาชนะได้

นายประชา เตรัตน์ สปช.ชลบุรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ทำความเข้าใจเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญกับสมาชิก สปช. แต่กลับถูกมองว่าไปล็อบบี้ ฉะนั้นจึงไม่สนใจว่าจะคว่ำหรือจะรับ แต่คิดว่า สปช. 247 คน คงจะใช้สติปัญญาในการพิจารณา โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและบ้านเมือง เชื่อว่าคงไม่มีใครมาชักจูงได้

สองกลุ่มยังเดินเกมล็อบบี้ดุเดือด

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวก่อนถึงวันลงมติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 6 ก.ย. ว่า ขณะนี้ สปช. ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนให้รับร่างฯ และกลุ่มที่จะไม่รับร่างฯ ยังคงเดินเกมล็อบบี้สมาชิก สปช.กันอย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อโน้มน้าวใจโดยใช้วิธีการทั้งการโทรศัพท์ไปขอคะแนนเป็นรายบุคคล และการนัดรับประทานอาหาร โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย สปช.ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ต่างนัดหารือกันภายในกลุ่มบ่อยขึ้น เพื่อประเมินสถานการณ์คะแนนเสียงในฝั่งของตัวเองและฝั่งตรงข้ามอย่างเข้มข้นทุกวัน

กลุ่มหนุนผวาแต้มวูบรีบเร่งเครื่อง

ล่าสุดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา กลุ่ม สปช.ที่สนับสนุนให้รับร่างฯประมาณ 20-30 คน ได้นัดรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว เพื่อหารือถึงกระแสของ สปช.กลุ่มที่จะไม่รับร่างฯทำคะแนนไล่ขึ้นมาอยู่ในระดับ 80-100 เสียง จากเดิมที่มีอยู่ 40-50 เสียง หลังจากได้คะแนนจาก สปช.สายวิชาการ นักกฎหมายเพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะจาก สปช.สายจังหวัดที่เริ่มโน้มเอียงเห็นคล้อยกับการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น พร้อมไปกับการพยายามจุดกระแสว่ามี สปช.ไม่เห็นด้วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กลุ่มรับร่างฯต้องเร่งเดินสายล็อบบี้ สปช.อย่างหนัก โดยเฉพาะ สปช.สายจังหวัด เพื่อดึงคะแนนกลับคืนมา

ต่างฝ่ายต่างงัดใบสั่งขึ้นมาอ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยทั้งสองกลุ่มต่างยกข้ออ้างว่ามีคำสั่งจากผู้มีอำนาจใน คสช. ให้ลงมติไปตามแนวทางที่กลุ่มของตัวเองต้องการ โดยมีเงื่อนไขแลกกับการได้เข้าไปนั่งเป็นสภาขับการปฏิรูปประเทศ จำนวน 200 คน และการได้เป็น ส.ว.สรรหา จำนวน 123 คน ในสมัยหน้า

“เอกชัย” ชี้ชนะกันแค่เส้นยาแดง

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส สปช. กล่าวถึงกระแสข่าว สปช.มีการจัดงานเลี้ยงที่บ้าน นางพรรณี จารุสมบัติ สปช. ว่า เป็นเพียงงานเลี้ยงของ กมธ.ปฏิรูปวัฒนธรรมที่ช่วยงานกันเท่านั้น ไม่มีนัยใดๆ มีแต่เสียงร้องเพลง แต่หากจะให้วิเคราะห์ ที่บอกว่าเสียงโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเกิน 200 เสียงนั้น ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เสียงโหวตรับน่าจะถึง 125 เสียง ส่วนกระแสข่าวว่ามีทหารมาล็อบบี้ สปช.ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เห็นมี สำหรับตนขอรอดูก่อน เพราะเป็น สปช.คนที่ 248 ถ้าคะแนนเท่ากัน ขอรอตัดสินแล้วกัน กระแสตอนนี้ยังอยู่ในระดับสูสี แต่ยอมรับว่า สปช.สายจังหวัดจับกลุ่มกันติดจริง โดยเฉพาะกลุ่มภาคเหนือ ภาคอีสาน ทำให้ขณะนี้คะแนนฝ่ายไม่รับร่างฯสูงขึ้นจริง

“บิ๊กตู่” ฮึ่มห้ามพูดขัดแย้งรัฐบาล

วันเดียวกันเวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวระหว่างเปิดโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) ว่า วันนี้ตนไม่มีคะแนนเสียง ใครจะเกลียดก็ไม่เป็นไร ใครจะชมก็ดีชื่นใจมีกำลังใจ ตนไม่ไปอยู่แล้วไล่ไม่ได้ เพราะจะอยู่ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีแค่ไหนก็แค่นั้น ตนสั่งไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ ถ้าผ่านก็บอกไม่ชอบ พอไม่ผ่านอีกพวกก็หาว่าตนสั่งการ ลำเอียง ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แม้กระทั่งการออกมาพูดทางทีวี กลุ่มนี้พูดกลุ่มนี้ก็ต้องพูด ถ้าไอ้กลุ่มไหนพูดแล้วมันไม่ขัดแย้งกับรัฐบาล ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร แต่ถ้ากลุ่มไหนพูดแล้วขัดแย้ง ก็ไม่ให้พูด เพราะตนเป็นกรรมการ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มายืนตรงนี้ ให้ใครขึ้นมาก็ได้ลูกน้องพลขับก็มาได้ สั่งง่ายๆวันนี้ตนเป็นกรรมการแล้วจะทำให้ได้
บ่นถ้าใช้อำนาจเต็มคงไม่ปวดหัว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ปวดหัวเพราะรับทุกเรื่อง ถ้าใช้อำนาจอย่างเดียวง่ายจะตาย ไม่ปวดหัวอย่างนี้ ใครทำไม่ได้ก็เอาออกไป ไล่ออกไป แต่ท้ายที่สุดจะเหลือกี่คนทำงานด้วยก็ไม่รู้ ดังนั้นต้องร่วมมือกันเพราะใครคนใดคนหนึ่งทำไม่ได้ และตนไม่โทษใครทั้งนั้น แต่โทษคนกำกับดูแลที่ผ่านมา อย่าง ครม.ชุดใหม่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ทำงานเต็มที่ ครม.เก่าก็ทำงานเต็มที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังสรุปงานเป็นเอกสารมาถึงตน วิธีการต้องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ ตนไม่ทำร้ายใครอยู่แล้ว พวกเราทุกคนเป็นทีมงาน เป็นเพื่อนร่วมตายของตน พูดเชียร์ได้แต่ห้ามขวางโรดแม็ป

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงกรณีกลุ่มการเมืองต่างๆ จะขออนุญาตออกมาแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ใครก็ตามที่พูดแล้วสนับสนุนแนวทางรัฐบาลให้เป็นไปตามโรดแม็ป สามารถพูดได้ แต่ถ้าพูดแล้วต่อต้านทำให้โรดแม็ปเดินต่อไปไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแยกออกจากกันให้ได้ ไม่ใช่คนนี้พูดได้ คนนั้นก็ต้องพูดได้บ้าง ไม่ใช่ว่าใครมาพูดเข้าข้างตน เขาพูดตามโรดแม็ปของเขา ทั้ง 2 พวกตนก็ให้พูดมาตลอด

แทบจะป้อนถึงปากยังไม่ยอมกิน

“ผมเป็นคนกำหนดกติกา ทำมาแบบนี้ทำจนแทบจะเป็นอาหารให้กินแล้ว ยังไม่เลือกที่จะกินอีก ถ้าจะทำใหม่ก็ไปกินที่อื่น ไปเปิดร้านหากินกันเอาเอง เข้าใจหรือยัง ผมไม่ใช่ศัตรูใครไม่ได้ว่าใคร แต่ใครที่ทำความเสียหายก็ต้องรับผิดชอบ แต่ทุกอย่างที่ผ่านมาผมรับผิดชอบอยู่คนเดียว พูดแบบผมพูดซิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความหรือเรื่องศาล ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก มีใครพูดแบบนี้หรือไม่ ว่าวันหน้าถ้าเลือกตั้งแล้วจะทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างเดิมอีก ถ้าประท้วงก็จะต้องแก้ปัญหาให้ได้ ถ้ายิงกัน ฆ่ากัน ระเบิดกัน เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ มีพูดหรือไม่ วันนี้มาตีผมเรื่องเศรษฐกิจประชานิยมว่าเหมือนประชานิยมรัฐบาลในอดีต มันเหมือนตรงไหน มันเหมือนเพียงแค่เอาเงินลงไปให้ถึงหมู่บ้านเท่านั้น เขามีการคัดกรองหรือไม่ คัดกรองก็ไม่ทั่วถึง ไปลงให้เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก มีร้องเรียนกันมามากมาย มาตอนนี้ผมไปดูว่าจะช่วยเขาอย่างไร อาจให้ทหาร ให้ คสช.ไปช่วยดูที่เขาล้มๆเจ๊งๆอยู่ และจะทำให้ยั่งยืน” นายกฯกล่าว

“วิษณุ” รับถ้อยคำประชามติกำกวม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีนายนิรันดร์ พันทรกิจ สปช. ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 37 วรรค 7 ที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หมายความว่าเสียงต้องเกินกึ่งหนึ่งของ “ผู้มีสิทธิ” ไม่ใช่ “ผู้มาใช้สิทธิ” นั้น เข้าใจคนละอย่างกับที่ตนเข้าใจ ยอมรับว่าถ้อยคำทำให้ดูมีปัญหา สมมติมี 40 ล้านคน แล้วออกมาใช้สิทธิ 10 ล้านคน โดยเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 7 ล้านคน ซึ่งไม่ใช่เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ 40 ล้านคน แต่เป็นเสียงข้างมากของผู้ที่มาใช้สิทธิ แล้วอีกสิบกว่าล้านเสียงที่ไม่มาจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ดังนั้นต้องถือว่าผู้ที่ไม่ได้มาเป็นศูนย์ และต้องมาวัดกันตรง 10 ล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิ การไม่ได้มาใช้สิทธิไม่ได้แปลว่าเขาไม่เห็นชอบ และไม่รู้แปลว่าอะไร แต่ที่แปลได้แน่ๆ คือคนที่มาใครมากกว่ากัน วันนั้นมาเท่าไหร่ให้ยึดเสียงข้างมาก

ฟันธงต้องนับจากผู้ออกมาใช้สิทธิ

นายวิษณุกล่าวอีกว่า ตอนลงประชามติรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ใช้คำเหมือนคราวนี้ เพียงแต่ครั้งนั้นเขาใช้คำละเอียดกว่า ส่วน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติ พ.ศ.2552 เขียนว่าในการลงประชามติจะต้องให้มีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ จึงจะเรียกว่าเป็นการใช้สิทธิที่ถูกต้อง มิฉะนั้นการทำประชามตินั้นโมฆะ เหตุนี้เราถึงไม่เอา พ.ร.บ.ดังกล่าวมาใช้ เอามาแต่เฉพาะโทษเท่านั้น เมื่อถามว่า เหตุใดรัฐธรรมนูญชั่วคราวจึงไม่เขียนให้ชัดเจนระหว่างผู้มีสิทธิกับผู้มาใช้สิทธิ นายวิษณุตอบว่า เทคนิคการเขียนกฎหมายมีหลายวิธี แต่โดยมากเวลาเกิดเรื่องแล้วจึงมาบอกว่าทำไมไม่เขียนให้ชัด ซึ่งตอนเขียนก็นึกว่าชัดไปแล้ว

กกต.ผุดมาตรการวิจารณ์ร่างฯ

นายประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติ ก่อนที่ประธาน กกต.จะนำส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 7 ก.ย. ส่วนข้อกังวลของรองนายกฯเรื่องการแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ประชุมเห็นว่า กกต. คงไม่ไปจำกัดความคิดเห็น แต่วางหลักเกณฑ์การแสดงความคิดเห็นไว้ในร่างประกาศฯ 3 ข้อ คือ 1.สิ่งที่พูดออกไป ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้ 2.อย่าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ใส่ร้ายป้ายสี และ 3.ต้องไม่ยุยงปลุกปั่น ถ้ายึดหลัก 3 ข้อนี้แล้ว ก็ควรปล่อยให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเต็มที่ ส่วนการโต้เถียงเรื่องจำนวนเสียงที่จะผ่านประชามติ ไม่เกี่ยวข้องกับ กกต.จึงไม่ต้องตีความ เป็นดุลพินิจของนายกฯ แต่ตาม พ.ร.บ.ประชามติให้ใช้เสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิ และทั่วโลกก็ใช้หลักเกณฑ์นี้ แต่กรณีนี้เป็นกติกาใหญ่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ขอกล่าวถึง

ห้ามข้อความ-ภาพ-เสียงปลุกระดม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม กกต.เพิ่มถ้อยคำในข้อ 6 หมวด 1 การจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ การจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญ และการเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียง ว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม ข่มขู่ มุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” ซึ่งจะมีโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

“สดศรี” แนะแก้ รธน.ชั่วคราวให้ชัด

นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวว่า การทำประชามติหากใช้คำว่าเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านยากมาก เพราะหากมีผู้มีสิทธิออกเสียง 47 ล้านคน เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติต้องได้เสียงเห็นชอบกว่า 23 ล้านเสียง ซึ่งไม่มีทางถึงแน่นอน จึงอยากให้ผู้ที่มีอำนาจดำเนินการแก้ไขให้เกิดความชัดเจนไปเลย เพราะถ้ามีคนไปร้องเรียนว่า กกต.เขียนประกาศไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จะเป็นเรื่องยุ่งยากตามมาได้

“นิพิฏฐ์” เปรียบเป็นยาที่ก่อมะเร็ง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แปลกใจว่าเหตุใดจึงเปรียบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนนางงาม ควรเปรียบเป็นยารักษาโรค เพราะประเทศเรามีปัญหาเสมือนเป็นโรคต่างๆ เมื่อได้หมอดีทั้งหมอบวรศักดิ์ หมอวิษณุ มารักษาโรค โดยหมอทั้งสองบอกว่าคนไข้อาการดีขึ้นหายจากทุกโรคแล้ว แต่ยาที่ให้ตนกลับมองว่าเป็นยาที่เพาะเนื้อร้าย เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายเป็นมะเร็ง เพราะยานี้ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ที่ให้ คปป.มีอำนาจสูงสุด เพราะมีทั้งอำนาจบริหารและนิติบัญญัติในตัวเอง ถือว่าใหญ่สุดเหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง คำสั่งถือเป็นที่สุดต้องปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่สามารถอุทธรณ์ หรือฎีกาได้ จึงเป็นการสร้างรัฐซ้อนรัฐที่หลายฝ่ายกังวล เรื่องนี้ต้องบอกชาวบ้าน บอกประชาชนให้เข้าใจ

ท้าพูดให้ชัดระบบกึ่งเผด็จการ

“ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านและมีการเลือกตั้ง ต้องบอกความจริงกับประชาชนตรงๆว่า ประเทศไทยไม่ได้ปกครองโดยระบบประชาธิปไตยแล้ว แต่ปกครองด้วยระบบกึ่งประชาธิปไตย ถ้าจะพูดตรงๆก็ระบบกึ่งเผด็จการ เพราะไม่มีชาติใดในโลกที่ผู้รู้จะออกแบบให้มีอำนาจรัฐซ้อนรัฐอย่างนี้ แต่ถ้าประชาชนเจ้าของประเทศส่วนใหญ่รับได้ ผมก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้บอกความจริงกับสังคมโลก สอนนักเรียนนักศึกษาว่า เราใช้ระบบการปกครองอะไร เพราะรัฐบาลเน้นย้ำให้สอนเรื่องประวัติศาสตร์ หน้าที่สิทธิพลเมือง ก็ขอให้บอกความจริงว่า เราปกครองด้วยระบบกึ่งเผด็จการ ไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมไม่มีปัญหาอะไรหากประชาชนรับได้” นายนิพิฏฐ์กล่าว

นปช.ขอแถลงอย่าง “สุเทพ” บ้าง

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. มอบหมายให้นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษก นปช. เป็นตัวแทนยื่นหนังสือขออนุญาต คสช. จัดแถลงข่าวเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 6 ก.ย. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เวลา 14.00-16.00 น. โดยมี พล.ต.หญิง บุษบง นุตสถิต ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เป็นตัวแทน คสช.รับหนังสือ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง และเจ้าหน้าที่ทหารร่วมสังเกตการณ์ดูแลความเรียบร้อย โดยนายธนาวุฒิกล่าวว่า เป็นการแสดงจุดยืนของ นปช.ต่อร่างรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยทำ จึงหวังว่าจะได้รับอนุญาต ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่าทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่การปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายใดๆ

ท้า “บิ๊กตู่” เอาตำแหน่งเป็นเดิมพัน

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบจาก สปช.หรือไม่ ขึ้นอยู่กับบิ๊ก คสช.จะสั่งการ เพราะเป็นคนตั้ง สปช.มากับมือ แต่ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์กำลังคิดหนัก เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจาก สปช.แล้วไปถูกคว่ำในชั้นประชามติ พล.อ.ประยุทธ์จะหมดความชอบธรรมทันที ขณะนี้กระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญแรงมาก เชื่อว่าประชาชนคงไม่ยอมรับแน่ ถ้ายังดันทุรังกันต่อไป อาจเกิดเหตุการณ์ที่ประชาชนทนไม่ไหวออกมาขับไล่ก็ได้ ฉะนั้นควรคว่ำร่างเสียตั้งแต่ขั้นตอนของ สปช. เพื่อยกร่างใหม่ให้มีความเป็นประชาธิปไตย ทุกฝ่ายยอมรับได้ เสียเวลาอีกนิดหน่อยไม่เป็นไร

“พงศ์เทพ” รอวัดใจ สปช.เอาไง

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษาคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สปช.ทุกคน ต้องตัดสินใจให้ดี ระหว่างการโหวตรับหรือไม่รับ แนวทางไหนจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติสูงสุด ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน สปช.น่าจะเป็น ประโยชน์มากกว่าผ่าน ประเทศจะได้กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยเร็วขึ้น ที่สำคัญประเทศสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 3,000 ล้านบาท ในการทำประชามติ

นายกฯเซ็นถอดยศ “ทักษิณ” แล้ว

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ยังไม่ได้ลงนามเสนอขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ต้องเขียนและทำอะไรอีกเยอะแยะ ส่วนขั้นตอนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เสนอเรื่องถอดยศขึ้นมาตามขั้นตอนนั้น เซ็นรับทราบไปแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สำหรับการขอคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพราะขั้นตอนการถอดยศยังไม่ได้ทำเลย แล้วจะให้ไปทำในเรื่องการขอคืนเครื่องราชฯได้อย่างไร เป็นเรื่องของ สตช.ที่คงพิจารณาเสนอเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง ต้องไปดูที่ข้อกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเยอะแยะไปหมด ที่ผ่านมามีการปลดมาเยอะแยะแล้ว 600-700 คน แล้วมีการคืนเครื่องราชฯหรือเปล่า ก็ต้องไปดูว่ามีกรณีใดบ้าง “ที่ผ่านมาสื่อไม่สนใจเพราะคนพวกนี้ชื่อมันโนเนม มีการกระทำความผิดทั้งตำรวจทั้งทหารก็ถอดยศทั้งหมด แต่บังเอิญเป็นคนนี้ ยุ่งอยู่นี่ ยุ่งไม่เลิก ก้าวไม่พ้นสักที ให้ความสำคัญไปเรื่อยมันก็สู้อยู่อย่างนี้สู้ไม่เลิก ลองไม่สนใจสัก 10 วัน มันจะตายหรือเปล่าไม่รู้ไม่ต้องทำอะไรกันตื่นเต้นกันไปหมด ขยับตัวทีก็ตื่นเต้น”

บ่นสื่อเปิดพื้นที่ให้สู้บ้านเมืองไม่สงบ

ผู้สื่อข่าวถามว่ายังมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังคงสู้ต่ออยู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ได้มองอะไรทั้งนั้น วันนี้พูดถึงสื่อ เขาขยับตัวนิดสื่อก็ไปพูดว่าเขาสู้อยู่ มันก็เลยสู้กันอยู่อย่างนี้ ตนไม่สู้กับใคร ถ้าเข้ามาก็จับทั้งนั้น ใครกระทำความผิดก็จับ ขณะนี้ก็กำลังทำอยู่ทั้งหมด สื่อเองอย่าไปเปิดพื้นที่ให้คนนั้นคนนี้พูด เดือดร้อนกันไปหมด แล้วก็ไปบอกว่าบ้านเมืองไม่สงบสุขเพราะตนเข้ามา แล้วมันจบหรือไม่ล่ะแบบนี้

“วิษณุ” ยกกรณี “ชลอ” เคยทำแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เป็นขั้นตอนพิมพ์รายละเอียดต่างๆ เนื่องจากหากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมา ต้องมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ส่วนเรื่องการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นอีกเรื่อง แยกออกมาต่างหาก ต้องมีการตั้งเรื่องว่าเริ่มต้นจากที่ไหน เข้าใจว่าคงเป็นตำรวจ ส่วนกรณีชมรมข้าราชการตำรวจบำนาญ 41 ไปฟ้องศาลปกครองก็ไม่เป็นไร จะฟ้องได้หรือไม่ตนไม่ทราบ แต่ที่มาบอกว่าไม่เคยถอดยศตำรวจที่พ้นตำแหน่งไปนานแล้วนั้น ตำรวจรายงานมาแล้วว่าเคยถอดยศ พ้นไป 5 ปี 10 ปี หากมีความผิดสามารถถอดยศได้ เคยมีมาแล้วกรณีของนายชลอ เกิดเทศ ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกในคดีเพชรซาอุฯ

ร้องนายกฯถอดยศขัด พ.ร.บ.ตำรวจ

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ. พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ ประธานชมรมข้าราชการตำรวจบำนาญ 41 เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เรื่องการถอดยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 4 มาตรา 28 โดยมาตรา 28 ที่บัญญัติถึงการถอดยศว่า การถอดยศหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมิได้บัญญัติถึงตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการ ส่วนการเสนอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้อยู่ในราชการ และพ้นจากราชการไปแล้วไม่อาจออกระเบียบขยายความบังคับถึงตำรวจนอกราชการได้ ระเบียบนี้จึงขัดต่อกฎหมายเป็นโมฆะ จึงเห็นว่าควรจะยกเลิกระเบียบหรือแก้ไขให้ถูกต้อง

“อ๋อย”บุก กต.เคลียร์ถอนพาสปอร์ต

วันเดียวกัน เวลา 14.45 น. ที่กระทรวงการต่าง-ประเทศ นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรค เพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงการต่างประเทศผ่านนายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล ขอให้ชี้แจงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกรณีการยกเลิกหนังสือ เดินทาง พร้อมกับเข้าฟังคำชี้แจงจากนายธงชัยโดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นนายจาตุรนต์ให้สัมภาษณ์ว่า นายธงชัยชี้แจงว่าได้ยกเลิกหนังสือเดินทางของตน ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ขอยกเลิกโดยให้เหตุผลว่าเป็นผู้ถูกออกหมายจับและเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งตนชี้แจงว่าไม่ได้ถูกออกหมายจับ แต่ถูกควบคุมตัวด้วยความสมัครใจ คดีอยู่ในศาลทหารอยู่ระหว่างการปล่อยตัว ชั่วคราว จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ สตช.จะต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ผู้ถูกออกหมายจับ และยังไม่ได้เดินทางไปไหนจึง ไม่เข้าข่ายที่แจ้งมาทั้งสองข้อ ถือเป็นข้ออ้างที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนมาก แสดงให้เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศดำเนินการโดยไม่ใช้ดุลพินิจ เห็นถึงความหละหลวมของระเบียบและการบังคับใช้ระเบียบ ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพาสปอร์ตนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ออกให้เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เพิกถอนด้วย

ลั่นทำทุกทางให้ได้สิทธิกลับคืน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า จึงขอให้ชี้แจงภายใน 15 วัน และขอให้ทบทวนการยกเลิกหนังสือเดินทาง ถ้าไม่ทบทวนจะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธินี้ จะหาวิถีทางทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อให้ได้สิทธิกลับคืนมา แม้จะถูกดำเนินมาตรการกดดัน หว่านล้อมบีบคั้น ห้ามไปต่างประเทศ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ก็จะใช้สิทธิแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองนี้ ตามสิทธิของประชาชนคนหนึ่งต่อไป ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ตนทำผิดต้อง ถูกลงโทษ ยิ่งไปกันใหญ่ ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศฯไม่ได้เปิดช่องให้มาลงโทษพลเมืองด้วยการเพิกถอนหนังสือเดินทาง และเท่ากับปิดโอกาสการแสดงความเห็นทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ใจ ระเบียบดังกล่าวจึงตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ปิดกั้นและละเมิดสิทธิเสรีภาพ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

“อ๋อย” ไม่กลัวน้ำร้อนแนะคว่ำ รธน.

นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างที่เลวร้ายที่สุด เผด็จการที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ถ้าใช้บังคับจะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศอย่างใหญ่หลวงเกินกว่าที่ใครจะคิด ทางที่ดีคือทำให้ไม่มีผลบังคับใช้ เมื่อถึงเวลาทำประชามติ ประชาชนก็เข้าไปกากบาทในช่องไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ใช่การปลุกระดมหรือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยืนยันว่าจะแสดงความเห็นต่อไปไม่ว่าจะถูกกลั่นแกล้งกดดันอย่างไร

แจงเหตุที่ยกเลิกเพราะผิดซ้ำซาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงเหตุผลการยกเลิกพาสปอร์ตของนายจาตุรนต์ ฉายแสง ว่า เป็นเรื่องที่ผิดซ้ำซาก ผิดมาหลายเรื่อง คดีความก็เยอะ เรียกมาเป็นสิบๆครั้งแล้ว ยังมีอีกหลายคน ถ้าเราไม่มีกติกาจะเดินหน้าไม่ได้ ในเมื่อวันนี้ตนถูกมองแบบนี้อยู่แล้วก็ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว ขอให้จำคำพูดตนไว้และเขียนไว้ด้วยว่า สิ่งที่ทำแบบนี้แล้วประเทศได้อะไร อย่ามามองว่าทำประเทศเสียหาย ให้ไปถามดูว่าวันนี้ดีกว่าเดิมหรือไม่ และไม่ต้องมาตั้งกฎเกณฑ์มาตีกติกาให้ตน ถ้าจะทำตนก็จะทำให้เป็นธรรมมากที่สุด อย่ามารบกับตนแบบนี้ ขอให้ดูพฤติกรรม ถ้าตักเตือนแล้วหลายครั้ง ไม่เชื่อฟังก็ต้องถูกลงโทษกันบ้าง ถ้าไม่อยากถูกลงโทษ ก็ไปรอให้มีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ไปว่ากันตอนนั้นเอาเอง

“วิษณุ” อ้ำอึ้งถูกมองกลั่นแกล้ง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด จึงไม่สามารถให้ข้อมูลได้ จะบอกว่าแรงไปเราก็ไม่รู้ความจริง แต่ถ้าไม่เคยทำแล้วเพิ่งจะทำครั้งนี้ถือว่าแรง แต่เมื่อไม่รู้ข้อมูลจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ เรื่องนี้ต้องสอบถามกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับพาสปอร์ต ทางการทูตนั้นกระทรวงการต่างประเทศสามารถยึดได้ แต่สงสัยว่ามีการยึดพาสปอร์ตประเภทใดบ้าง อาจเป็นการยึดพาสปอร์ตเล่มน้ำเงินและเล่มสีแดง ส่วนพาสปอร์ตเล่มสีน้ำตาลไม่น่าจะถูกยกเลิก เพราะเจ้าตัวต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัว

“วัฒนา” ฉะนายกฯข่มขู่คุกคาม

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ขู่ว่าจะยกเลิกพาสปอร์ตอีกหลายรายเหมือนกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสงนั้น การแสดงความคิดเห็นไม่ว่าเรื่องใด รวมถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ คนไทยทุกคนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ย่อมมีสิทธิวิพากษ์ได้โดยสุจริตและชอบธรรม การที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดต่อสาธารณะว่าใช้อำนาจยกเลิก พาสปอร์ตของคนอื่นๆอีกนั้น ถามว่าท่านจะใช้อำนาจที่ยึดเขามา ตั้งตัวเป็นนายกฯแล้วมาใช้อำนาจตาม อำเภอใจแบบนี้ได้หรือ คงต้องถามประชาชนว่าพวกท่านจะยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจมาข่มขู่กันแบบนี้หรือ

“ป๋าเปรม” ปลุกเยาวชนต้านคนโกง

ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่มูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถนนอู่ทองนอก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้การต้อนรับเยาวชนไทยในโครงการ “เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 3 โดยสำนักงานศาลยุติธรรม นำเยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ 117 คนเข้ารับฟังโอวาท พล.อ.เปรมกล่าวว่า ขอให้จำไว้ว่าเราเกิดในประเทศนี้ ไม่ว่าจังหวัดใด มีสัญชาติไทยเป็นเจ้าของประเทศไทย ต้องมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะโหวตในวันที่ 6 ก.ย.ระบุว่าคนไทยมีหน้าที่อะไรต่อชาติบ้านเมืองบ้าง แต่ไม่ได้เขียนไว้คือ การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งตนคิดมาเกือบ 20 ปี ตอบแทนแผ่นดินที่เกิดมาด้วยวิธีง่ายๆคือ ทำตนเป็นคนดี ต้องช่วยกันดูแลไม่ให้ใครทำลายชาติบ้านเมือง เพราะการโกงชาติแย่ที่สุดเราขายหน้าใครๆก็ขายหน้า เพราะชาติเราเป็นชาติที่มีคนขี้โกงเยอะ พวกที่ทำไม่ดีไม่งามเอาเงินหลวงมาใช้เป็นของส่วนตัวด้วยวิธีต่างๆเป็นสิ่งเลวร้าย

แจง สนช.ไล่บี้ค่าเสียหายจำนำข้าว

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม โดยได้พิจารณากระทู้ถามของนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก สนช. ที่ถามนายกรัฐมนตรีถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีทางแพ่งต่อผู้กระทำความผิดโครงการรับจำนำข้าวว่า รัฐบาลมีแนวทางดำเนินการทางแพ่งต่อผู้กระทำความผิดทั้งเอกชน และภาครัฐอย่างไร และคดีจะหมด อายุความเมื่อใด โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายก-รัฐมนตรี ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีว่า กรณีการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับผิดชอบไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ต้องใช้หลักนิติธรรม สร้างความเป็นธรรมให้คู่กรณี ต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพื่อป้องกันข้อครหา และเสียรูปคดีในอนาคต

คาดปลายปีรู้ยอดเงินค่าเจ๊งข้าว

นายวิษณุกล่าวว่า เบื้องต้นมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง 2 ชุดคือ 1. คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่นายกฯแต่งตั้งเพื่อสอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว (กนข.) โดยใกล้ปิดสำนวนแล้ว 2.คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อสอบข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ 6 คน ส่วนเอกชนไม่ต้องตั้งกรรมการสอบ แต่แยกฟ้องต่างหาก ซึ่งกรรมการทั้ง 2 ชุด ต้องทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้และรายงานให้นายกฯทราบ จากนั้นจะส่งต่อไปยังคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่งเพื่อเรียกสินไหมทดแทน โดยจะต้องดำเนินการภายใน 2 ปี คือตั้งแต่ ก.พ. 2558 จะครบอายุความเดือน ก.พ. 2560 แต่เชื่อว่าจะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนธ.ค.2558 หรืออย่างช้าต้นปี 2559 หากพบว่า มีความผิดรัฐจะไม่ฟ้อง แต่จะสั่งให้ชำระหนี้ เหมือนคำสั่งยึดทรัพย์ ซึ่งผู้ทำผิดสามารถไปยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ ทุกอย่างน่าจะจบได้ในชั้นอายุความ

ป.ป.ช.ฟันเพิ่ม 15 เอกชนร่วมโกงจีทูจี

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้า การไต่สวนกรณีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว ว่า หลังจากที่ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 22 ราย กรณีการทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจีไปแล้วนั้น ล่าสุดที่ประชุมมีมติ ชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ทำสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐบาล ดังนี้ กลุ่มที่ 1. กลุ่มบริษัทต่างประเทศ จำนวน 7 ราย ได้แก่ 1. บริษัท Guangdong stationery & sporting goods 2. Ms. Luo Wensui General Manager 3. Mr.Chen Li Purchase Manager 4. Mr. Lam Win Coordinator 5. บริษัท Hainan grain and oil industrial trading 6. Mr.Lin Haihui Deputy General Manager 7. Mrs.Zhou Jing Coordinator มีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

ส่งไม้ต่อให้อัยการสูงสุดจัดการ

นายวิชากล่าวว่า กลุ่มที่ 2. กลุ่มบริษัทในประเทศ จำนวน 8 ราย ได้แก่ 1. ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงสีกิจทวียโสธร 2. นายทวี อาจสมรรถ ผู้จัดการห้างหุ้น ส่วนจำกัดโรงสีกิจทวียโสธร 3. บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด 4. นายทวี อาจสมรรถ กรรมการบริษัทกิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด 5. บริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด 6. นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด 7. บริษัทเจียเม้ง จำกัด 8. นางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัทเจียเม้ง จำกัด ร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยให้ส่งรายงาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ตามฐานความผิดดังกล่าวต่อไป

มท.เคาะแผนจัดรูปที่ดินทั่ว ปท.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยนายสุธีกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแผนแม่บทและพื้นที่เป้าหมายการจัดรูปที่ดินฯ ในทุกพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานครแล้ว โดยมี 5 จังหวัดที่ออกโฉนดแปลงที่ดินใหม่ให้กับเจ้าของที่ดินแล้ว จังหวัดที่เหลือกำลังดำเนินการต่อเนื่อง การดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ประชาชนและเอกชน เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ เพราะส่วนใหญ่จะจัดทำในพื้นที่ตาบอด จะทำให้พื้นที่พัฒนา ราคาที่ดินสูงขึ้น

โพลชี้ประชาชนหนุนทำประชามติ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพล สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลและร่างรัฐธรรมนูญ เก็บตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร 1,143 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.2558โดยประชาชนร้อยละ 48.6 เห็นว่าเมื่อรัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วจะทำให้การทำงานของรัฐบาลดีขึ้นร้อยละ 48.6 ร้อยละ 31.1เห็นว่าไม่ดีขึ้นร้อยละ 50.6 พอใจกับการปรับ ครม.ร้อยละ 31.3 ไม่พอใจ ร้อยละ 45.4 เชื่อมั่นปานกลางกับการปรับ ครม.ร้อยละ 41.2 เชื่อมั่นมาก นโยบายที่อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญมากที่สุดคือนโยบายด้านการรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ ร้อยละ 17.7 ขณะที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดต่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 46.1 ร้อยละ 31.7 ไม่คิดว่าจะได้รับประโยชน์ ร้อยละ 46.9 เชื่อว่าจะทำให้ได้นักการเมืองที่ดีกว่าในอดีต และร้อยละ 46.7 อยากให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และไม่อยากทำร้อยละ 26

รับฟังยุทธศาสตร์ชาติจาก วปอ.

เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานรับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ.2559-2563 ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 57 (นศ.วปอ.รุ่นที่ 57) วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 56 วิทยาลัยการทัพบก รุ่นที่ 60 วิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ 47 และวิทยาลัยการทัพอากาศรุ่นที่ 49 โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ดีใจที่ยุทธศาสตร์ชาติของ นศ.ตรงกับที่เราวางไว้เป็นโรดแม็ประยะที่ 1 ส่วนระยะยาวอยู่ระหว่างดำเนินการ วันนี้มาบอกว่าตนอยากจะอยู่เท่าโน้นเท่านี้ อยู่กี่วันกี่เดือนกี่ปี ไม่ได้อยากอยู่สักวันจะบอกให้ เห็นใครบอกว่าเป็นนายกฯจะดี เป็นรัฐมนตรีแล้วสนุก แต่ตนกลับบ้านก็มีแต่ความทุกข์ เดี๋ยวก็ไลน์มาแล้วต้องสั่งโน่นนี่นั่นสารพัดยอมรับว่าไม่มีความสุขเลยจริงๆ

ซัดพวกแดนไกลปล่อยคลิปป่วน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า วันนี้มีการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อทำร้ายกันมาก ตนไม่ยอมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเขาอยู่ต่างประเทศ ตอนนี้กำลังหามาตรการอยู่ ถ้าอยู่ต่างประเทศแล้วยังทำอยู่ต่อไป ทั้งคลิปหรืออะไร อยู่ได้อยู่ไปวันนี้ถอนพาสปอร์ตแล้วก็ยังทำอยู่ พวกนี้คิดจะไม่กลับมาแล้ว คิดทำลายให้หมดประเทศไทย อย่าอยู่เป็นสุขกันเลย ก็คิดกันแบบนี้ พวกวางระเบิดทั้งหลายในช่วงก่อนหน้านี้ ส่วนช่วงใหม่กำลังสอบอยู่ ไอ้คนเหล่านี้เป็นคนใจร้าย แสดงว่าบ้านเมืองเรายังไม่สงบทั้งปัจจัยภายในและภายนอกจึงต้องขอความร่วมมือกับทุกคน

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้