วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อัดฉีดเงินเอสเอ็มอีแสนล้าน “สมคิด” ดันมาตรการช่วยเหลือเข้า ครม. 8 ก.ย.นี้

อัดฉีดเงินเอสเอ็มอีแสนล้าน “สมคิด” ดันมาตรการช่วยเหลือเข้า ครม. 8 ก.ย.นี้

  • Share:

“อรรชกา” ขนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ “สมคิด” เลือกวันนี้ (4 ก.ย.) ก่อนเสนอเข้า ครม.สัปดาห์หน้า เผยเป็นมาตรการด้านการเงิน การคลัง การเพิ่มรายได้ และมาตรการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เริ่มอัดฉีดสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูกิจการ 100,000 ล้านบาท ตั้งกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี 1,000 ล้านบาท และกองทุนสตาร์ทอัพนักรบเอสเอ็มอี 1,500 ล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยในระหว่างเป็นประธานในงาน “สุดยอดโครงการเอสเอ็มอีจังหวัด” หรือ “SME Provincial Champions” ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงแนวทางการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีมีความสำคัญกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่มีปัญหาเรื่องการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน แต่ปัจจุบันผู้ที่มีรายได้มากกลับเสียภาษีน้อย ส่วนผู้ที่มีรายได้น้อยก็ไม่อยากเสียภาษี มีการตกแต่งบัญชี โดยใช้บริษัทมารับทำบัญชีให้ ส่วนนี้จะมีการตรวจสอบ ให้ชัดเจน สำหรับการเสียภาษีของเอสเอ็มอีที่เป็นปัญหาอยู่ยังไม่ได้หารือกันในเรื่องนี้ เพราะติดปัญหาที่ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนเอสเอ็มอีได้ครบถ้วน ถ้าเริ่มจากสิ่งที่ผิดก็จะผิดไปตลอด จะเก็บภาษีได้ไม่ทั่วถึง ต้องคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีเดินหน้า ไม่กลับมามีปัญหาเหมือนเดิม เพราะจะทำให้เสียเวลา ต้องมารื้อทำฐานข้อมูลใหม่

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับเอสเอ็มอีที่ระบุว่ามี 2.74 ล้านราย ถ้ามีความชัดเจนแล้วก็จะนำมาจัดเข้ากลุ่มเพื่อพัฒนาศักยภาพในแต่ละกลุ่มให้เดินหน้าต่อไปได้โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนเอสเอ็มอีมาโดยตลอด แบ่งออกเป็นกลุ่มที่เกิดใหม่ กลุ่มที่เติบโตสามารถขยายกิจการในประเทศได้ กลุ่มที่สามารถส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ และกลุ่มที่เลิกกิจการแต่ยังมีศักยภาพทางธุรกิจทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ให้กิจการเอสเอ็มอีเติบโต เพราะเอสเอ็มอีเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ จะช่วยให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ซึ่งเอสเอ็มอี รายเล็กต้องพัฒนาเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางในอนาคต จะต้องสร้างเถ้าแก่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เป็นเถ้าแก่ 2 วัน วันที่ 3 กิจการล้มเพราะไม่มีความพร้อม

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ก.ย.นี้ ทางกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม จะเสนอมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอีระยะเร่งด่วนออกมาเป็นแพ็กเกจให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ก.ย.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะนัดหารือกับกระทรวงเศรษฐกิจ เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเอสเอ็มอี ก่อนที่จะสรุปเป็นแพ็กเกจเสนอต่อ ครม.ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาเร่งด่วน รวม 10,000 ราย โดยจะเป็นความร่วมมือกับสำนักงาน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การเงิน การคลัง การเพิ่มรายได้ และมาตรการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

ทั้งนี้ ด้านการเงินกรอบใหญ่จะแบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ 1.สินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูกิจการจากสถาบัน การเงินวงเงิน 100,000 ล้านบาท 2.กองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน 1,000 ล้านบาท 3.กองทุนสตาร์ทอัพนักรบเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ ที่ต้องการเปิดกิจการใหม่ๆวงเงิน 1,500 ล้านบาท

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 10,000 ราย โดยให้ สสว.คัดเลือกและแยกกลุ่มเอสเอ็มอี เป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1.เอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาทางการเงินค่อนข้างมากหรือค่อนข้างวิกฤติ 10% ที่ต้องช่วยเหลือระยะด่วนในทุกๆด้าน โดยเฉพาะทางด้านการเงิน ซึ่งจะมีการดึงเงินมาจาก สสว.ที่เดิมได้รับงบประมาณมาดำเนินกองทุนตั้งตัวได้ 1,000 ล้านบาท เพื่อไปขอ ครม.ให้อนุมัติโยกงบมาตั้งเป็น กองทุนพลิกฟื้นฟูเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาการเงิน 2.เอสเอ็มอีที่มีปัญหาไม่มาก 40% ก็จะต้องมีแผน เยียวยาต่อไป 3. อีก 50% มีปัญหาไม่มากแต่ต้องเข้าไปให้การช่วยเหลือพัฒนากระบวนการผลิต

ด้าน น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้จัดทำโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระยะเร่งด่วนปี 2558 โดยคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจังหวัดละ 3 ราย ครอบคลุม 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่เริ่มดำเนินธุรกิจ (Start Up) กลุ่มที่มีศักยภาพทางการตลาด (Rising Star) และกลุ่มที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว (Turn Around) ให้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้คัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากทั่วประเทศ 230 ราย ขณะที่การดำเนินการขั้นต่อไปจะพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเหล่านี้ตามวงจรธุรกิจและความต้องการของผู้ประกอบการ โดยมีระยะเวลาดำเนินการไปจนถึงเดือน ก.พ.2559.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้