วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“ละหุ่ง” มีทั้ง ประโยชน์และโทษ

“ละหุ่ง” มีทั้ง ประโยชน์และโทษ

โดย นายเกษตร
4 ก.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

ละหุ่ง พบมีขึ้นเองตามธรรมชาติในป่าราบและที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป มีชื่อทางวิทยาศาสตร์เฉพาะว่า CASTOR OIL PLANT—CASTER BEAN RICINUS COMMUNIS LINN. อยู่ในวงศ์ EUPHORBIACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้พุ่ม ต้นสูง 1-4 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับหนาแน่นบริเวณช่วงปลายกิ่ง ใบเป็นรูปฝ่ามือ กว้างและยาวประมาณ 15-30 ซม. เป็นแฉก 8-10 แฉก ก้านใบเป็นสีเขียวยาวติดบริเวณก้นกลางใบ ใบเป็นสีเขียวเข้ม

ดอก ออกเป็นช่อแบบเชิงลดที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกขณะยังตูมเป็นรูปทรงกลมสีเขียว เมื่อบานจะแตกอ้าไม่มีกลีบดอก แต่จะมีเกสรสีเหลืองเป็นกระจุกมองเห็นชัดเจน เป็นดอกแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน “ผล” รูปทรงกลม ติดผลเป็นกระจุกจำนวนมาก รอบผลมีหนามสีเขียวคล้ายผลเงาะ ผลโตเต็มที่ประมาณลูกปิงปอง เมื่อผลแห้งจะแตกได้แบ่งเป็น 3 พูชัดเจน ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด เปลือกเมล็ดเป็นสีน้ำตายประขาว ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ชนิดดอกสีเหลืองและกิ่งก้านเป็นสีเขียวเรียกว่า “ละหุ่งขาว”

อีกชนิดหนึ่ง ดอกจะเป็นสีแดง ลำต้นกิ่งก้านเป็นสีแดงด้วย ชนิดนี้นิยมเรียกกันมาแต่โบราณว่า “ละหุ่งแดง”

การใช้ประโยชน์ทั่วไปเหมือนกันคือ ตำรายาไทยใช้ใบแก้ช้ำรั่ว (อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่) รากสุมไฟให้เป็นถ่านใช้เป็นยาแก้พิษ แก้ไข้เซื่องซึม น้ำมันจากเมล็ดซึ่งบีบโดยวิธีไม่ใช้ความร้อนเป็นยาระบายสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ หมายเหตุ ถ้าบีบโดยใช้ความร้อนจะมีโปรตีนที่เป็นพิษ ชื่อ RICIN ออกมาด้วย จึงไม่ใช้น้ำมันที่บีบจากเมล็ดของ “ละหุ่ง” ที่ผ่านความร้อนเป็นยา ส่วนใหญ่จะใช้เป็นน้ำมันหยอดเครื่องจักรเรียกว่าน้ำมันละหุ่ง ซึ่งในยุคสมัยก่อนนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายเพื่อเก็บผลแกะเมล็ดขาย ปัจจุบันต้น “ละหุ่ง” ทั้ง 2 ชนิด หายากมาก แนะนำเพื่อเป็นความรู้เท่านั้นครับ.

“นายเกษตร”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้