วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

โดย หมัดเหล็ก
4 ก.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

แนวคิดนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แพ็กเกจ มีเม็ดเงินรวมแล้วประมาณ 136,000 ล้านบาท เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นภายใน 3 เดือน ประกอบด้วย การปล่อยกู้สินเชื่อให้กองทุนหมู่บ้าน วงเงิน 5.9 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้นาน 2 ปี ดอกเบี้ย 0% โดยห้ามนำเงินกู้จากกองทุนหมู่บ้านไปใช้ในการชำระหนี้เดิม ให้ใช้นำไปประกอบอาชีพเท่านั้น จัดสรรแบบให้เปล่า ตำบลละ 5 ล้านบาท จำนวนกว่า 7 พันตำบล เป็นวงเงิน 3 หมื่น 5 พันล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานในชนบท และ จัดสรรงบลงทุนในส่วนราชการที่เสนอโครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นวงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท

มี กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพ มีรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กำกับดูแลทั้ง 3 มาตรการ ต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน คาดว่าจะทำให้ จีดีพี โตขึ้นร้อยละ 3 รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ต่อไป

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ให้ความเห็นว่า การปล่อยเงินกู้ผ่านกองทุนหมู่บ้าน และการให้สินเชื่อต่ำ คงช่วยให้เกิดผลดีในระยะสั้น เป็นการพยุงเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่น

แต่สิ่งที่ควรระมัดระวังคือ หนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ ที่จะเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมาก เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก จีนก็มีปัญหา สหรัฐฯก็มีปัญหา จึงต้องยอมรับกับสภาพเศรษฐกิจตามจริงด้วย

ที่ผ่านมากองทุนหมู่บ้าน ถือเป็นนโยบายประชานิยมที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก และถูกโจมตีว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสร้างคะแนนนิยม ทำให้โครงการประชานิยมไม่ไหลลื่นและมีอุปสรรคในการปฏิบัติมากมาย

เมื่อ โครงการประชานิยม หมุนไม่ครบรอบ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อาจจะถูกเหตุผลทางการเมืองสกัด หรือเป็นเพราะมีความไม่โปร่งใสเข้ามาก็ตาม ทำให้โครงการที่ลงไปถึงหมู่บ้านตำบลไม่สำเร็จ เกิดผลกระทบถึงชาวบ้านด้วยเหตุที่ว่าโครงการต้องชะลอหรือเลิกไปกลางคัน

ที่ผ่านมาทุกรัฐบาล จะนำนโยบายประชานิยมมากระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า เช่น โครงการเงินผัน โครงการไทยเข้มแข็ง การแจกเงินช่วยค่าครองชีพ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นโครงการใดก็ตาม ล้วนแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ยิ่งในสภาพที่เศรษฐกิจไม่ปกติด้วยแล้ว ส่วนใหญ่ที่พบคือชาวบ้านเอาเงินไปชำระหนี้ หรือไม่ก็เก็บไว้ไม่มีการใช้จ่ายจริง ในที่สุดเม็ดเงินที่ลงไปก็ไม่ได้กลับมาหมุนในระบบเศรษฐกิจ สุดท้ายก็สูญเปล่า

สิ่งที่จะตามมาก็คือ การเพิ่มหนี้ให้กับประเทศที่ต้องรับภาระ เป็นหนี้สาธารณะ คนไทยจะต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่ดี ดังนั้น การใส่เม็ดเงินลงในระบบเศรษฐกิจ จะต้องมีหลักประกันว่า เม็ดเงินจะต้องหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ยิ่งหมุนหลายรอบก็ยิ่งเกิดประโยชน์ เพียงแต่ว่าจะควบคุมอย่างไรไม่ให้รั่วไหล ไม่ให้มีการทุจริตและเกิดประโยชน์กับชาวบ้านโดยตรง เพราะงบประมาณแต่ละบาทแต่ละสตางค์ก็คือเงินภาษีอากรของประชาชน

ไม่ใช่แท่งไอติม.

หมัดเหล็ก

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้