วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เหยียบเรือสองแคม

เมื่อ “นักเลงภาษา” (ชื่อหนังสือ สำนักพิมพ์อินสปายร์ เครือนานมี-บุ๊คส์ พ.ย.2556) ระดับ “ครูหนอน” หยิบสำนวน “เหยียบเรือสองแคม” มาปุจฉาวิสัชนา จึงลึกซึ้งซับซ้อน...อย่างน่าอัศจรรย์

เปิดหนังสือ 3 เล่ม ให้คำอธิบาย 3 ประการ ต่างกันพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542...ทำทีเข้าด้วยทั้ง 2 ฝ่าย พจนานุกรมฉบับมติชน 2547 สัมพันธ์กับสองฝ่ายอย่างมีเล่ห์กล เพื่อคอยประสมโรงกับฝ่ายชนะ

คลังคำ ดร.นววรรณ พันธุเมธา 2550 ไม่แสดงให้เด็ดขาดว่าเข้าด้วยฝ่ายใด

ความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน กับคลังคำใกล้เคียงจนเกือบจะเหมือนกัน

สำนวนนี้ความหมายชั้นต้น คืออาการลังเลเลือกไม่ถูกว่าที่มีอยู่ 2 ฝ่ายนั้นจะเข้ากับฝ่ายใดดี พจนานุกรมฉบับมติชนจึงอธิบายขยายความว่า ที่ลังเลอยู่ก็เพื่อประสมโรงเข้ากับฝ่ายชนะ

เมื่อมานั่งนึกภาพตามแล้วคิดต่อ สำนวนนี้ไม่น่าจะให้เวลารีรอได้นาน เรือที่เราเหยียบทั้ง 2 แคมได้ น่าจะเป็นเรือที่จอดอยู่เคียงกัน ถ้าเป็นคนละฝ่ายคงจอดนานบ่ได้แน่

แต่เผอิญมาจอดติดกันและกำลังจะออกเรือ ถึงแล่นไปในทางเดียวกันก็จริง แต่ไปคนละที่

จะเลือกทำอะไร จะลงลำไหนก็ให้รีบตัดสินใจ ขืนมัวแต่ลังเลอาจตกเรือหรือไม่ก็ตกน้ำตาย

“นั่นเป็นการตีความแบบนั่งอยู่ในโลก” ครูหนอนว่า “จะตีความให้หลุดโลกก็ได้”

เรือลำที่ 1 จะแล่นต่อไปในห้วงสมุทรชื่อโอฆสงสาร ส่วนลำที่ 2 จะแล่นไปเกาะสมมติเรียกชื่อว่า นิพพาน

ตีความอย่างนี้ก็จะมีคนแย้ง หากจุดหมายปลายทางแจ่มแจ้งเช่นนั้น พุทธบริษัทเกือบทุกคนน่าจะเลือกลงเรือลำที่ 2

โอฆสงสารอันเปรียบเป็นห้วงสมุทร หมายถึงที่ตกจมแห่งหมู่สัตว์ (ไม่ใช่มหาสมุทรหรือทะเล) เปี่ยมภยันตรายต่างๆนานา นำมาซึ่งชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปยาส แล้วใครยังจะอยากลงเรือลำแรกอีกหรือ

ถามว่าคนส่วนใหญ่โง่หรือฉลาด ถามต่อว่าแล้วที่โง่นั้น โง่เพราะอะไร

ในโอฆสงสารแม้จะมีทุกข์นานัปการ แต่ก็มีสุขชวนหลงใหลตัดใจได้ยาก เป็นสิ่งที่ภาษาพระเรียกว่าอัสสาทะ เปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดขณะประสบ มีรสชาติสุดพรรณนาขณะเสพและชวนหวนคะนึงหาขณะห่าง

ที่โง่นั้นเป็นเพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือพูดอีกอย่างได้ว่าสวรรค์บังตา

ขณะรักกันจี๋จ๋า เธอว่าอะไรฉันว่าตามกัน ฉันว่าอะไรเธอว่าตามด้วย ชีพนี้เสมือนมอดม้วย จุติจากความเป็นมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้า ทั้งตัวเป็นๆ ทว่าเมื่อรักจืดจางก็ร่วงตกจากสวรรค์ ตกนรกฉับพลัน

แล้วก็เวียนขึ้นสวรรค์ เวียนตกนรก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวังวนหาทางออกไม่เจอ

แล้วจะไม่ให้ลังเลได้อย่างไร ถึงแม้จะหายโง่ไปบ้าง หูตาเริ่มสว่างขึ้นมารำไร

ครูหนอนถาม...ท่านผู้ชมคิดว่าจะมีคนลงเรือลำที่ 2 กันสักกี่คน

ความจริงที่ทำใจยอมรับได้ยากก็คือ เรือลำที่ 2 นั้น ต้องลงคนเดียว พายไปคนเดียว ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน จึงจะไปถึงที่หมาย ทว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าที่หมายนั้นมีอยู่จริง เป็นที่สุดแห่งทุกข์จริง

(ลองสังเกตขณะตนเสวยชาติเป็นภัสสรพรหม) ตอนที่ตนมีแสงในตัวเอง ใครบ้างจะกล้าเอาความเป็นพรหมไปแลก

หากจะแลกก็ต้องรอให้ตนหน่ายจากความเป็นพรหมเสียก่อน

คนไทยกลุ่มหนึ่งมองเห็นความเป็นจริงเหล่านี้กระจ่างชัด สวรรค์ไม่ได้อยู่บนฟ้า นรกไม่ได้อยู่ใต้ดิน จึงมีสำนวนสวรรค์ในอกนรกในใจ ใครอยากอยู่บนสวรรค์ หรือคิดหาทางเลี่ยงให้พ้นนรก ไม่บ่อยนักได้ ก็คุ้มแล้ว

แต่ถ้าใครเอือมระอาสวรรค์ทุกชั้น ก็ใคร่ครวญสำนวนที่ไปพ้นทั้งนรกสวรรค์

ครูหนอนไม่ได้ชี้ให้เลือกลงเรือลำที่ 2 ไปให้ถึงฝั่งนิพพาน แต่จบเป็นปริศนาแบบโกอาน ในนิกายเซน ผู้ใดขบแตกก็รอดตัวไป

วันนี้ผมขอจบด้วยปริศนาธรรมะล้วนๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ที่ สปช.ท่านจะสมัครใจลงเรือเจ๊กหรือแป๊ะ ด้วยการผ่านหรือไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ...สักวัน.

กิเลน ประลองเชิง

3 ก.ย. 2558 10:46 3 ก.ย. 2558 10:46 ไทยรัฐ