วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฎีกายกคําร้อง เมียหนุ่มบิลลี่ ฟ้อง-ชัยวัฒน์ อุ้มผัวสาบสูญ

ฎีกายกคําร้อง เมียหนุ่มบิลลี่ ฟ้อง-ชัยวัฒน์ อุ้มผัวสาบสูญ

  • Share:

ศาลฎีกาสั่งยกคำร้องคดีการหายตัวปริศนาของแกนนำกะหร่างที่กล่าวหาอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติอยู่เบื้องหลัง ระบุผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานทำให้ศาลเชื่อได้ว่าเหยื่อถูก ควบคุมตัวจริงเลยให้ยกคำร้อง ขณะที่อดีตหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจาน เผยเชื่อมั่นความยุติธรรมเตรียมดำเนินคดีกลุ่มผู้ที่ทำให้เสียชื่อเสียง เชื่อมีการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมากล่าวหา

ศาลฎีกายกคำร้องคดีอดีตหัวหน้าอุทยานฯแก่งกระจานถูกกล่าวหาอุ้มหายปริศนาแกนนำกะหร่างครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 ก.ย. ศาลจังหวัดเพชรบุรีได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาตามคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 ของนางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำชาวกะหร่างและอดีต ส.อบต.ห้วยแม่เพรียง หมู่ 1 บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่กล่าวหาว่านายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (ในขณะนั้น) พร้อมลูกน้อง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของอุทยานฯแก่งกระจานอีก 3 คนควบคุมตัวนายพอละจีไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย.57 แล้วหายตัวไปอย่างปริศนาจนถึงปัจจุบัน และเชื่อว่านายชัยวัฒน์กับพวกยังควบคุมตัวไว้ ซึ่งนางพิณนภา ได้ยื่นคำขอให้ศาลจังหวัดเพชรบุรีไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้มีคำสั่งให้นายชัยวัฒน์พร้อมพวกปล่อยตัวนายพอละจีจากการควบคุม ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้องไปแล้ว

โดยศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้วสรุปว่า การที่ผู้ร้องนำพยานขึ้นไต่สวนต่อศาลเป็นเพียงพยานบอกเล่าคือนายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน ที่ฟังมาจากพี่ชายของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ส่วน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นพยานแวดล้อมเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่ายังมีการควบคุมตัวนายพอละจีจริง ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

หลังฟังคำสั่งศาลฎีกา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานฯแก่งกระจาน ปัจจุบันเป็น ผอ.ส่วนจัดการต้นน้ำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 จ.ปราจีนบุรี ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยว่า ดีใจที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ตนเชื่อมั่นในกระบวนการ ยุติธรรมและเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของตน แต่ถูกหลายฝ่ายที่สูญเสียผลประโยชน์คอยกลั่นแกล้งเพื่อต้องการให้ย้ายออกจากพื้นที่ จากนี้ไปจะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เพราะบางกลุ่มมีการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อป้ายสีตนมาตลอด

ขณะที่คณะทนายของสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูล ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอจะฟังว่าได้มีการควบคุมตัวนายพอละจีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระบวนการทางศาลในส่วนนี้ได้ถึงที่สุดแล้ว ส่วนที่ว่านายพอละจีหายตัวไปแล้วถูกใครพาไปอย่างไร ถูกกระทำให้สูญหายไปโดยใคร ชะตากรรมตอนนี้เป็นอย่างไรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการต่อไป

ส่วนนางอังคณา นีละไพจิตร ว่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดใหม่ที่มาร่วมฟังคำสั่งของศาลฎีกาด้วยกล่าวว่า แม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน แต่ยังหวังว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจคงดำเนินการต่อไปและเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ผู้เสียหายได้ไปยื่นคำร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อขอให้เป็นคดีพิเศษ และเชื่อว่าถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษรับ และใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คดีพิเศษ คดีนี้น่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้