วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จำคุก'วีระกานต์-ตู่-เต้น'คนละ 1 ปี คดีหมิ่น วัชระ แต่ให้รอลงอาญา

จำคุก'วีระกานต์-ตู่-เต้น'คนละ 1 ปี คดีหมิ่น วัชระ แต่ให้รอลงอาญา

  • Share:

จำคุก วีระกานต์-ตู่-เต้น หมิ่นประมาท วัชระ กล่าวหา ตีพิมพ์หนังสือลบหลู่ สมัคร /วัชระไม่สน กปปส.หนุนร่าง รธน.หรือไม่ จุดยืนค้านเคียงข้างพรรค ปชป. เคลื่อนไหวหรือไม่ รอดูทีท่า "มาร์ค"

เมื่อเวลา 9.30 น. วันที่ 2 ก.ย. ที่ห้องพิจารณา 811 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.4977/2555 ที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ,332 ,328, และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท เรียกค่าเสียหายร้อยละ 7.5 ต่อปี

โดยคดีนี้โจทก์ ยื่นฟ้อง ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 52 จำเลยที่ 1-3 จัดรายการความจริงวันนี้ ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวี ของคนเสื้อแดง กล่าวหาว่าโจทก์ พิมพ์หนังสือชื่อ “สมัคร ทักษิณ จาบจ้วง ป๋าเปรม ถึงนอมินี” ขึ้นมาใหม่หลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว และพวกจำเลยยังเรียกร้องให้คนเสื้อแดงมาคุกคามโจทก์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่หนังสือดังกล่าว ได้พิมพ์เผยแพร่ ที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 23 มี.ค.51 โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นประธานในพิธีเปิดตัวหนังสือฉบับนี้ ร่วมกับ นายปรีชา สามัคคีธรรม ก่อนที่นายสมัคร จะอสัญกรรม จำเลยทั้ง 3 ให้การปฏิเสธ

โดยในวันนี้โจทก์และจำเลยพร้อมทีมทนายความเดินทางมาศาล และได้กล่าวทักทายกันศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว มีโจทก์ผู้ช่วยโจทก์ และ รปภ.พรรคประชาธิปัตย์ เบิกความสอดคล้อง ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันจัดรายการความจริงวันนี้ ออกอากาศผ่านช่องดาวเทียมทีวี เมื่อค่ำวันที่ 27 พ.ย.52 โดยจำเลยทั้ง 3 นำหนังสือ “สมัคร จาบจ้วง ป๋าเปรม ถึงนอมินีทักษิณ” ที่โจทก์จัดพิมพ์ มาแสดงในรายการพร้อมกล่าวหาว่าโจทก์ได้จัดทำหนังสือขึ้นมาใหม่ หลังจากที่นายสมัคร ถึงอสัญกรรมแล้ว ซึ่งจำเลยทั้ง 3 กล่าวว่า โจทก์เป็นคนเลว เหยียบย่ำผู้ตาย และเมื่อมีผู้รับชมการออกอากาศแล้ว ต่อมาวันที่ 28 พ.ย.52 มีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนไปชุมนุมหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเรียกร้องให้โจทก์ออกมาขอขมา และยังมีการร้องเรียนสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการตรวจสอบจริยธรรมโจทก์ ซึ่งทางนำสืบโจทก์มี แผ่นซีดีบันทึกการออกอากาศดังกล่าว มาแสดงพร้อมพยานบุคคลที่เบิกความสอดคล้องต้องกัน ไม่มีข้อพิรุธ

นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานที่ได้ร่วมเปิดตัวหนังสือเมื่อปี 51 มาเบิกความ พร้อมมีพยานหลักฐานเป็นภาพถ่ายซึ่งรับฟังได้ว่า โจทก์ได้จัดพิมพ์หนังสือตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2551 ก่อนที่นายสมัคร จะถึงอสัญกรรม และจัดพิมพ์เพียงครั้งเดียว ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหน้าปกหนังสือที่เป็นพื้นสีดำและรูปหน้าของนายสมัคร โดยการเปิดตัวหนังสือก็มีสื่อมวลชนและบุคคลอื่นร่วมอยู่ด้วย จึงไม่ใช่การพิมพ์หนังสือไว้อาลัย ในช่วงที่นายสมัครเสียชีวิต ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ได้หนังสือนี้ มาจากผู้สื่อข่าว ที่อาคารรัฐสภา ซึ่งระบุว่ามีการนำมาแจกให้กับผู้สื่อข่าวนั้น จำเลยก็ไม่ได้มีพยานในส่วนนี้มาเบิกความ และที่อ้างว่า ไม่มีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลก่อน ส่วนการกล่าวถึงโจทก์ในรายการเป็นกล่าวในลักษณะตักเตือน ศาลเห็นว่า จำเลยทั้ง 3 เอง เคยทำงานการเมืองมาหลายปี อีกทั้งหากจะมีการออกอากาศ ก็ควรจะต้องใช้ความระมัดระวังตรวจสอบข้อมูลก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายข้อต่อสู้ของจำเลย จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ การกระทำของจำเลยทั้ง 3 ยกหนังสือขึ้นมาพร้อมกล่าวตำหนิโจทก์ ซึ่งมีการเผยแพร่ทางสถานีพีทีวี ที่มีผู้ชมจำนวนมาก และยังสามารถดูย้อนหลังได้ผ่านเว็บไซต์ของสถานี โดยที่การกล่าวของจำเลยทั้ง 3 ไม่เป็นความจริงนั้น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการละเมิดซึ่งทำให้โจทก์ที่เคยเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเคย กมธ.หลายคณะ ได้เสื่อมเสียเกียรติคุณ รวมทั้งครอบครัวโจทก์ก็ได้รับผลกระทบด้วย จึงเห็นสมควรให้จำเลยทั้ง 3 ต้องชดใช้จากการทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย

แต่ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในการนำข้อความที่กล่าวในรายการนำมาลงในเว็บไซต์นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นว่า จำเลยทั้ง 3 เป็นผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังน่าสงสัยว่า จำเลยทั้ง 3 ไม่ได้เป็นผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบ หรือ เป็นผู้สั่งการให้กระทำ จึงพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้ง 3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ ตามมาตรา 328 และ 332 ให้จำคุก จำเลยทั้ง 3 คน ละ 1 ปี ปรับ คนละ 5 หมื่นบาท หากไม่ชำระค่าปรับก็ให้กักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 แต่ในส่วนของโทษจำคุกนั้นเมื่อศาลพิจารณาพฤติการณ์แล้วเห็นว่าไม่ร้ายแรงจึงให้รอการลงโทษจำเลยทั้ง 3 ไว้กำหนดคนละ 2 ปี โดยศาลยังมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการทำละเมิดโจทก์ จำนวน 6 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 29 ธ.ค.55 และให้จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ คมชัดลึก และแนวหน้า เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้ง 3 ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย 1 หมื่นบาท

ด้านนายสุภาพ เพชรศรี ทนายความจำเลยระบุว่า จะต้องยื่นอุทธรณ์ในส่วนของอาญา และแพ่ง ซึ่งแม้เรายอมรับว่า ได้กล่าวถึงโจทก์ในรายการจริงแต่เรายืนยันว่า เจตนาเพื่อตักเตือนโจทก์อีกทั้งพบว่า หนังสือแม้จะพิมพ์ตั้งแต่ปี 51 แต่ก็ยังมีการนำมาแจกอยู่

ด้านนายวัชระ กล่าวว่า ตนเคารพในคำพิพากษาของศาล แต่ว่าในกระบวนการพิจารณายังไม่สิ้นสุด เพราะยังมีศาลศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ซึ่งจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ตนก็จะให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ต่อ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ จะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาในคดีนี้ ต่อไป

เมื่อถามต่อว่า จากกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ออกมาแถลงจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ซึ่งสวนทางกับความคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองแบบไหนแล้วทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นไปในทิศทางไหน นายวัชระ กล่าวว่า ตนเป็นลูกพรรค คงต้องปฏิบัติตามหัวหน้าพรรค เพราะหัวหน้าพรรคมีความคิดในเรื่องที่จะเสนอให้ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ตนในฐานะลูกพรรคก็ต้องเห็นด้วยกับความคิดของหัวหน้าพรรค และส่วนความคิดส่วนตัวนั้น ตนเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ควรผ่านในชั้นของ สปช.เพราะถ้าร่าง รธน.ผ่านแล้วไปถึงชั้นของประชามติ ก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ซึ่งถ้าผลประชามติออกมาในทางด้านไม่รับร่าง รธน.ก็จะนำไปสู่เงื่อนไขการขับไล่รัฐบาล คสช. ในที่สุด

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความหวังดีต่อประเทศชาติ จึงเห็นควรว่า สปช.ควรจะใช้วิจารณญาณให้รอบคอบมากที่สุด เพราะในการพิจารณาร่างของ สปช. ความขัดแย้งจะยังคงอยู่ที่สภาไม่ได้ขยายวงไปทั่วประเทศ ซึ่งถ้าหากร่างผ่าน สปช.ไปแล้ว รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิที่จะห้ามความคิดของประชาชน ที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง รธน.ฉบับนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการปราบปรามทุจริต ซึ่งร่าง รธน.ฉบับใหม่ได้ตัดอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ในการที่จะวินิจฉัยไต่สวน ข้าราชการที่ประพฤติมิชอบ ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไปและร่วมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยร่าง รธน.ฉบับใหม่ได้ตัดอำนาจส่วนที่มีอยู่เดิมทั้งหมดโดยให้วินิจฉัยและไต่สวนได้เพียงหัวหน้าส่วนราชการเท่านั้น ซึ่งทำให้ ป.ป.ช. ไม่สามารถแสวงหาหลักฐานการประพฤติมิชอบของราชการได้ทั้งระบบ เพราะทุกอย่างมันเป็นกระบวนการ มิได้หมายความว่าหัวหน้าส่วนราชการจะประพฤติมิชอบเพียงคนเดียว แต่เริ่มขึ้นตั้งแต่ระดับร่างขึ้นไปจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ

เมื่อถามต่ออีกว่าถ้าร่าง รธน.ผ่าน สปช.ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์จะมีการเคลื่อนไหวไปในทางใด นายวัชระ กล่าวว่า ตอนนี้นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปต่างประเทศอยู่ ต้องรอฟังว่าหัวหน้าพรรคจะส่งสัญญาณอย่างไร ต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้