วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เผยผู้ต้องสงสัย 'บูลชาร์ก' ! คาด 'ฉลามหัวบาตร' กัดแหม่มออสซี่เจ็บที่หาดกะรน

เผยผู้ต้องสงสัย 'บูลชาร์ก' ! คาด 'ฉลามหัวบาตร' กัดแหม่มออสซี่เจ็บที่หาดกะรน

  • Share:

ผู้เชี่ยวชาญฉลาม ระบุบาดแผลที่แหม่มออสซี่ถูกสัตว์ทะเลกัดขณะเดินอยู่ในทะเลหาดกะรน เป็น ฉลามหัวบาตร พบเคยมีชาวประมงตกได้หลายตัว เป็นลูกฉลาม เร่งประสานผวจ.หาวิธีป้องกันและแจ้งนักท่องเที่ยวไม่ให้ตื่นกลัว...

จากกรณีนางเจน นีเม่ อายุ 37 ปี นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียได้ลงเล่นน้ำทะเลบริเวณชายหาดกะรน ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ตรงข้าม สภ.กะรน เมื่อช่วงสายวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างที่เล่นน้ำอยู่นั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างกัดเข้าที่บริเวณหลังเท้า ได้รับบาดเจ็บ จึงตะโกนขอความช่วยเหลือจากบีชการ์ดประจำชายหาดกะรนที่ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอยู่บนชายฝั่ง ก่อนนำส่งรักษาตัวที่ รพ.กรุงเทพภูเก็ตในเวลาต่อมา

เบื้องต้นพบบาดแผลที่บริเวณหลังเท้าด้านซ้ายมีร่องรอยเป็นแผลฉกรรจ์คล้ายถูกสัตว์กัด และยังมีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าด้านซ้าย แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นรอยแผลจากสัตว์ชนิดใด แม้ว่าจะมีข้อสงสัยว่าสัตว์ดังกล่าวน่าจะเป็นปลาฉลาม แต่ยังไม่มีการยืนยัน

นายเดวิด มาร์ติน ช่างภาพใต้น้ำชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านฉลาม ให้ความเห็นว่าเป็นการทำร้ายโดยไม่ตั้งใจของบูลชาร์ก


ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้สอบถามจากนักวิชาการ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน แหลมพันวา ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยมีหลักฐานจากภาพถ่ายบาดแผลที่เป็นรอยกัด ได้รับคำตอบว่า ลักษณะการกดน้ำหนักของฟันกรามของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้น่าจะเชื่อได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลำตัวยาวไม่เกิน 1 เมตร และมีลักษณะของฟันคล้ายใบมีด เพราะจากหลักฐานบาดแผลบนเท้าด้านซ้ายของนักท่องเที่ยวนั้น ทำให้เชื่อได้ว่ามีลักษณะของฟันคล้ายสัตว์ที่อยู่ในสายวงศ์ของฉลาม เพราะปลาชนิดนี้เมื่อกัดเหยื่อแล้ว จะทำให้เกิดบาดแผลเหมือนโดนเฉือนเนื้อออกไป และไม่มีรอยยุ่ยให้เห็น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอการพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้จากกรมประมงอีกครั้ง รวมทั้งข้อมูลประกอบจากนักท่องเที่ยว ซึ่งจะได้ส่งภาพถ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่กรุงเทพฯ ตรวจยืนยัน เพื่อความชัดเจนว่าเป็นฉลามหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นเลยใน จ.ภูเก็ต

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 2 ก.ย.ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน แหลมพันวา ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายากพร้อมด้วยนายเดวิด มาร์ติน อายุ 46 ปี ช่างภาพใต้น้ำชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญฉลาม ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งภาพและข้อมูล ตลอดจนร่วมกันหารือเหตุการณ์นักท่องเที่ยวสาวชาวออสเตรเลียถูกสัตว์ทะเลบางชนิดกัดได้รับบาดเจ็บ ขณะเดินอยู่ในทะเลบริเวณชายหาดกะรน ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อช่วงสายวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อนำสรุปข้อมูลรายงานต่อ ผวจ.ภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายเดวิด กล่าวผ่าน ดร.ก้องเกียรติว่า จากภาพบาดแผลที่เห็นจากภาพถ่าย และจากประสบการณ์ที่เคยดำน้ำถ่ายภาพสัตว์ทะเลมาทั่วโลก เบื้องต้นเชื่อได้ว่าเป็นฉลามในตระกูลบูลชาร์ก หรือ ฉลามหัวบาตร เนื่องจากเป็นบาดแผลกัดและกระชากหรือสะบัด ซึ่งแตกต่างจากปลาไหลเมอร์เล่ย์ หรือ สัตว์ทะเลอื่นๆ เพราะฟันหรือเขี้ยวของฉลามแตกต่างกับสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ และเป็นไปได้ว่าบูลชาร์กยังคงอยู่ในบริเวณดังกล่าว จากประสบการณ์ที่เคยพบเห็นฉลาม ในจุดนั้นๆ จะสามารถเห็นฉลามว่ายวนเวียนอยู่บริเวณโดยรอบได้ตลอด 48 ชั่วโมง ซึ่งความเป็นจริงแล้วบูลชาร์กที่กัดขานักท่องเที่ยวสาวชาวออสเตรเลียนั้น เป็นฉลามเด็กหรือฉลามขนาดเล็กราว 1-1.3 เมตรเท่านั้น

ภาพบาดแผลของแหม่มออสซี่ ที่เกิดจากการถูกสัตว์ทะเลปริศนากัด


สำหรับบูลชาร์กเมื่อโตเต็มวัยจะยาวถึง 3 เมตร ขณะที่นิสัยของบูลชาร์กนั้นไม่ใช่ฉลามที่ดุร้าย หรือ ทำร้ายมนุษย์ เพียงแต่อาจเข้าใจผิด คิดว่าคนเป็นเหยื่อที่สามารถกินเป็นอาหารได้ ซึ่งในธรรมชาติบูลชาร์กจะกินสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร เช่น หมึก กุ้ง เม่นทะเล และเต่าทะเล

“การพุ่งเข้าทำร้ายคน หรือกัดคนเป็นการเข้าใจผิดของบูลชาร์ก คิดว่าเป็นสัตว์ทะเลบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในทะเล โดยบูลชาร์กสามารถว่ายน้ำเข้ามาบริเวณชายฝั่งหรือบริเวณน้ำที่ขุ่นได้ เนื่องจากมีเรดาร์ที่ปลายจมูกรับรู้การเคลื่อนไหวบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างหน้าได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่สามารถมองเห็นก็ตาม” นายเดวิด กล่าว

ขณะที่ ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน แหลมพันวา ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต กล่าวเสริมว่า จากนี้ไปจะนำข้อมูลต่างๆ เข้ารายงานสถานการณ์และหารือร่วมกับ ผวจ.ภูเก็ต ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการในการค้นหาบูลชาร์กดังกล่าวบริเวณอ่าวกะรน ตลอดจนบริเวณทะเลใกล้เคียง เช่น การนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบนสำรวจและค้นหา เพื่อป้องกันและดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ซึ่งตามปกติแล้วจะต้องการปิดทะเลบริเวณดังกล่าว เพื่อสำรวจและค้นหาพร้อมกับต้องค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่เป็นจุดดึงดูดให้บูลชาร์กว่ายเข้ามาหากิน เช่น ฝูงปลาหรือบ้านปะการัง จากนั้นจะได้วางมาตรการในการแก้ไขและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

“ข้อมูลต่างๆ จะนำรายงานต่อ ผวจ.ภูเก็ต เพื่อร่วมกันหาแนวทางการป้องกันและทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยว ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ไม่ให้ตื่นตระหนกและตื่นกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรนั้น คงต้องหารือผู้เชี่ยวชาญทุกๆ ด้าน เช่นเดียวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสารมวลชนทั้งไทยและต่างชาติอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก อาจส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์และบรรยากาศการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต ในช่วงกรีนซีซั่นได้” หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายากฯ  กล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานว่า มีกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ตใช้เบ็ดตกฉลามได้ 2-3 ตัวเมื่อช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อนำภาพฉลามที่ชาวประมงตกมาได้ให้นายเดวิดดู ปรากฏว่านายเดวิดระบุว่าเป็นบูลชาร์กอย่างแน่นอน และเป็นบูลชาร์กยังไม่โตเต็มวัย ขณะเดียวกันมีรายงานว่าชาวประมงในพื้นที่ท่ามะพร้าว ม.9 ต.คลองพน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เคยพบซากปลาฉลามขนาดใหญ่ยาวกว่า 3.15 เมตร น้ำหนักกว่า 300 กก. ลอยตายเกยตื้นบริเวณอ่าวท่ามะพร้าว ต.คลองพน เมื่อต้นเดือน ก.พ.58 โดยยังพบลูกในท้องรวมอีก 18 ตัว คาดว่าน่าจะขึ้นมาออกลูกบริเวณริมชายฝั่งทะเล แต่ถูกคลื่นซัดเกยชายหาดตายในที่สุด

ขณะที่นักวิชาการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลฝั่งอันดามัน จ.ภูเก็ต คาดว่าฉลามที่ชาวบ้านพบมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเป็นฉลามขาว คาดว่าน่าจะเป็นฉลามในตระกูล ‘บูลชาร์ก’ (Bull shark,Cub shark) ที่เป็นกลุ่มเดียวกับฉลามครีบดำ หรือ ฉลามหูดำ ที่เคยพบเมื่อปลายปี 57 ซึ่งฉลามชนิดนี้ไม่ทำอันตรายกับมนุษย์ แต่จะกินสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร เช่น หมึก กุ้ง เม่นทะเล และเต่าทะเลในน่านน้ำไทย พบทั้งในทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งในประเทศไทยพบว่ามีฉลามตระกูลบูลชาร์กกว่า 20 ชนิด ส่วนใหญ่มีนิสัยไม่ดุร้าย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้