วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รับ-ไม่รับ รธน. ชักสูสี

เทือกหนุนคปป. เมิน‘รัฐบาลชาติ’ ตู่พร้อมถอดยศ

วิป สปช.ตีกรอบลงมติรับ-ไม่รับร่าง รธน. “อลงกรณ์” การันตีไม่มีธงชี้นำจากรัฐบาล-คสช. กลุ่มไม่เห็นด้วยคึกแต้มเริ่มไหลเบียดสูสีกลุ่มหนุนโหวตผ่าน “ดิเรก” โอ่ลุ้นสายนักวิชาการ นักกฎหมายและ ขรก.กลับใจเทเสียงพลิกชนะ “วันชัย” เผยหลายก๊วนผนึกกำลังต้าน ซัด คปป.อันตรายใหญ่หลวง ด้าน “ฐิติวัจน์” โต้ใบสั่งบิ๊ก คสช.ล่าชื่อล้มโต๊ะ แลกเก้าอี้สภาขับเคลื่อนปฏิรูปฯ “ประยุทธ์” ปัดตั้งคณะ กก.ยุทธศาสตร์การปฏิรูปฯ ต่อท่ออำนาจ ฉุนสื่อโจมตีรอรับอานิสงส์ “เทือก” หนุนสุดลิ่ม ยก คปป.ตัวช่วยดับวิกฤติชาติ เมินไม่เอาด้วย รบ.แห่งชาติ “ปลอดประสพ” เหน็บฉายา รธน. ฉบับ “ระเบิดเวลา” สืบทอดรัฐประหาร “พิเชษฐ” ปลุกชาวบ้านร่วมทำแท้ง รธน. “บิ๊กตู่” ลั่นยึด ก.ม. ง้างปากกาพร้อมเซ็นถอดยศ “ทักษิณ” ปลื้มปริ่มดรีมทีมเศรษฐกิจ “สมคิด” อ้อนรักน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ

จากกรณีที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดประชุมในวันที่ 6 ก.ย. เพื่อลงมติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอ ล่าสุดคะแนนเสียงสมาชิก สปช.ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มกระเตื้องเพิ่มมากขึ้นมาสูสีกับคะแนนกลุ่ม สปช.ที่เห็นด้วยท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการล็อบบี้ให้สมาชิกโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแลกกับเก้าอี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เทียนฉาย” น้ำตาคลอขอบคุณสมาชิก

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 1 ก.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) เป็นครั้งสุดท้าย มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาถึงระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 6 ก.ย. ในช่วงท้ายก่อนปิดประชุมวิป สปช. นายเทียนฉายได้กล่าวขอบคุณสมาชิก สปช.และข้าราชการระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ช่วยกันสานงานด้านการจัดทำรายการปฏิรูปให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยระหว่างที่กล่าวขอบคุณนายเทียนฉายได้ก้มหน้าและมีน้ำตาคลอเบ้าด้วย

วิป สปช.แจงขั้นตอนโหวตร่าง รธน.

นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการวิป สปช. แถลงภายหลังการประชุมว่า วิป สปช.บรรจุระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 6 ก.ย. มีวาระแรกลงมติเห็น ชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ โดยการขานชื่อสมาชิกลงคะแนนอย่างเปิดเผย คาดใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง หากที่ประชุมรับร่างรัฐธรรมนูญ จะเข้าสู่ วาระสองพิจารณาญัตติประเด็นคำถามประกอบการทำประชามติ โดยจะให้สมาชิกให้ความเห็นเพื่อหาข้อสรุปกันก่อนว่า สปช.ควรให้ตั้งประเด็นคำถามหรือไม่ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นควรก็ตกไป แต่ถ้าเห็นควรให้ตั้งจะพิจารณาจากญัตติที่มีการเสนอเข้ามา ขณะนี้มี 2 ญัตติ ประกอบด้วยญัตติให้ปฏิรูปอีก 2 ปี ก่อนการเลือกตั้งของนายไพบูลย์ นิติตะวัน และนายวรวิทย์ ศรีอนันตรักษา และญัตติการมีกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้ง ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งของนายประสาร มฤคพิทักษ์ และนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ทั้งนี้สมาชิก สปช.สามารถส่งญัตติคำถามเพิ่มเติมได้ตลอดจนกระทั่งถึงวันที่ 6 ก.ย.

ยันไม่มีธงจาก “รัฐบาล-คสช.”

นายอลงกรณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 ส.ค. ถึงประธาน สปช.พร้อมเอกสารเป็นตารางสรุปเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของ สปช. ส่วนที่มีสมาชิก สปช.21 คน ที่เป็น กมธ.ยกร่างฯสามารถลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ที่ประชุมวิป สปช.ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และไม่ได้พูดถึงแนวโน้มหรือธงใดๆในการลงมติในวันดังกล่าว ขอยืนยันจนถึงขณะนี้ไม่มีธงใดๆจากรัฐบาลและ คสช.ต่อการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากบุคคลใดแอบอ้างถือเป็นเพียงข่าวลือ เมื่อถามกรณีที่ มปท. ออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ นายอลงกรณ์ตอบว่า ถือเป็นองค์กรหนึ่งที่มีความเห็น ไม่แตกต่างจากองค์กรอื่นๆเหมือนพรรคการเมืองใหญ่ที่ออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิก สปช.ทุกคนจะนำเหตุผลที่เสนอเข้ามาไปประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป

“ฐิติวัจน์” โต้ใบสั่งล่าชื่อ สปช.ล้มโต๊ะ

ด้าน พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก สปช. กล่าวถึงกรณีที่มีสมาชิก สปช.กล่าวหาว่าตนเป็นคนกลางนำรายชื่อ สปช. ที่ต้องการเข้าสู่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปให้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม เพื่อเสนอต่อนายกฯประกอบการพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการสภาขับเคลื่อนฯ ว่า ยืนยันไม่มี สปช.เสนอชื่อผ่านตน เพื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ ไม่มีใบสั่งมายัง สปช. เพื่อลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการลงมติเป็นกรรมสิทธิ์ของ สปช.แต่ละบุคคล จะเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจมากหาก สปช.ต้องตัดสินใจโดยมีผลประโยชน์รองรับ การตัดสินลงมติของ สปช. ควรตัดสินใจจากความเหมาะสมและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จุดยืนของตนต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขึ้นอยู่ที่มีเนื้อหาเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด เพราะไม่เชื่อในการเมืองแบบตัวแทน จึงใช้เกณฑ์นี้เป็นตัวตัดสิน

“วันชัย” เผยบิ๊ก สปช.จับมือไม่รับร่าง

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สปช.ระดับหัวกะทิของกลุ่มต่างๆ อาทิ สายจังหวัด สายปกครองส่วนท้องถิ่น สายการเมือง สายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สายวิชาการและอดีตข้าราชการบางส่วน ได้ปรึกษาหารือการลงมติร่างรัฐธรรมนูญที่ในวันที่ 6 ก.ย. จากการพูดคุยได้มีข้อสรุปร่วมกัน 3 ข้อคือ 1.เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหาและมีสิ่งที่เป็นอันตรายโดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) 2.หาก สปช.ผ่านร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไปทำประชามติ จะก่อให้เกิดความแตกแยกและทำให้เกิดความระส่ำระสายในบ้านเมืองขึ้นถึงขั้นที่รัฐบาลจะควบคุมไม่อยู่และอาจถูกคว่ำในชั้นประชามติ รัฐบาลกับ คสช.จะเสียคน และจะเป็นข้ออ้างให้เกิดการขับไล่ จนทำให้ไม่สามารถอยู่ในอำนาจต่อไปได้ และ 3.แม้ว่าจะมีส่วนดี แต่มีส่วนเสียที่ถือว่าเป็นอันตรายใหญ่หลวงควรนำมาปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม โดย สปช.ที่มาหารือกัน เห็นควรว่าไม่ควรจะรับร่างฯนี้โดยเด็ดขาด ขณะนี้ทางกลุ่มกำลังประสานกับสมาชิก สปช.ที่มีแนวคิดตรงกัน มั่นใจว่าจะมีเสียง สปช.สนับสนุนการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อไม่ให้ไปทำประชามติได้

กลุ่มไม่เห็นด้วยคึกคะแนนพุ่งตีตื้น

นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิก สปช.และรองประธาน คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ขณะนี้กระแสไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ มีสมาชิก สปช.เห็นคล้อยกับ กมธ.ปฏิรูปการเมืองและ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นที่มาของความขัดแย้งในอนาคต โดยเฉพาะ สปช.สายนักวิชาการ นักกฎหมาย และข้าราชการมีอยู่ประมาณ 50 คน ที่ทิ้งความเป็นนักวิชาการและนักกฎหมายไม่ได้ เริ่มเคลื่อนไหวจับ กลุ่มคุยกันมากขึ้น บางส่วนหันมาไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เห็นด้วยกับ คปป. ซึ่งเท่ากับให้มีอำนาจมาครอบงำรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มาครอบงำรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำให้กลุ่ม สปช.ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ มีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 90 เสียงแล้ว ถือว่าคะแนนเริ่มไล่ขึ้นมาสูสีกับ สปช.กลุ่มที่สนับสนุน ต้องรอดูว่ากลุ่มนักวิชาการ นักกฎหมาย เหล่านี้จะเทเสียงให้ฝ่ายไม่เห็นด้วยหมดทุกคนหรือไม่ รวมถึง สปช.กลุ่มที่ยังลังเลไม่ตัดสินใจอีกจำนวนหนึ่ง ถ้าหันมาเทคะแนนไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปได้ที่คะแนนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะพลิกกลับมาเอาชนะได้ ต้องรอดูเวลาช่วงที่เหลือหลังจากนี้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

แต้มไหลจากทิ้งห่างไล่เบียดสูสี

นายดำรงค์ พิเดช สปช.กล่าวว่า เท่าที่ตนพูดคุยกับสมาชิก สปช.ส่วนใหญ่มีคะแนนเสียงสูสีกัน คือทั้งรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ผู้ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่าไม่ควรปล่อยร่าง รัฐธรรมนูญถึงมือประชาชน เพราะจะเสียหายกว่าลงมติไม่รับร่างในชั้นนี้ เนื่องจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากไปถึงขั้นประชามติโหวตออกมาก็ไม่รับร่าง แล้วจะเสียงบ ประมาณไปทำไม

ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวว่า ตามที่เคยวิเคราะห์ว่าจะได้เสียงรับร่างรัฐธรรมนูญกว่า 2 ใน 3 ขณะนี้น่าจะไม่ถึงเพราะ สปช.เริ่มเอนเอียงเสียงไปทางไม่รับมากขึ้นด้วยเหตุผล อาทิ ไม่ได้เขียนคำปรารภ กมธ.ยกร่างฯที่เป็น สปช.ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญได้ ความขัดแย้งของสมาชิก สปช.ด้วยกันช่วงที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อการลงมติ ทำให้คะแนนการลงมติขณะนี้ทิ้งห่างกันไม่มาก

แปลรหัส “วิษณุ” ส่งซิกคว่ำ

นายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิก สปช.และคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กังวลว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านอาจเกิดความขัดแย้งตามมาหลังจากนี้ว่า เห็นด้วยน่าจะเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างให้ สปช.รู้ว่า ถ้าปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านในวันที่ 6 ก.ย. จะเป็นอันตรายต่อประเทศ เพียงแต่ไม่พูดตรงๆ ให้ สปช.ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ยิ่งสถานการณ์ขณะนี้สองพรรค การเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ต่างไม่เห็นด้วย โอกาสเป็นไปได้ยากที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติ หากต้องไปยกร่างใหม่ ต้องกลับมาทำประชามติอีกรอบ เสียเงินไปกว่า 6 พันล้านบาท ยังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ ดังนั้น ให้คว่ำ รัฐธรรมนูญในชั้น สปช. แล้วไปแก้ไขเนื้อหาให้รอบ คอบมากขึ้นจะดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปตัดต่อพันธุกรรม แล้วลักไก่โผล่เข้ามาช่วงสุดท้าย โดยที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว เปรียบเหมือนเป็นการมัดมือชก ไม่เห็นหัว สปช.

“ประสาร” สวนเปรี้ยงไม่ใช่สัญญาณล้ม

ด้านนายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิก สปช. กล่าวว่า เป็นแค่การแสดงความเป็นห่วงกังวลของนายวิษณุ ไม่ใช่การส่งสัญญาณทางการเมืองใดๆต่อสมาชิก สปช.ในการลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย. คงไม่ทำให้ สปช.ลังเล เพราะขณะนี้ สปช. หลายคนมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว มีเพียงแค่ สปช. 20 คนเท่านั้นที่ยังลังเล ขอรอตัดสินใจดูอีกที แต่ทิศทางของนายวิษณุยังอยากให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแม็ปที่วางไว้ ส่วนตัวมั่นใจว่าสถานการณ์หลังจาก สปช.ลงมติร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว คงไม่เกิดเหตุความขัดแย้งรุนแรงตามมา คงมีแค่การแสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในระดับธรรมดา เท่าที่ดูแล้วกระแสประชาชนที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอารมณ์ของสังคมอยากเห็นขั้นตอนทุกอย่างเดินไปตามโรดแม็ป อีกทั้งเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมีกลไกการปฏิรูปที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศ และระบบการตรวจสอบที่เข้มข้น จึงเชื่อว่าน่าจะผ่านการทำประชามติของประชาชนไปได้

ชุดยกร่างฯย้ำสิทธิลงมติ ขู่ฟ้องกลับ

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณารับรองบันทึกรายงานการประชุมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายบวรศักดิ์กล่าวถึงความชัดเจนว่า กมธ.ยกร่างฯ 21 คน ที่เป็นสมาชิก สปช.จะโหวตลงมติร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ว่า 1.การโหวตเป็นสิทธิและเป็นเอกสิทธิที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 รับรองไว้ 2.ประเพณีปฏิบัติที่ทำกันมาในประเทศไทย ถ้าจะห้ามโหวตต้องมีกติกาชัดเจน เช่น รัฐมนตรีเข้าประชุมได้ แต่ห้ามโหวตในกิจกรรมที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 3.ประเพณีที่ผ่านมาการลงมติของ กมธ.ยกร่างฯที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ในปี 40 และปี 50 ลงมติได้ มีสมาชิก สปช.บางคนขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญากับ กมธ.ยกร่างฯที่เป็น สปช.หากลงมติวันที่ 6 ก.ย. ถ้าพวกเราทั้ง 21 คนลงมติ คนที่พูดลองไปดำเนินคดีอาญาดู จะดำเนินคดีอาญากลับเหมือนกันฐานฟ้องเท็จ จะได้สู้กันต่อไปให้ไม่รู้จักจบ ขอชี้แจงว่าการลงมติเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทำกันมา การหาเรื่องตัดสิทธิคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอย้ำว่ามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และประเพณีที่ปฏิบัติกันมา 83 ปี ส่วนจะใช้สิทธิหรือไม่ค่อยว่ากัน การลงมติของ สปช.ไม่ได้เป็นการชี้ขาดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ได้ หากไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญก็อย่าเอาประเด็นเล็กประเด็นน้อยมาทำเป็นประเด็น

ปัดตอบ “วิษณุ” ห่วง รธน.จุดไฟขัดแย้ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้นในช่วงการทำประชามติและหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว นายบวรศักดิ์ตอบว่า “ผมจะไม่ตอบคำถามที่เอาความเห็นของคนอื่นมาถาม ขอให้ไปถามคนพูด เราต้องการร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อป้องกันความขัดแย้งหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ แต่ความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่ตอบคำถามสมมติ”

โยน ครม.เคาะส่งตีความคำปรารภ

ส่วนกรณีที่สมาชิก สปช.ยื่นหนังสือขอให้ประธาน สปช.ส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีคำปรารภนั้น นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.ให้สัมภาษณ์ว่า ได้แจ้งต่อสมาชิกที่ยื่นเรื่องแล้วว่า ประธาน สปช.ไม่มีสิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หากจะให้ตนยื่นต้องเป็นมติที่ประชุม สปช. ต้องไปยื่นต่อ ครม.โดยตรง ทราบว่าสมาชิก สปช.ยื่นไปที่ ครม.เเล้ว จึงเป็นอำนาจของ ครม.จะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยเห็นว่าไม่จำเป็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความก่อนวันที่ 6 ก.ย. แต่ต้องทำก่อนทำประชามติ เพื่อไม่ต้องเสียงบประมาณไปกว่า 3,000 ล้านบาท สำหรับกรณี 21 กมธ.ยกร่างฯ ที่เป็นสมาชิก สปช. จะลงมติร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่นั้น ตนไม่มีสิทธิห้าม เนื่องจากไม่มีกฎหมายใดบังคับ เป็นสิทธิของแต่ละคน อาจจะไม่ออกเสียงหรือไม่รับร่างก็ได้ อย่าเพิ่งไปคาดเดา

“จรัญ” ระบุไม่ใช่สาระสำคัญ

นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการถกเถียงถึงความสมบูรณ์ของร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ สปช.ลงมติโดยไม่มีคำปรารภว่า ถ้าตามกระบวนการที่เราเคยทำกันมาเราถือว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดในเนื้อหา เป็นเพียงวิธีการ คำปรารภไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของหลักการ เพราะหลักการของกฎหมายเริ่มที่เนื้อหาของกฎหมาย แต่ไม่เป็นรูปแบบว่ารัฐธรรมนูญต้องมีคำปรารภด้วย ส่วนคำตอบเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรไม่เคยมีบรรทัดฐานมาก่อน จึงควรจะหารือกันให้ได้ข้อสรุปและข้อยุติร่วมกันก่อน เมื่อถามว่ามีสมาชิก สปช.อ้างว่าคำปรารภเป็นส่วนสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ นายจรัญกล่าวว่า ไม่ได้บอกอย่างนั้น เพราะบอกแค่เพียงว่าคำปรารภของรัฐธรรมนูญอาจถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลประกอบการตีความรัฐธรรมนูญได้ จึงเห็นว่าเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่าคำปรารภเป็นสาระสำคัญ

“บิ๊กตู่” ย้ำต้องวางตัวเหนือปม รธน.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. แถลงภายหลังการประชุม ครม.ถึงกรณีร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนต้องอยู่ในบทบาทที่เหมาะสม รัฐบาลก็เช่นกัน สิ่งใดก็ตามหากทุกคนเห็นว่าจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขหรือไม่ ไม่ใช่เอามาเป็นขัดแย้งแล้วมาต่อต้านกันอีก รวมไปถึงการปฏิรูป คปป.ที่ว่ากัน ถ้าเกิดได้ก็เกิดไป ถ้าเกิดไม่ได้จะทำอย่างไร หากเกิดสถานการณ์อย่างที่เคยเกิดมาจะติดล็อกทั้งหมด เลือกตั้งก็ไม่ได้ งบประมาณใช้จ่ายไม่ได้ ลาออกก็ไม่ลา มีความรุนแรงเกิดขึ้นอยู่ตลอด ดังนั้น ฝ่ายที่ร่างรัฐธรรมนูญจึงกำหนดกติกาและบทบาทขึ้นมา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมุ่งหวังให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ ไม่เกี่ยวกัน ใครจะอยู่ก็อยู่ไป เพราะต้องขึ้นอยู่กับประชามติ และอะไรต่างๆ ต้องทำความเข้าใจว่าตนไปชี้ชัดอะไรไม่ได้ ถือว่าได้มอบความรับผิดชอบตรงนี้ไปแล้ว ถ้าเลือกตั้งแล้วคุณไว้ใจว่าไม่เกิดอะไรขึ้นมาได้คุณก็ทำไป แต่ถ้าไม่ไว้ใจต้องรับฟังข้อเสนอของเขาด้วยว่าจะทำอะไรกันต่อไปแค่นั้น ตนมีหน้าที่มารักษาความสงบเรียบร้อยแล้วเดินหน้าประเทศ วางพื้นฐานประเทศ ช่วยกันคิดว่าจะปฏิรูปประเทศกันอย่างไรในระยะยาว

เฉ่งสื่อตี คสช.รับอานิสงส์จาก คปป.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การที่สื่อมักวิจารณ์ว่าไม่ไว้วางใจ คสช. หรือไม่ไว้วางใจตนก็ตาม ไม่ต้องการให้ใช้คำพูดที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน คสช.ได้ประโยชน์ อยากรู้นักว่าประโยชน์ที่ว่าคืออะไรกรุณาใช้คำพูดใหม่ ประโยชน์คือมีอำนาจ หรือเพื่อได้ผลประโยชน์ ก็ในเมื่อตนไม่มีผลประโยชน์ และอำนาจตนก็ไม่ได้อยากได้ แต่เป็นการเรียกร้องเพราะประชาชนเดือดร้อนจึงได้เข้ามา สื่อก็เขียนอยู่นั่นแหละว่าตนอยากได้อำนาจ หรือถ้าไม่ผ่าน คสช.ได้ประโยชน์ หรือถ้าผ่าน คสช.ก็ได้ประโยชน์จากการที่ คปป.ตั้งขึ้นมา คปป.มีประโยชน์ตรงไหนไม่ทราบ ในเมื่อตนบอกว่าอำนาจตรงนี้ไม่ได้ทับซ้อนกับเขา และที่บอกว่าอำนาจทับซ้อนคืออำนาจทางบริหารและนิติบัญญัติ หรือที่ออกกฎหมายนั้นให้ไปดูว่าที่เขาเขียนมีอำนาจตอนไหน ความจริงมีอำนาจเมื่อเขาต้องการแก้ไขเรื่องความรุนแรงใช่หรือไม่ ต้องสอนให้คนอ่าน

เชื่อองค์กรใหม่ป้องกันปฏิวัติได้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สื่อชี้นำไปเรื่อย นักการเมืองบางคนก็ชี้ส่งเดชไปเรื่อย ทำให้ประชาชนไม่เห็นด้วยไปด้วย ถ้าคุณมั่นใจว่ารัฐบาลหน้าเลือกตั้งแล้วเขาทำอย่างที่เขาสัญญาจะรับได้หรือไม่ ตนก็ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นห่วงว่าวันหน้ามันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้ายังไม่มั่นใจจะต้องมีใครดูแลหรือไม่ และต้องให้เขามีอำนาจบ้างใช่หรือไม่ เพราะเขาเดือดร้อน ติดคุกก็ไม่ทำ เหมือนที่ตนเข้ามาถึง ต้องมีอำนาจโดยกฎอัยการศึกเพื่อจะได้ไม่ต้องถูกไล่ล่า ต้องให้ประชาชนเข้าใจด้วยว่ากฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นอย่างนั้น ตนมาทำให้ประเทศเดินหน้าก็มาโจมตีอยู่เรื่อยไป โจมตีอยู่อย่างนั้นว่าตนเข้ามาโดยรัฐประหาร ซึ่งไม่เคยบอกว่าตนเข้ามาถูกต้องไม่ใช่ว่าไอ้นี่ดีกว่าไอ้โน่น เพราะถึงอย่างไรประชาธิปไตยก็ดีกว่าอยู่แล้ว แต่ควรจะเป็นแค่ไหนระยะเวลาใดที่คนจะเข้ามากำกับดูแลหรือไม่ โดยที่ไม่ไปทาบทับ ยังมีอำนาจเต็มทุกอย่างเต็มที่ เพียงแต่เมื่อสถานการณ์ไปไม่ได้แล้ว ติดล็อกทั้งประเทศต้องถามว่าใครจะแก้ จะให้ทหารมาปฏิวัติอีกหรือ ซึ่งคิดว่าตรงนี้เขาทำขึ้นมาเพื่อป้องกันการปฏิวัติ มีอำนาจเหนือคณะปฏิวัติบางส่วนไม่ได้มากเท่าที่ตนเข้ามา เพียงแต่แก้ปัญหาให้ได้และเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไป

ปฏิเสธวางโครงข่ายต่อท่ออำนาจ

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวในที่ประชุมถึงข้อห่วงใยของประชาชนและสื่อ โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามโรดแม็ปที่กำหนดไว้ ส่วนที่มีข้อห่วงกังวลว่าคณะกรรมการ คปป.จะเป็นรัฐซ้อนรัฐ นายกฯยืนยันว่าไม่เป็นความจริง อำนาจพิเศษของ คปป.จะใช้ได้เฉพาะสถานการณ์วิกฤติเท่านั้น เหมือนมาตรา 44 ที่จะใช้ในเวลากลไกปกติเช่นเดียวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึกไม่ได้ และต้องปรึกษากับประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุด มีกติการัดกุม จึงอยากให้ทุกคนมั่นใจและสบายใจว่าอำนาจพิเศษหรือ คปป.ตั้งมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับชาติและอยู่เพียง 5 ปี ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจ

“สุเทพ” ออกโรงหนุนร่าง รธน.

เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ห้องพินนาเคิล โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แยกราชประสงค์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) แถลงถึงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เฝ้าสังเกตการณ์ตลอดเวลา โดยนายสุเทพกล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีพอที่จะนำไปเสนอประชาชนทั้งประเทศให้ลงประชามติ เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพราะเหมาะสมกับสภาพการณ์และสถานการณ์ของประเทศไทย ทำให้เห็นแสงสว่าง เห็นการพัฒนา มีเรื่องการปฏิรูป 5 ด้าน คือ ปฏิรูปการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การกระจายอำนาจ เศรษฐกิจ การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และการปฏิรูปตำรวจ ที่สำคัญมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤติ ตามโครงสร้าง คปป.มีบุคคลที่น่าเชื่อถือ ไม่คิดว่าจะกล้าทำเรื่องอื่น รวมถึงการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม แต่หากทำเชื่อว่าประชาชนจะตัดสินใจในตอนนั้น ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่องบ้าง ไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่วันหน้ายังสามารถแก้ไขได้

ป้อง คปป.ตัวช่วยดับวิกฤติชาติ

“พวกผมผ่านวิกฤติมาด้วยความเจ็บปวด จะเห็นว่าไม่มีทางออกในช่วงวิกฤติ ไม่มีคนมีอำนาจเข้ามาแก้ไข สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นมีการฆ่าคนออกมาบนท้องถนน ประเทศกำลังจะล่มสลาย รัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับ บริหารบ้านเมืองไม่ได้ จึงมีการปฏิวัติ คนที่ไม่เคยเจอวิกฤติแบบนี้ด้วยตัวเองจะคิดไม่ถึง วันนี้จึงพอใจที่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการระบุองค์กรหรือบุคคลที่จะแก้ไขวิกฤติประเทศหากเกิดวิกฤติในอนาคต จะได้ไม่ต้องมีคนเจ็บคนตาย เพราะมี คปป.เพื่อแก้เหตุร้าย” นายสุเทพกล่าวและว่า ยืนยัน มปท.ไม่มีแนวคิดตั้งพรรคการเมือง เพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ยืนยันไม่กลับไปพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนกรณีการปฏิรูปตำรวจ ถือเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน รัฐบาลทำได้ทันทีในเวลานี้ โดยใช้มาตรา 44

เมินไม่เอาด้วยรัฐบาลแห่งชาติ

เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นปัญหาขัดแย้งในอนาคต และฝ่ายการเมืองประกาศรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จะเกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ตนไม่คิดเป็นศัตรูกับใคร หากทุกฝ่ายเคารพประชาชน ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ มติของประชาชนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญที่สุด ในส่วนของมวลมหาประชาชนยังไม่ได้คิดว่าจะร่วมรณรงค์ ขอดูไปตามสถานการณ์และทุกอย่างที่ทำมุ่งหวังให้บ้านเมืองเรียบร้อย เมื่อถามย้ำว่าข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯผลักดัน เห็นด้วยหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ส่วนตัวไม่ค่อยเชื่อ ยังไม่ชัดเจน ไม่คิดว่าจะต้องไปเลยถึงขนาดนั้น แต่เรื่องนี้ตอบแทนประชาชนไม่ได้ ในฐานะที่มีประสบการณ์เป็นรัฐบาลผสมมาหลายสมัย ส่วนตัวเห็นว่ากลไกที่กำหนดไว้ในรัฐบาล น่าจะทำให้ได้รัฐบาลที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

พท.จี้สำนึกอย่าเดินตามขี้ปาก กปปส.

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สปช.จะโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย. อยากให้ดูที่เนื้อหาและมีจิตสำนึกว่าควรผ่านหรือไม่ คนทั้งประเทศจับตาดูอยู่ ร่างรัฐธรรมนูญ 285 มาตรานี้ ไม่เป็นประชาธิปไตย หมกเม็ด ประชาชนเสียโอกาสการเข้าสู่ประชาธิปไตย หากคว่ำร่างจะทำให้ประหยัดงบประมาณถึง 3 พันล้านบาท ขอฝาก สปช.พิจารณาด้วยความเหมาะสม เพราะจะทำให้เกิดคณะกรรมการ คปป.มาปกครองประเทศ ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย เมื่ออดีต กปปส.พูดไว้อย่างไร รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการให้หมด ทำตามทุกอย่าง อยากให้ยึดแนวทางที่ถูกต้อง จะเอาตามแนวคิดของ กปปส.ไม่ได้ อย่านำเรื่องรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นเพื่อสืบทอดอำนาจ มันไม่เหมาะสม ต้องถือว่า คสช.ไม่ได้ทำตามโรดแม็ป

“ปลอดประสพ” ขย่ม รธน.ระเบิดเวลา

นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ประกาศตัดสินประกวดการตั้งชื่อรัฐธรรมนูญว่า มีผู้เสนอชื่อเข้ามาถึง 675 คน ทั้งหมดไม่มีใครชอบร่างรัฐธรรมนูญเลย โดยผู้ตั้งชื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับห่วยนี้ในแง่มุมไม่ดี 3 กลุ่ม คือ 1.มองว่าเป็นร่างที่อัปยศ มีเงื่อนงำคิดหลอกลวง 2.มองว่าเป็นเผด็จการและมีการสืบทอดอำนาจ และ 3.มองว่าไม่เป็นประชาธิปไตยและถอยหลังเข้าคลอง ทำให้ผลการประกวดการตั้งชื่อรัฐธรรมนูญที่ออกมาปรากฏเรียงลำดับดังนี้ คือ 1.รธน.ระเบิดเวลา ในทัศนะส่วนตัวเห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับ เพราะนำไปสู่ความขัดแย้ง ลงเอยด้วยการต่อสู้ที่ไม่มีใครควบคุมได้ จะกระทบต่อผู้มีอำนาจ บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ สุดท้ายจะหาทางแก้รัฐธรรมนูญ มีการเผชิญหน้ากับ คปป. หากไม่จบ รัฐบาลถูกปลด จบด้วยรัฐประหารอีก เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่ถูกตั้งเอาไว้ 2.ตบหัวประชาชน 3.อวยเผด็จการ 4.ทายาทอสูร และ 5.บอนไซ

“อ๋อย” ท้า คสช.กล้าๆเลือกให้ชัด

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เข้าใจว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหลายใช้ตรรกะเหตุผลอะไรกันแน่ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ คสช.ห้ามคนชี้นำคัดค้าน บางคนบอกรู้ว่า คปป.มีข้อเสีย แต่ไม่อยากพูด กลัวพูดแล้วไปกันใหญ่ เดี๋ยวคนจะยิ่งไม่เอาด้วย แถมยอมรับถ้า สปช.ผ่าน ถึงตอนลงประชามติจะขัดแย้งวุ่นวาย พูดเหมือนอยากให้ สปช.คว่ำ หรือบางคนห่วงถ้าปล่อยให้ไปลงประชามติ ร่างนี้จะไม่ผ่านและจะเสียเงิน 3,000 ล้านบาทไปเปล่าๆ เหมือนทั้งๆที่รู้ว่าประชามติจะไม่ผ่าน แต่จะดันทุรังไปลงประชามติ ทำไมไม่คว่ำไปเสียในชั้น สปช. แล้วถ้าให้ทำประชามติจะห้ามรณรงค์หรือแม้แต่แสดงความเห็นคัดค้านทำไม สุดท้ายเลยต้องถามใจ คสช.และผู้มีหน้าที่ทั้งหลายว่า ต้องการอะไรกันแน่ ขอให้กล้าๆตัดสินใจไปเสียทางหนึ่ง ถ้าจะคว่ำก็ต้องคว่ำอย่างมีเหตุผล ถ้าผ่านต้องยอมรับผิดชอบความเสียหายที่จะตามมา

“เหวง” ฉะ คสช.ถือหาง “เทือก”

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธาน มปท.ออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญว่า นายสุเทพแถลงทางการเมืองได้เต็มที่ โดย คสช.ไม่ดำเนินการใดๆ เท่ากับ คสช.ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ทุกองค์กรทุกบุคคล สามารถแถลงทางการเมืองได้เต็มที่เช่นกัน แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเสมอภาค หากดำเนินการแบบสองมาตรฐาน คสช.ต้องรับผิดชอบต่อผลพวงที่เกิดขึ้น ส่วน สปช.จะลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย.ขอโปรดไตร่ตรองให้ดี ชะตากรรมของประเทศอยู่ที่การตัดสินใจของท่าน และชะตากรรมของท่านที่ประวัติศาสตร์จะจดจารึกไปชั่วกัลปาวสาน จะเป็นผู้ปกป้องรักษาเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน เพื่อทำลายระบอบเผด็จการซ่อนรูปทุกชนิด หรือจะเป็นผู้สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับไม่เป็นประชาธิปไตย

“พิเชษฐ” ปลุกประชาชนทำแท้ง รธน.

ด้านนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต รมช.คลัง และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงถึงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า “ผมเรียกร้องให้ทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนช่วยกันคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้ ขอประกาศอย่างมั่นคง ผมไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้” พร้อมทั้งยังได้ตอบข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวโดยขยายความว่า “ประชามติคือประชาธิปไตยเชิญแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ไม่ต้องกลัวเผด็จการมาขู่ครับ ให้รู้ไปว่าวันนี้คนไทยจะมีความผิด เพราะแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย หากเกรงคำขู่ของรองวิษณุฯ (นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี) ก็ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไรครับ ผมรับมือเอง”

เปรียบนักกีฬาบอยคอตกติกาไม่สากล

นายพิเชษฐให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เรียกร้องตั้งแต่แรกว่าให้ทำประชามติจากประชาชน เพราะเชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่ การที่พรรคประชาธิปัตย์ยังเงียบ หลังกลุ่มกปปส.ประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ คงเพราะยังเกรงใจกันอยู่ ขอให้รู้ว่ามีอดีต ส.ส.และคนที่ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยและยังเชื่อว่าพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็ไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ เปรียบเทียบให้เห็นภาพหากถึงเวลาเลือกตั้งตามกติกาใหม่ หากนักกีฬาของแต่ละทีม ไม่เห็นด้วยกับกติกาที่ไม่เป็นสากล ไม่ส่งนักกีฬาลงแข่ง จะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่รวมถึงปัญหาที่จะถูกบอยคอตจากต่างประเทศที่ไม่เอารัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ปัญหาต่างๆจะรุมเร้าอีกมาก ส่วนตนนั้นไม่มีใครมาห้ามการแสดงออกได้ และมองเห็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเช่นเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเรียกร้องให้ สปช.คว่ำร่าง เพราะเห็นว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้งแตกแยกซ้ำอีก และจะมีแรงกระเพื่อมมากขึ้น หากทำประชามติแล้วร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน

“ประยุทธ์” รับปากเซ็นถอดยศ “ทักษิณ”

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า “ก็เห็นว่าเรื่องกำลังเข้ามา ไม่ต้องนำเข้า ครม.เดี๋ยวเซ็นเอง ถึงผมเมื่อไหร่ผมก็เซ็นไปตามกติกาอยู่แล้ว รอก็แล้วกันอย่าไปตื่นเต้น วันนี้วันไหนพรุ่งนี้ มันก็เหมือนกัน ถ้าจะทำแล้วล่ะก็ แต่ให้มั่นใจ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย กติกา ถ้าเมื่อพิจารณากันหมดแล้วหลายคณะเป็นที่พอใจแล้ว ก็พร้อมปฏิบัติทุกเรื่อง ไม่ได้ไปปรองดองอะไร ปรองดองเป็นหน้าที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ โน่น ปรองดองปฏิรูปแก้ความขัดแย้ง”

ฟ้องศาล ปค.เพิกถอนระเบียบถอดยศ

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ ประธานชมรมข้าราชการตำรวจบำนาญ 41 พร้อมทนาย เข้ายื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนระเบียบ สตช.ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ โดย พ.ต.อ.บรรจบกล่าวว่า สตช.ไม่มีอำนาจออกระเบียบถอดยศนายตำรวจนอกราชการ หรือที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว เนื่องจากขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจ และระเบียบนี้ไม่ได้นำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือว่าเป็นโมฆะ ที่สำคัญระเบียบนี้ที่ออกปี 47 ถือว่าขัดต่อมาตรา 33 รัฐธรรมนูญปี 40 ที่ระบุว่า ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ระเบียบนี้ ข้อ 1 (6) กำหนดเงื่อนไขการถูกถอดยศว่า ต้องหาคดีอาญาแล้วหลบหนีไป ดังนั้นศาลปกครองสมควรจะยกเลิกหรือระงับการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว เพราะการถอดยศตำรวจนอกราชการไม่เคยกระทำมาก่อน เพิ่งเกิดขึ้นกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

ร้องเอาผิด “โอ๊ค” รับของโจร

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ผ่านนายวินัย ดำรงมงคลกุล ผู้ตรวจการสำนักงานอัยการสูงสุด กรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมพวกรวม 4 คน รับเงิน 17 ล้านบาท จากกลุ่มกฤษดานคร ในคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้โดยมิชอบ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเอาผิดผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว โดยนายวัชระเห็นว่า ทำไม อสส.ไม่สั่งฟ้องนายพานทองแท้กับพวกรวม 4 คนในข้อหารับของโจร พร้อมขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีไม่สั่งฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขอคัดสำเนาเอกสารการประชุมร่วมระหว่าง อสส.กับ ปปช.ในคดีนี้

ขณะที่นายวินัยกล่าวว่า ในทางปฏิบัติกรมสอบสวนคดีพิเศษยังรวบรวมหลักฐาน ส่งเรื่องมายังอสส.ในคดีฟอกเงิน เป็นข้อหาที่หนักกว่าได้

“บิ๊กตู่” บินนิวยอร์กถกยูเอ็น 23–30 ก.ย.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายกฯได้เน้นย้ำต่อที่ประชุม ครม.ว่าไม่มีเวลาฮันนีมูน ขอให้เร่งดำเนินการสิ่งที่สั่งการไว้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ส่วนเสียงวิจารณ์บทบาทของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนก็ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ทำหน้าที่เร่งรัด ติดตามการทำงานโครงการที่มีงบประมาณลงทุน 50 ล้านบาท ไม่ต้องนำเสนอให้ คตร.เห็นชอบ คตร.จะมีบทบาทต่อเมื่อมีผู้ร้องเรียนว่าโครงการไม่ชอบมาพากล จะเชิญมาตรวจ สอบอีกครั้ง ยืนยันว่าไม่ใช่การแทรกแซงและเป็นอุปสรรคในการลงทุน แต่ช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณลื่นไหลมากขึ้น ที่ผ่านมามีการร้องเรียนโครงการที่มีปัญหาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทั้งนี้นายกฯยังแจ้งต่อที่ประชุมว่าจะเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ หรือยูเอ็นจีเอ ระหว่างวันที่ 23-30 ก.ย. ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

จัด “บิ๊กป้อม” นายกฯสำรองเบอร์ 1

พล.ต.วีรชนกล่าวอีกว่า ประชุม ครม.รับทราบการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกฯกรณีที่นายกฯไม่อาจปฏิบัติราชการได้ มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกฯ ตามลำดับ ดังนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวิษณุ เครืองาม ทั้งนี้ ในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกฯผู้รักษาราชการแทนข้างต้นจะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกฯได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกฯเสียก่อน

ปลื้มดรีมทีม ศก. “สมคิด” กำลังใจล้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ชื่นชมการทำงานของ ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ว่า “ผมสบายใจที่เห็นท่านรองนายกฯและฝ่ายเศรษฐกิจนั่งคุยกันยิ้มแย้มแจ่มใสกัน ดูดีนะ รับคำสั่งผมทุกอัน ครับๆ เดี๋ยวผมนำไปปฏิบัติ เอ้อ...ดี ไม่ใช่ว่าของเก่าเขาไม่ดีเพียงแต่ว่าสถานการณ์ และพวกเรายิ้มแย้มแจ่มใสไง ไม่ใช่ว่าพวกเราไปรุม เหมือนท่านที่แล้วเขาโดนเยอะมันก็เซ็งเหมือนกันนะ ท่านใหม่กำลังใจเยอะ ผมก็บอกว่ากำลังใจมันมีเยอะนะ แต่มีมาระยะเวลามันสั้นไปนิด เขาพยายามทำเรื่องขับเคลื่อน แต่จะให้เห็นผลปุบปับไม่ได้หรอก เปิดสวิตช์ปิดสวิตช์ได้ไงมันไม่ได้ มันจะค่อยดีขึ้น หลายเรื่องค่อยๆดีขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวไปยิ้มไป และว่าขอให้รอฟังตัวเลขแล้วกันการส่งออกจะดีขึ้นนิดนึง เพราะว่าการส่งออกรถยนต์มันเริ่มดีขึ้นแล้ว วันนี้ขอให้เชื่อมั่นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีกติกาของท่าน รัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องค่าเงินไม่ได้ รวมทั้งวันนี้ข้าวราคาถูกของรัฐบาลลงไปถึงประชาชนแล้วในสหกรณ์ 58 แห่ง ขอคนรวยอย่าไปซื้อ ถ้าคนจนไม่ได้จะมาด่าตนอีก รัฐบาลพยายามจะทำให้ราคาต่ำกว่าตลาด 20-30%

อ้อนรักน้อยๆแต่ขอให้รักนานๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ระหว่างการแถลงผลการประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษว่า “ขอให้รักผมน้อยๆ แต่รักนานๆ ดีกว่า คำว่านานๆของผมเดี๋ยวจะหาว่าสืบทอดอำนาจอีกไม่ใช่ รักนานๆคือรักตลอดที่ผมทำหน้าที่ ไม่ต้องมากมายหรอก แค่นิดหน่อยก็เป็นกำลังใจ ถ้ารวมกันเยอะๆก็เป็นพลัง ทำให้ทำอะไรได้โดยที่เป็นความ ต้องการของประชาชนโดยรวม เรียกว่าการทำงานต้องมีผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้งตามแนวพระราชดำริ ถึงจะท้อแท้ก็ต้องกัดฟันสู้เหมือนที่ผมเป็นอยู่นี่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

คนดังแห่สมัครรับสรรหาชิง กสม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหา กสม. จำนวน 2 คน ปรากฏว่ามีผู้สมัครเข้ารับการสรรหา 63 ราย อาทิ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย น.ส.อุชษณีย์ ชิดชอบ อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ พี่สาวนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาสมัครพยาบาล เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายสิระ เจนจาคะ สมาชิก สปช. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

ล่าสุดคะแนนเสียงสมาชิก สปช.ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มกระเตื้องเพิ่มมากขึ้นมาสูสีกับคะแนนกลุ่ม สปช.ที่เห็นด้วยท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการล็อบบี้ให้สมาชิกโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแลกกับเก้าอี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป 2 ก.ย. 2558 07:54 2 ก.ย. 2558 07:59 ไทยรัฐ