วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ซามูไรหัวใจสปอร์ต ทดสอบ MAZDA MX-5 ND SKYACTIV G ตอนที่ 1

ซามูไรหัวใจสปอร์ต ทดสอบ MAZDA MX-5 ND SKYACTIV G ตอนที่ 1

  • Share:

ห้วงเวลาถึง 26 ปีที่ผ่านไป จากโมเดลแรกสุดมาจนถึงตอนนี้ Mazda MX-5 เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร รถเปิดหลังคาที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างยอดขายได้สูงที่สุดในโลกและช่วยฉุดรั้ง Mazda Motor ออกมาจากปากเหวของความวิบัติ นับตั้งแต่ปี 1989 กับโมเดล NA มาถึงปัจจุบันในปี 2015 กับโมเดล ND เวอร์ชั่นที่ 4 ของสปอร์ตคาร์เปิดประทุนคันเล็ก แม้รูปลักษณ์จะแปรเปลี่ยนไปบ้าง แต่สัมผัสและรสชาติของคำว่า Speedster หรือ Sport Roadster ไร้หลังคายังอยู่อย่างครบถ้วนกระบวนความ

The Generation of MX-5
Mazda MX-5 NA 1989-1997
ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตยังจุดกำเนิดของ Roadster จากค่าย Zoom Zoom รถสปอร์ตสองที่นั่งเปิดประทุนต้นตระกูล MX-5 คืออัศวินม้าขาวที่เข้ามากอบกู้สถานภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าใดนักของ Mazda ในช่วงปลายยุค 80' ให้กลับฟื้นคืนสู่สถานะแห่งความมั่นคงอีกครั้ง การจงใจผลิตรถสปอร์ตคันเล็กแบบเปิดหลังคาขึ้นในปี 1988 โดยใช้รูปแบบของ Lotus Elan Sport-Car ยอดนิยมของอังกฤษ มาเป็นแบบอย่างในการสร้างรูปทรงของตัวรถ นับได้ว่าเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่งในเชิงวิศวกรรมของบริษัท Mazda เนื่องจากในช่วงเวลานั้น รถสปอร์ต Roadster ห่างหายไปจากท้องถนนมานานกว่า 20 ปีแล้ว จากปัญหาเรื่องราคาของพลังงานในช่วงปี 1974 หลังจากออกขายได้ไม่นาน Mazda MX5 -NA โมเดลแรกสุดก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในเรื่องของราคา คุณภาพในการประกอบ รวมถึงสิ่งที่สำคัญมากที่สุดที่ทำให้มันประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็คือ สมรรถนะในการขับขี่ที่มีเครื่องยนต์ ช่วงล่างและเกียร์ทำงานประสานกันอย่างยอดเยี่ยมบนอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักที่สมดุล ทำให้ MX5-NA 1989-1996 กลายเป็นรถสปอร์ตที่มีความคุ้มค่าน่าขับมากที่สุดในทำเนียบรถสปอร์ตแบบเปิดหลังคาของโลกยนตรกรรม จากระดับของราคาที่คนทั่วไปสามารถจับต้องได้ รถ MX-5 ในโมเดลแรกสุดใช้รหัสตัวถัง NA สามารถสร้างประวัติศาสตร์ยอดจำหน่ายทั่วโลกถึง 4 แสนคัน โดยมีเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ รหัส B6-ZE ปริมาตรความจุ 1.6 ลิตร และ BP-ZE ความจุ 1.8 ลิตรให้เลือกพร้อมกับเอกลักษณ์สำคัญในรุ่นนี้ คือไฟหน้าแบบ Pop-Up รุ่นปี 1996-1997 ยังมีเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดให้เลือกอีกด้วย

Mazda MX-5 NB 1998-2004
รุ่นที่สองของ MX-5 จาก Mazda มีรูปทรงของไฟหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความนิยมของมันลดระดับความร้อนแรงลงมา เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น และเปลี่ยนกระจกหลังที่รุ่นแรกเป็นแบบพลาสติกใสให้เป็นกระจกแก้ว Mazda MX-5 NB มีส่วนผสมของรุ่น NA อยู่กว่า 40% ทั้งการวางตำแหน่งของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง รวมถึงการนำอะไหล่บางชิ้นส่วนของรุ่นแรกมาใช้งานร่วมกัน ด้านหน้าที่ดูแปลกๆ ไม่ค่อยลงตัว ส่งผลไปถึงยอดขายที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม การขับขี่ที่ดีขึ้นทำให้ความนิยมยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง หลังจากออกวางขายได้ไม่นานนัก เครื่องเครายังคงมีให้เลือกเหมือนเดิมทั้ง 1.6 - 1.8 ลิตร สำหรับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 146 แรงม้ากับแรงบิด 168 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบต่อนาทีนั้น มีสมรรถนะที่ไว้ใจได้ โดยสามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 8.4 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 208 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบส่งกำลังมีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีดในรุ่นแรกๆ ตามด้วยเกียร์แมนนวล 6 สปีดในรุ่นท้าย รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดสำหรับพวกรักความสบาย ให้เลือกรุ่นแรงสุด 1.8 ลิตร อัดอากาศด้วย Turbocharged BPT I-4 จากฝีมือการโมของ Mazda-speed อัพแรงม้าได้ 180 ตัว เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 208 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนน้ำหนักตัว 1,065 กิโลกรัม

Mazda MX-5 NC 2005-2012
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร มีแชสซีที่ยอดเยี่ยม ซึ่งถูกพัฒนามาตั้งแต่รุ่นแรกๆ เพื่อทำให้มันเป็นรถสปอร์ตสองที่นั่งที่ขับขี่ได้อย่างสนุกสนาน โครงสร้างและรูปแบบของตัวรถไม่มีความซับซ้อน โดยเน้นไปที่จุดศูนย์ถ่วงและการกระจายน้ำหนักเป็นสำคัญ หลักใหญ่ใจความของวัตถุประสงค์ในการสร้างรถรุ่นนี้ก็คือความรู้สึกอิสระยามเปิดหลังคาวิ่ง ความสนุกในการควบคุมและอารมณ์ของ Roadster ในยุค 1960 ซึ่งวิศวกรของ Mazda นำสิ่งเหล่านี้มารวมเข้าไว้ด้วยกัน เครื่องยนต์ เกียร์และระบบกันสะเทือนของ MX-5 NC แม้จะมีรูปแบบทั่วไปแต่เหมาะสมกับขนาดและน้ำหนักของตัวรถ ผลที่ได้คือรถสปอร์ตเปิดประทุนขนาดเล็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบรองรับและชุดบังคับเลี้ยวที่เฉียบคมซึ่งผสมกับรูปแบบของระบบขับเคลื่อนได้เป็นอย่างดี รุ่นหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ กลายเป็นทางเลือกที่ดีซึ่งวิศวกรของ Mazda ได้ทำการออกแบบชุดหลังคาใหม่แทนหลังคาผ้าใบแบบเดิมที่ดูแลรักษาได้ยากกว่า หลังคาโลหะแบบใหม่มีชื่อเรียกว่า RHT หรือ Retractable Hard Top ยังเก็บเสียงได้ดีกว่ามากและมีความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยสามารถกางออกและใช้เวลาเพียงน้อยนิดในการกางหรือพับเก็บด้วยความนิ่มนวล จากชุดมอเตอร์เล็กๆ ที่ทำงานได้รวดเร็วที่สุดในโลกเพียงแค่ 12 วินาทีเท่านั้น เครื่องยนต์ ของ Mazda MX-5 NC Roadster-Coupe Open top มีสองขนาดความจุให้เลือก คือ เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ใช้รหัส MZR1.8 L มีเรี่ยวแรงประมาณ 126 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดท้วมๆ ที่ 167 นิวตันเมตร ในย่าน 4,500 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังมีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตราเร่งพอสนุกจาก 0-100 กิโลเมตร ใช้เวลา 9.9 วินาที กับความเร็วปลายแบบมิดคันเร่งที่ 198.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเครื่องอีกตัวที่แรงขึ้นคือเครื่อง MZR 2.0 ลิตร ปริมาตรความจุ 1,999 c.c. 4 วาล์วต่อสูบ = 16 วาล์ว ให้กำลัง 167 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะหรือเกียร์ออโต้ 6 สปีด พร้อมกลไก Paddle Shift โดยตัวรถรุ่นเกียร์ธรรมดาสามารถกดกันสุดคันเร่งที่ 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ทำได้ในเวลา 7.6 วินาที

ฝาสูบและเสื้อสูบทำจากอะลูมิเนียม Iron Cylinder Liners, DOHC (Double-Overhead Camshafts) พร้อมระบบแปรผันวาล์วไอดี ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบซีเควนเชียล ควบคุมการทำงานด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Multi Point และระบบจุดระเบิด แบบ Coil On plug อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 10.8:1 กระบอกสูบ 83.1 มิลลิเมตร ช่วงชัก 87.5 มิลลิเมตร ระดับของการเปิด-ปิดวาล์วไอดีจะแปรผันอยู่ที่ระดับ 30 องศาเมื่อวัดที่แคมชาร์ป ชุดปรับตั้งวาล์ว เป็นแบบแผ่นชิมช่วยยืดอายุการใช้งานและบำรุงรักษาต่ำ ลูกสูบเคลือบด้วยสาร Molybdic Anti-Friction Compound เพื่อลดความสึกหรอจากการเสียดสีในห้องเผาไหม้ ระบบแปรผันทางเดินไอดี Variable Intake System (VIS) สร้างแรงบิดให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบ VIS ถูกปรับแต่งให้เน้นความสำคัญในการลดเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ ในรอบการทำงานที่สูงผ่านท่อไอเสีย แคตเตอร์ไลติกและท่อพักท้าย จึงให้เสียงที่ทุ้มนุ่มแบบเรียบๆ ของเครื่องสี่กระบอกสูบ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบปีกนกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ปรับปรุงระยะ Front Roll Center ลง 26 มิลลิเมตร ซึ่งการปรับปรุงจุดนี้ จะทำให้การหมุนตัวในระหว่างทำการเลี้ยวได้ดีขึ้น ลดการเอียงของตัวรถขณะขับเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูง โช้คอัพถูกอัพเกรดขึ้นไปใช้โช้คชั้นดีของเยอรมันยี่ห้อ Bilsteni ระบบห้ามล้อเหมาะสมดีกับกำลังของเครื่องยนต์และน้ำหนักของตัวรถ ด้านหน้าใช้จานดิสก์เบรก ขนาด 290 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมีขนาดย่อมลงมาเล็กน้อยที่ 280 มิลลิเมตร พร้อมด้วยระบบช่วยเบรก TCS-Traction Control System ช่วยลดอาการหมุนฟรีของล้อขับเคลื่อนคู่หลัง รวมถึงระบบช่วยในการทรงตัว DSC-Dynamic Stability Control ช่วยป้องกันตัวรถไม่ให้หลุดออกนอกโค้ง แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในลิมิตที่สมองกลจะปรับการทำงานช่วย เกินกว่านี้ก็ตัวใครตัวมัน แต่หากเชื่อมั่นในฝีมือการขับของตนเองว่าเจ๋งพอ สามารถปิดสวิตช์การทำงานของระบบช่วยการทรงตัวต่างๆ คราวนี้ท่านก็จะได้สัมผัสความรู้สึกโดยตรงกับอัตราการกระจายน้ำหนักแบบ 50/50 ซึ่งรถสปอร์ตเปิดหลังคาน้อยคันในยุคนี้จะทำได้แบบมัน

Mazda MX-5 ND 2015
หลังจากการปรากฏตัวซึ่งตามมาด้วยความสำเร็จของโรดสเตอร์ทั้ง 3 รุ่นจาก Mazda การจะสร้างรถรุ่นใหม่ให้ดีกว่ารุ่นที่แล้วนับเป็นงานวิศวกรรมที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก MX-5 ND เวอร์ชั่นล่าสุดประจำปี 2015 ก้าวเข้าสู่เจนเนอเรชั่นที่ 4 กับรหัสตัวถัง ND ต่อเนื่องกับญาติพี่น้องร่วมสายพันธุ์โรดสเตอร์ วิศวกรของ Mazda ได้ทำการยกระดับโดยหันมาใช้โครงสร้างแบบเหล็กผสมอัลลอยพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ด้านการจัดการกับน้ำหนักส่วนเกิน ภาพลักษณ์ของสปอร์ตคาร์เปิดประทุนแบบ 2 ที่นั่งยังคงอยู่ พร้อมกลไกการเปิดหลังคาในรถรุ่นใหม่ที่ถูกส่งออกขายเป็นครั้งแรกในปี 2015 กับหลังคาผ้าพับเก็บได้ เลย์เอาต์การวางเครื่องยนต์แบบ Font-Mid Engine โดยใช้ลักษณะของการวางเครื่องยนต์ตามยาวด้านหน้าและร่นเครื่องยนต์ให้เข้าไปชิดกับห้องโดยสารเพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมมาตรบนตัวเลข 50/50 เพื่อคงอาการที่ดีของการควบคุมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น โครงสร้างของ Mazda MX-5 ND รุ่นใหม่มีการนำเอาอะลูมินัมอัลลอยมาปรับใช้งานในหลายส่วนของตัวรถ จากวัตถุประสงค์หลักในการลดทอนน้ำหนักซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลไปถึงสมรรถนะของตัวรถ MX-5 ND ใช้อะลูมินั่มอัลลอยในส่วนของคานรับแรงกระแทกใต้กันชนด้านหน้าและหลัง แก้มทั้งสองฝั่ง ฝากระโปรงหน้า อุโมงค์เพลากลาง โครงของเบาะโดยสารและโครงของชุดหลังคาทำให้สามารถลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 16 กิโลกรัม

Mazda MX-5 ND Skyactiv-Chassis
นวัตกรรมโครงสร้างน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งของแบรนด์ Zoom Zoom ประกอบด้วย Lightweight High Tensile Steel ผนวกกับชิ้นงานอัลลอยเช่นเดียวกับโครงสร้างของช่วงล่าง สำหรับระบบรองรับหรือช่วงล่างแบบใหม่ของ Mazda MX-5 ND ลดน้ำหนักลงไปได้อีก 12 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับ MX-5 NC ผู้พี่ เฟรมหลักของตัวถังชื่อ High Mount Backbone Frame ทำหน้าที่ดามโครงรถให้มีความแข็งแกร่งและป้องกันอาการบิดตัวที่เป็นปัญหาใหญ่ของรถสปอร์ตแบบเปิดประทุน High Mount Backbone Frame ทำหน้าที่เหมือนกับกระดูกสันหลังและเสริมความแข็งให้กับเพลากลาง ตำแหน่งของการวางเชื่อมต่อกับกระปุกเกียร์ลากยาวไปจนถึงเพลาขับหลัง โครงสร้างหลักของตัวรถครอบทับปิดด้วยส่วนของตัวถังแบบโมโนค็อกเช่นเดียวกับ MX-5 รุ่นที่แล้ว สำหรับจุดเชื่อมต่อกับโครงสร้างในส่วนที่รับหน้าที่เหมือนกับกระดูกสันหลังนี้ มีคานแบบขวางหรือ Cross-Member อีก 4 ตำแหน่งเพื่อเสริมเสถียรภาพและสร้างแรงกดขณะขับเข้าโค้ง ตัวถังของรุ่น ND ซึ่งวางคานกันกระแทกเพื่อกระจายแรงปะทะหากเกิดอุบัติเหตุ ใช้คานอัลลอย 700 Series เกรดเดียวกันกับอะลูมิเนียมที่ใช้สำหรับผลิตอากาศยาน คานแบบใหม่ใน MX-5 ND ลดน้ำหนักได้อีก 3.6 กิโลกรัม ทุกขั้นตอนของการสร้าง Mazda MX-5 ND ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดในการลดทอนน้ำหนักส่วนเกิน ทำให้ Mazda MX-5 ND มีน้ำหนักเบากว่า Mazda MX-5 NC ผู้พี่ถึง 100 กิโลกรัม รูปทรงที่งดงามลงตัวเกิดจากงานวิศวกรรมโครงสร้างแบบใหม่ที่ทันสมัย ความงามของตัวรถยังสามารถรักษา Concept ของความเป็น Sport - Roadster สายพันธุ์ Zoon Zoom เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย

Mazda MX-5 ND Exterior Design
งานออกแบบตัวถังภายนอกในส่วนของผิวพื้นที่มีความโค้งมนสมส่วนถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดของการออกแบบบนคอนเซปต์ KODO Design Soul of Motion จิตวิญญาณของการเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกับโมเดลหลากหลายรุ่นของ Mazda เช่น Mazda 2 / Mazda 3 Mazda CX-3 / Mazda CX-5 / Mazda 6 ซึ่งใช้แนวทางหลักของการเคลื่อนไหวในสัตว์นักล่าอย่างเสือชีตาห์ งานศิลปะของการออกแบบผิวพื้นตัวถังของ Mazda MX-5 ND จะมีความแตกต่างแปลกแยกออกไปเล็กน้อยด้วยเส้นตัวถังที่คมกริบและโฉบเฉี่ยว ดูเป็นมิตรและให้มุมมองที่สง่างามทั้งส่วนหน้าและส่วนท้ายของตัวรถ ตัวถังที่สวยงามนอกจากสร้างแรงบันดาลใจในความน่าขับน่าใช้งานแล้วยังมีความทันสมัยจากรูปแบบสปอร์ตโรดสเตอร์ 2 ที่นั่ง Kevin Rice ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษและหัวหน้าทีมออกแบบของ Mazda ในยุโรปให้ความเห็นว่า MX-5 ND เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของทีมออกแบบว่าจะตัดส่วนใดหรือไม่ควรเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนใดของตัวรถ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบไปถึงรูปแบบที่มีความคลาสสิกของมัน ไฟหน้าที่เฉียบคมของ MX-5 ND ออกแบบตามแนวทาง KODO Design ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ใหม่ของรถยนต์จากแบรนด์ Mazda ไฟหน้าแบบใหม่พร้อมไฟหรี่กลางวันหรือ LED Daytime Running Light ให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจในทุกมุมมอง สะท้อนดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของยานยนต์สไตล์โรดสเตอร์ฝั่งยุโรป มุมมองด้านหน้าที่โฉบเฉี่ยวอย่างร้ายกาจกระตุ้นชีพจรของเจ้าของรถให้เต้นเร็วขึ้นจากเส้นสายที่ตัดกันอย่างลงตัว

Mazda MX-5 ND Exterior Design
ด้านข้างของตัวถังไหลลื่นพลิ้วไปตามเส้นสายที่ลากจากแก้มข้างไปจนจดไฟท้าย บานประตูอัลลอยขนาดใหญ่สามารถเปิดออกด้วยมุมที่กว้างให้ความสะดวกในการเข้าออกจากตัวรถ เมื่อเล็งเลียบไปตามผิวของตัวถังด้านข้าง เส้นสายที่เว้าต่ำสไตล์รถเปิดประทุนทำให้มันมีขนาดของตัวถังใกล้เคียงกับรุ่นพี่อย่าง MX-5 NA เวอร์ชั่นแรกสุด ขนาดที่กะทัดรัดสมส่วนสั้นกว่า MX-5 NC 80 มิลลิเมตร รุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Skyactiv G ยัดล้ออัลลอยสีเทา-ดำขอบ 16 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตสมรรถนะสูงจาก Yokohama รุ่น Avan Sport Vies OE ไซส์ 195/50R16 84V เป็นยางสปอร์ตประสิทธิภาพดีที่มีเนื้อยางค่อนข้างนิ่มนวลชวนฝัน ทำให้ทุกอาการบน MX-5 ND เต็มไปด้วยความมาดมั่นจากการเลือกใช้ยางราคาแพง สำหรับรุ่น 2.0 ลิตร Skyactiv G 155 แรงม้าที่จะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยใส่ล้ออัลลอยขอบ 17 นิ้วกับยาง Yokohama รุ่น Avan Sport Vies OE ไซส์ 205/45R17 สัดส่วนของตัวถังสั้นที่สุดในอนุกรมสายพันธุ์ MX-5 โดย MX-5 ND มีความยาวเพียงแค่ 3,915 มิลลิเมตร ช่วงล่างเตี้ยกว่ารถรุ่น NC 20 มิลลิเมตร และมีโอเวอร์แฮงก์สั้นกว่าถึง 90 มิลลิเมตร เป็นผลสืบเนื่องมาจากการวางตำแหน่งล้อไว้ที่บริเวณมุมของตัวถัง ช่วยทำให้เกิดความคล่องตัวและเกาะถนนแบบสุดยอด

Mazda MX-5 ND Exterior Design
บั้นท้ายของ Mazda MX-5 ND คือส่วนที่มีความน่ามองที่สุดของตัวรถ ส่วนท้ายของรถถูกออกแบบให้แปลกตาและน่าตื่นตะลึงจากความลงตัวของงานดีไซน์ กันชนหลังโค้งมนและยื่นต่ำ ตัดกับทรงของไฟท้ายแบบใหม่ได้อย่างลงตัวให้ความรู้สึกคล้ายกับบั้นท้ายของ BMW Z4 ผสมผสานกับบั้นท้ายอันงดงามของ Jaguar F-Type Roadster ไฟท้ายพลาสติกสีแดงทรงกลมมีขอบที่คมกริบลากออกมาด้านข้างซึ่งสร้างบรรยากาศที่แปลกตาด้วยหลอดไฟท้ายแบบ LED การพยายามรักษาเอกลักษณ์ของ Sport Roadster ด้วยการทำให้ส่วนท้ายแตกต่างจากทุกเวอร์ชั่นที่ผ่านมาต้องใช้ความกล้าบวกกับประสบการณ์ในการออกแบบผสานงานศิลปะที่เชื่อมโยงความคลาสสิกในอดีต จุดที่สร้างความโปรดปรานให้กับเหล่าบรรดาแฟนคลับของ Mazda MX-5 นอกจากความมีเสน่ห์ของตัวรถแล้ว มันยังมีราคาที่ไม่แพงมากจนเกินไป แถมยังให้ความสนุกทุกครั้งที่อยู่หลังพวงมาลัยพร้อมกับความกระตือรือร้นของเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างผสานเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางงานวิศวกรรมยุคใหม่จากแบรนด์ Mazda ทั้งหมดทั้งปวงของโครงสร้างงานตัวถังใน New MX-5 ND เกิดจากแนวคิด Skyactiv-Body เริ่มจากการสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเบา มีการตัดโครงสร้างของตัวรถในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นทิ้งไป แล้วทำการคำนวณโครงสร้างในแต่ละส่วนให้มีบทบาทในการรับแรงและกระจายแรงมากยิ่งขึ้น โครงสร้างท่อนหน้าและท่อนหลังได้รับการออกแบบให้ยุบตัวได้ง่ายเพื่อการกระจายแรงปะทะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อคงสภาพของห้องโดยสารเอาไว้ให้มากที่สุด

Mazda MX-5 ND Interior Design
Cockpit ของ MX-5 ND ต้องกลมกลืนไปกับลักษณะที่พลิ้วไหวของตัวถัง นับเป็นงานออกแบบที่ยากยิ่งของทีมดีไซน์เนอร์จาก Mazda Motor ห้องโดยสารของ MX-5 รุ่นล่าสุดเน้นหนักไปที่ความคลาสสิกเชื่อมโยงกับรูปแบบอันทันสมัยของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการตกแต่งห้องโดยสาร เป็นการอวด Cockpit ขนาดกะทัดรัดแบบ 2 ที่นั่งซึ่งเน้นหนักในด้านอารมณ์ มุมมองและการใช้งานผสมความสง่างามสมส่วนและลงตัว พวงมาลัยทรง 3 ก้านแบบสปอร์ตคล้ายกับพวงมาลัยของ Mazda 2 ขนาดรอบวงมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 366 มิลลิเมตร ที่มอบทั้งความกะทัดรัดและกระชับฉับไว ผสานกับชุดบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้าซึ่งใช้มอเตอร์ควบคุมการแปรผันน้ำหนักแบบต่อเนื่อง รุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรคันทดสอบมีสวิตช์ควบคุมติดมาให้ฝั่งซ้ายเพื่อลดภารกรรมการปรับตั้งและใช้งานของคนขับ พวงมาลัยของ MX-5 ND ปรับได้แค่ขึ้น-ลงแต่ก็ครอบคลุมท่านั่งและทุกสรีระของผู้ขับขี่ เนื่องจากสามารถเลื่อนเบาะเข้าหรือออกได้ค่อนข้างมากในส่วนของพวงมาลัยรุ่น 2.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดที่จะเข้ามาขายในประเทศไทยยังมีแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยหรือ Paddle Shift ติดตั้งมาให้ใช้งานเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการชิฟเกียร์ด้วยตัวของผู้ขับขี่เอง

Mazda MX-5 ND Interior Design
แผงคอนโซลขึ้นรูปด้วยพลาสติกห่อหุ้มด้วยวัสดุพวกหนังสังเคราะห์สีเทา-ดำ การจัดวางตำแหน่งของช่องแอร์และแผงมาตรวัดแบบสปอร์ตมีความกลมกลืนไปกับรูปแบบโรดสเตอร์ด้วยชุดมาตรวัดทรงกลมแบบ 3 วง วางตำแหน่งของมาตรวัดรอบไว้กึ่งกลางโดยมีมาตรวัดความเร็วอยู่ด้านขวาสุด เข็มมาตรวัดที่ทิ่มลงดินให้อารมณ์สปอร์ตคาร์ของฝั่งยุโรปที่โดดเด่นและเหนือกว่ามาตรวัดของฝั่งญี่ปุ่นแบบเห็นๆ ความกล้าในการที่จะนำเสนอรูปแบบใหม่ๆ ของห้องโดยสารด้วยการออกแบบให้ Cockpit สร้างความรู้สึกในการห่อหุ้มตัวของผู้ขับโอบล้อมด้วยชิ้นงานและอุปกรณ์ในแผงคอนโซลกลางที่เน้นคนขับเป็นจุดศูนย์กลางของตัวรถ คอนโซลกลางด้านบนในรุ่น 2.0 ลิตร เกียร์ออโตติดตั้งจอมอนิเตอร์ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งเป็นแหล่งรวมของข้อมูลการขับขี่และการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกด้วยระบบ Infotainment ต่อพ่วงกับ Mazda MZD Connect รับหน้าที่หลักเป็นระบบส่วนกลางในการให้ข้อมูลต่างๆ เช่น ระบบนำทางด้วยดาวเทียม การาต่อเชื่อมกับโลกภายนอก ควบคุมและสั่งงานชุดเครื่องเสียง รวมถึงการต่อเชื่อมกับระบบบลูทูธของโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบไร้สาย

Mazda MX-5 ND Interior Design
เบาะคู่หน้าแบบสปอร์ตติดตั้งลำโพงไว้ด้านบนตัวเบาะทั้งสองฝั่ง รูปแบบงานตกแต่งห้องโดยสารรวมไปถึงเกรดของหนังและพลาสติกที่อยู่ในเกณฑ์ดี เบาะนั่งจาก Recaro ใช้รูปทรงแบบ Bucket Seat วัสดุที่ใช้สำหรับห่อหุ้มตัวเบาะรุ่นสูงสุดเป็นหนังแบบ Nappa และ Alcantara อย่างที่บอกว่าเบาะแบบสปอร์ตของ MX-5 ND รุ่นใหม่นั้นติดตั้งลำโพงเอาไว้ในตัวเบาะ จากการจับมือกันระหว่าง Mazda และค่ายผู้ผลิตเครื่องเสียงติดรถยนต์ชั้นนำอย่าง BOSE เป็นการร่วมมือในการพัฒนาระบบเสียงให้กับ Mazda MX-5 ซึ่งนับเป็นงานหินสุดๆ สำหรับการออกแบบเครื่องเสียงในรถยนต์แบบเปิดประทุนที่จะต้องมอบเสียงเพลงที่มีความคมชัดสมบูรณ์แบบท่ามกลางเสียงลมปะทะกับใบหน้า เบาะแบบสปอร์ตของ MX-5 ND มีการลงมือลงแรงจากวิศวกรของ BOSE โดยทำการฝังลำโพงขนาด 5 เซนติเมตรไว้ในบริเวณส่วนบนของตัวเบาะให้ใกล้กับหูของคนขับและผู้โดยสารแบบฝั่งและ 2 ตัว (แยกซ้ายขวาในระบบสเตริโอ) เพื่อส่งสัญญาณเสียงแบบ Studio ตรงไปยังหูทั้งสองข้าง ลำโพงในส่วนที่ติดตั้งอยู่ด้านในของตัวเบาะจึงมีทั้งหมดถึง 4 ตัวสำหรับเบาะนั่งทั้งสอง สำหรับลำโพงในส่วนอื่นๆ ประกอบด้วย Tweeters ขนาด 2.5 เซนติเมตร จำนวน 2 ตัว ติดตั้งที่บริเวณเสาหน้าหรือเสา A ลำโพง Wide-range ขนาด 16.5 เซนติเมตร ติดตั้งอยู่ในบานประตูทั้งสองฝั่ง รวมกับ Sub Woofer ขนาด 13 เซนติเมตร พร้อมกล่องบรรจุปริมาตร 6 ลิตร เพื่อกำลังขับของเสียงเบสแบบแน่นๆ ติดตั้งอยู่ใต้เบาะนั่งด้านฝั่งคนขับ ปิดท้ายด้วย Digital Amplifier เพื่อมิติอันละเอียดอ่อนครบครันของเสียงเพลงที่เล่นผ่าน CD / DVD / MP3 / i-Pod ผ่านช่องเชื่อมต่อ AUX USB ครบครันตามมาตรฐานอันสูงส่งของเครื่องเสียงติดรถยนต์จากบริษัท BOSE

Mazda MX-5 ND 1.5L Skyactiv G Engine
หัวใจของการขับเคลื่อนใน Mazda MX-5 ND คือเครื่องยนต์ 2 ขนาดความจุให้เลือกใช้ เริ่มจากเครื่องเบนซินแบบแถวเรียง 4 สูบตัวเล็กขนาด 1.5 ลิตร เทคโนโลยี Skyactiv G แบบไม่มีระบบอัดอากาศ เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ป DOHC ระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบยิงตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้บล็อกเดียวกับ Mazda 3 เวอร์ชั่น 1.5 ลิตรที่ขายในประเทศญี่ปุ่น เครื่องยนต์ Skyactiv G วางตามยาวต่อพ่วงกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด ส่งกำลังแรงบิดไปยังเกียร์ ผ่านเพลากลางไปยังเฟืองท้าย ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง อัพกำลังจาก 99 แรงม้าเป็น 130 แรงม้า อัตราส่วนกำลังอัดที่ 13.0:1 เพื่อทำให้ได้การจุดระเบิดที่รุนแรง วิศวกรของ Mazda จึงหาทางทำให้เครื่องยนต์ปราศจากอาการชิงจุดระเบิดหรืออาการน็อก ด้วยการเปลี่ยนระบบท่อระบายไอเสียให้เป็นแบบ 4-2-1 เป็นการตัดวงจรการไหลของไอเสียป้องกันการไหลย้อนกลับเข้าไปยังห้องเผาไหม้ในสูบอื่นที่มีลำดับของการจุดระเบิดในห้วงเวลาถัดไป ส่วนลำดับของการจุดระเบิดในเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 4 สูบ จะอยู่ที่ 1-3-4-2 ตามลำดับ เมื่อลงลึกถึงงานวิศวกรรมของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Skyactiv G จะพบว่าท่อระบายไอเสียของสูบที่ 1 จะจับคู่กับสูบที่ 4 ขณะเดียวกันนั้นเอง สูบที่ 2 ก็จะจับคู่อยู่กับสูบที่ 3 ก่อนที่ท่อระบายไอเสียทั้งหมดจะถูกทำให้รวมกัน ลักษณะของการวางท่อระบายไอเสียแบบนี้ช่วยลดโอกาสในการไหลย้อนกลับของแรงดันไอเสียไปยังสูบอื่นๆ ที่มีลำดับของการจุดระเบิดแบบต่อเนื่อง การควบคุมการไหลของไอเสียย้อนกลับกระบอกสูบของตัวเองในจังหวะโอเวอร์แลป (วาล์วไอดีและวาล์วไอเสียเปิดพร้อมๆกัน) ใช้ระบบ Dual Sequential Valve Timing หรือ S-VT เป็นระบบวาล์วแบบแปรผันทั้งสองฝั่ง (ฝั่งไอดีและฝั่งไอเสีย) จากการออกแบบกลไกของระบบวาล์วแปรผันในลักษณะดังกล่าว ช่วยลดจังหวะโอเวอร์แลป ทั้งหมดนั้นเป็นการควบคุมอุณหภูมิไอเสีย ส่งผลลัพธ์ในด้านการควบคุมอาการน็อกของเครื่องยนต์หรือการชิงจุดระเบิด ทำให้การจุดระเบิดของเครื่อง Skyactiv G มีความแม่นยำตรงตามการคำนวณของสมองกลไฟฟ้า Electronic Control Unit หรือ ECU ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ตัวเล็กนั่นเอง

Mazda MX-5 ND 2.0L Skyactiv G Engine
รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Skyactiv G Engine ซึ่งเป็น MX-5 รุ่นที่จะเข้ามาขายในประเทศไทยนั้น เป็นเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ป DOHC ปริมาตรความจุเครื่องยนต์ที่ 1,998 ซีซี 16 วาล์ว 155 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 20.5 กิโลกรัม/เมตร หรือ 200 นิวตันเมตรที่ 4,600 รอบต่อนาที ตัวเลขทางสมรรถนะให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้อยู่ที่ 214 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ทำอัตราสิ้นเปลืองได้ที่ 15.0 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อย Co2 ที่ 154 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร มาตรฐานมลพิษ EURO-6 มาดูที่ไส้ในของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Skyactiv G Engine หัวลูกสูบถูกออกแบบให้เป็นหลุมในช่วงปลายจังหวะของการอัดหลังศูนย์ตายบนมาเล็กน้อย ขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่เข้าไปปะทะกับละอองน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูง 200 บาร์ (แปรผันไปตามโหลด) จากปลายหัวฉีดแบบ Multi-hole Injecter ปลดปล่อยละอองเชื้อเพลิงแบบ 360 องศา เพิ่มประสิทธิภาพในการรวมตัวของไอดีหรือเชื้อเพลิงบวกกับอากาศ สิ่งที่วิศวกรของ Mazda ค้นพบในช่วงของการวิจัยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Skyactiv G Engine รุ่นใหม่คืออุณหภูมิของการเผาไหม้ที่ลดลง ตัดวงจรการไหลย้อนกลับของไอเสีย เครื่องยนต์สามารถสร้างแรงบิดในรอบกลางถึงรอบสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแม้จะมีอัตราส่วนกำลังอัดสูงมากถึง 13.0:1 ฝาครอบเครื่องยนต์แบบใหม่ช่วยลดน้ำหนักของตัวเครื่องและมีความสวยงาม ในบางแง่มุมทางวิศวกรรมต้นกำลังของเครื่องยนต์รุ่นนี้ ความกว้างกระบอกสูบคูณช่วงชักที่ 83.5 มิลลิเมตรคูณ 91.2 มิลลิเมตร ทำให้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Skyactiv G Engine เป็นเครื่องแบบชักสั้นดันเร็ว ตอบสนองอย่างว่องไวเนื่องจากไม่มีระบบอัดอากาศที่อาจทำให้เกิดอาการรอรอบนั่นเอง

Mazda MX-5 ND Skyactiv Transmission
ระบบส่งกำลังหรือเกียร์ของ Mazda MX-5 ND มีราคาค่าตัวมากถึง 30% จากราคารถทั้งคัน ระบบส่งกำลังใน New MX-5 ประกอบด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด แยกกันประจำการทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 และ 2.0 ลิตร ตามลำดับ เกียร์ทั้งสองแบบถูกพัฒนาและออกแบบมาให้เข้ากับย่านของแรงบิดที่ได้รับจากเครื่องยนต์ โดยเน้นไปที่สมรรถนะอันยิ่งยวดของการทดกำลังแบบเกียร์ธรรมดาและความสะดวกสบายกระชับฉับไวในการตอบสนองของเกียร์ออโต ในส่วนของเกียร์ธรรมดา 6 สปีดวางอัตราทดแบบกระชั้นชิดหรือ Close-ratio เน้นเพิ่มความเร็วที่มีความลื่นไหลแบบต่อเนื่องครอบคลุมแรงบิดในทุกย่านความเร็ว มีการปรับกลไกของการเลือกตำแหน่งเกียร์ที่ทั้งสั้นและให้ความกระชับ ด้วยระยะ Shift-stoke แค่ 40 มิลลิเมตร ในส่วนของเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราทดเกียร์ 1-6 อยุ่ที่ 5.087/2.991/2.305/1.594/1.286 และ 1.000 โดยมีอัตราทดเฟืองท้ายอยู่ที่ 2.866 เป็นเกียร์ธรรมดาที่ไม่มีอัตราทดแบบ Over-drive หรือรอบเพลากลางหมุนเท่ากับรอบเครื่องยนต์ ทำให้ผู้ขับสามารถใช้แรงบิดขณะเดินทางได้อย่างเต็มที่ ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ Skyactiv G Engine ที่เน้นประสิทธิภาพของการใช้เชื้อเพลิงเป็นหลัก ขบวนเฟืองเกียร์ 6 ออกแบบให้มีความเสียดทานต่ำ ลดค่าสูญเสียทางเชิงกลจากการส่งถ่ายแรงบิดลงได้มากถึง 25% สำหรับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดที่ประจำการในรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 และ 2.0 ลิตร นั้น มีฟังก์ชั่นลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง i-Stop และ i-ELOOP ฟังก์ชั่นดังกล่าวทำหน้าที่ดับเครื่องยนต์เมื่อจอดนิ่งอยู่กับที่ขณะติดสัญญาณไฟจราจร โดยจะกลับมาติดเครื่องยนต์ทันทีที่ผู้ขับถอนเท้าออกจากคันเร่งหรือเมื่อเซนเซอร์ตรวจพบว่าอุณหภูมิของห้องโดยสารสูงขึ้น (เมื่อเครื่องยนต์ดับด้วยระบบ i-Stop และ i-ELOOP คอมเพรซเซอร์แอร์จะหยุดการทำงานเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง) เครื่องยนต์จะติดตัวเองอย่างรวดเร็วเพียงแค่ 0.35 วินาที หลังจากผู้ขับยกเท้าออกจากแป้นเบรกไปแตะที่คันเร่งไฟฟ้า

Mazda MX-5 ND Skyactiv Transmission
ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้ความรู้สึกแม่นยำในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนอัตราทดทั้งในโหมดการทำงานแบบออโตหรือแมนนวล ปุ่มควบคุม Drive - Selection ปรับตั้งมาจากโรงงานเพื่อการตอบสนองต่อการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นยำ การควบคุมการส่งกำลังที่แม่นยำพร้อมล็อกอัพที่กว้างมากยิ่งขึ้น MX-5 ND ใช้ล็อกอัพแดมเปอร์ที่สามารถดูดซับแรงบิดที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาได้ง่ายขึ้นในจังหวะของช่วงการล็อกอัพ ช่วงล็อกอัพที่กว้างมากขึ้นทำให้เกียร์ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ แตกต่างไปจากชุดควบคุมล็อกอัพแบบเก่าที่จะทำงานเฉพาะเกียร์ 5-6 เท่านั้น Mazda MX-5 ND ขยายตัวล็อกอัพออกไปจนถึงช่วงเกียร์ 2 และสลิปเปอร์คอนโทรลในช่วงเกียร์ 3 ส่งผลให้เกียร์มีการทำงานที่เที่ยงตรงมากยิ่งขึ้นต่อเนื่องกับการกดแป้นคันเร่งและช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเดิม Bilpping Function จะช่วยเพิ่มความเร็วรอบเครื่องยนต์ทันทีที่ผู้ขับเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำในขณะที่ขับใช้งาน Manual Mode หรือเมื่อเกียร์คาอยู่ในตำแหน่ง D ช่วยปรับรอบเครื่องยนต์ให้มีความเหมาะสมกับเกียร์ที่ผู้ขับเลือกใช้งาน ทำให้เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วมากกว่าเดิม การเปลี่ยนเกียร์มีความลื่นไหลต่อเนื่องในทุกจังหวะ ฟังก์ชั่นนี้ยังทำงานอัตโนมัติเมื่อใช้งาน Active Adaptive Shift AAS หรือเลือกใช้งานในโหมดสปอร์ต ผสาน Drive -Selection ในการขับขึ้นลงทางลาดชันหรือขับขึ้นลงทางบนภูเขาและเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D หรือเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็ว Blipping จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ได้อารมณ์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น Drive -Selection สามารถเลือกขับในแบบสปอร์ตด้วยการเลือกโหมด Sport เกียร์จะไปอยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ต่ำโดยอัตโนมัติ แรงบิดจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเหยียบคันเร่ง ให้การตอบสนองในแบบที่ควรจะเป็นแม้แค่แตะคันเร่งเบาๆ

Mazda MX-5 ND Skyactiv Chassis
ระบบบังคับเลี้ยวของ Mazda MX-5 ND ติดตั้งพวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Electric Power Steering ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าผ่อนแรงการหมุนและมีระบบแปรผันน้ำหนักโดยตรงกับความเร็ว โดยมอเตอร์จะทำงานมากขึ้นในช่วงความเร็วต่ำให้น้ำหนักพวงมาลัยในการใช้งานท่ามกลางเมืองใหญ่ที่ต้องใช้ความเร็วต่ำมีความเบาสบายมือ มอเตอร์จะผกผันไปตามความเร็วจนอยู่ในลักษณะหยุดทำงานเมื่อขับขี่ในย่านความเร็วสูงทำให้น้ำหนักของพวงมาลัยมีความมั่นคงและแม่นยำไม่เบาจนเกินไปเมื่อใช้ความเร็วบนไฮเวย์ พวงมาลัยแบบ ESP ของ Mazda นับได้ว่ามีความฉลาดมากกว่าพวงมาลัยไฟฟ้าแบบอื่นที่ให้ความรู้สึกเบามากจนเกินไปในย่านความเร็วสูงแล้วส่งผลกระทบไปถึงการทรงตัวจากน้ำหนักของพวงมาลัยที่เบานั่นเอง

Mazda MX-5 ND Skyactiv - Chassis
ระบบกันสะเทือนหรือระบบรองรับใน Mazda MX-5 ND เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมของเทคโนโลยี Skyactiv - Chassis ระบบกันสะเทือนด้านหน้าใช้แบบปีนกคู่ดับเบิ้ลวิชโบนคล้ายกับกันสะเทือนในซุปเปอร์คาร์ราคาแพง รูปแบบอิสระของกันสะเทือนหน้าและความสมมาตรของการกระจายน้ำหนักที่ดีเยี่ยมส่งผลลัพธ์ท่ีดีไปถึงความเสถียร สำหรับระบบรองรับด้านหลังใช้ระบบกันสะเทือนแบบมัลติลิงก์ แขนลิงก์ที่ยึดโยงกับจุดยึดอย่างแน่นหนาพร้อมเหล็กกันโคลงผ่านการคำนวณค่าทางกลศาสตร์มาเป็นอย่างดีในขั้นตอนของการพัฒนา ระบบรองรับด้านหลังแบบมัลติลิงก์ช่วยให้อาการแบบรถขับเคลื่อนล้อหลังมีความชัดเจน ถูกพัฒนาโดยใช้การปรับแก้จุดยึดและแขนยืดของชุดกันสะเทือนหลังใหม่หมด การกระจายแรงสั่นสะเทือนของลิงก์หรือแขนยึดเปลี่ยนไป ช่วงล่างจะให้ตัวมากยิ่งขึ้น สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการวิ่งผ่านผิวถนนที่ไม่มีความสม่ำเสมอ โดยซับแรงสะเทือนให้ลดลง ขณะเดียวกัน โช้คอัพของ MX-5 ND เป็นแบบ Mono-Tube มอบอารมณ์ของกันสะเทือนในรูปแบบสปอร์ตที่มีให้ทั้งความนิ่มและความหนึบโดยปราศจากอาการย้วยอย่างสิ้นเชิง

Mazda MX-5 ND i-ACTIVSENSE
ระบบความปลอดภัยถือเป็นหัวใจของรถยนต์ Mazda ทุกรุ่น สำหรับ MX-5 ND จัดเต็มมาครบทั้งระบบความปลอดภัยแบบ Proactive Safety /Active Safety ถุงลมนิรภัย เข็มขัดนิรภัย ระบบช่วยเบรก ระบบช่วยทรงตัว Limited Slip ระบบ i-ACTIVSENSE มีทั้งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาจากโรงงาน หรือจ่ายเงินเพิ่มเป็นออปชั่นเสริมในบางประเทศ ประกอบด้วย โครงสร้างที่แข็งแรงพร้อมกับ SM Blind Spot Monitoring ใช้เรดาร์พิสัยใกล้ความถี่ 24GHz ทำการตรวจสอบรถยนต์ที่อยู่ด้านข้างและด้านหลัง พร้อมส่งสัญญาณไฟกะพริบเตือนให้ผู้ขับขี่ได้รับทราบเพื่อเพิ่มความระมัดระวังก่อนการเปลี่ยนช่องทาง ระบบ RCTA Rear Cross Traffic Alert ใช้เซนเซอร์ของระบบ BSM แจ้งเตือนผู้ขับขณะขับถอยหลัง ระบบ LDWS Lane Departure Warning System ใช้กล้องตรวจจับเส้นแบ่งเลนบนผิวถนน เมื่อผู้ขับเปลี่ยนช่องทางโดยไม่เปิดสัญญาณไฟ ระบบจะประเมินว่าผู้ขับอาจหลับใน จะส่งสัญญาณเสียงแจ้งเตือนทันที ระบบ HBC High Beam Control ปรับไฟสูงให้ลงมาเป็นไฟต่ำแบบอัตโนมัติเมื่อเซนเซอร์ตรวจพบรถที่วิ่งสวนทางมา ระบบ AFS Adaptive Front lighting system ปรับลำแสงไฟหน้าแบบ LED ในชุดไฟต่ำด้านซ้ายและขวาให้มีความสัมพันธ์กับทางโค้งและความเร็วที่ใช้ในการเข้าโค้ง เพื่อเป็นการลดมุมอับของแสงไฟในระบบส่องสว่าง.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th 
Facebook https://web.facebook.com/chang.arcom 

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้