วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปชต.ไม่เต็มใบ บวรศักดิ์ สารภาพรธน.

ปชต.ไม่เต็มใบ บวรศักดิ์ สารภาพรธน.

  • Share:

ปูครวญหนักใจ คดีรับจำนำข้าว ‘หลักฐาน’เพิ่ม

“บวรศักดิ์” ยอมรับร่าง รธน.เป็น ปชต.ไม่เต็มใบ อ้อน สปช. คิดให้ลุ่มลึก ใครได้ใครเสีย เปิดอ้าซ่าทุกเม็ดให้เสียงสวรรค์ตัดสิน “ประสาร” ฟุ้งเสียงทะลุเกิน 200 แน่ “จ้อน” โอด 2 พรรคขวางลำฝ่าด่านยาก “วิษณุ” งดจ้อข้อเสีย คปป. ห่วงหลังเลือกตั้งถูกกระหน่ำจากทุกทิศ ทนายร้องผู้ตรวจฯดักทาง 21 อรหันต์ร่วมโหวต “ไพบูลย์” ปูดมี สนช.อยู่เบื้องหลัง “วิชา” ชักห่วง คปป.ไร้การตรวจสอบ พท.แห่เบิร์ธเดย์ “สมชาย” ครบ 68 ปี ขอเปิดช่องพรรคการเมืองขยับบ้าง “ธิดา” ซัด “บิ๊กตู่” ไม่มีสิทธิ์ตีกรอบ กปปส.ส่ง “ทิดเทือก” นัดแถลงจุดยืน “บิ๊กตู่” เปลี่ยนใช้รถตู้กันกระสุนอ้างคันเก่าเสีย “สมคิด” นัดทีมเศรษฐกิจโซ้ยโจ๊ก เร่งเดินงานมัดใจรากหญ้า “ปู” มาศาลฎีกาฯตามนัด ตรวจหลักฐานคดีจำนำข้าว รับหนักใจ พณ.เผยผลสอบโกงข้าวคืบหน้า

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญยังคงมีต่อเนื่อง ทั้งที่ใกล้เข้าสู่วาระการพิจารณารับหรือไม่รับของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เข้าไปทุกที ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากฝ่ายการเมือง ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดช่องทางให้ฝ่ายการเมืองร่วมแสดงความเห็นให้ประชาชนรับทราบแนวทาง

“บวรศักดิ์” รับร่าง รธน.ไม่เต็มใบ

เมื่อเวลา 09.55 น. วันที่ 31 ส.ค. ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “เล่าเรื่องยกร่างรัฐธรรมนูญ” ว่า การร่างรัฐธรรมนูญในปี 2557 ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะองค์กรที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญต่างจากปี 40 และปี 50 ในปี 40 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอิสระ ร่างอะไรก็ได้ ส่วนปี 57 กมธ.ยกร่างฯต้องทำตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 จะเขียนตามใจชอบไม่ได้ และต้องร่างให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ถ้า กมธ.ยกร่างฯเขียนรัฐธรรมนูญให้ดี ให้เท่ ให้ตัวเองรอด ให้เป็นประชาธิปไตยจ๋า เมื่อถึงปี 59 ประกาศใช้ ความขัดแย้งก็กลับมาอีก เพราะนักการเมืองยังพูดเหมือนเดิม จะกลับไปสู่วงจรเดิมคือประชาธิปไตยเต็มใบบวกความขัดแย้ง นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญหนที่ 3

ขอ สปช.คิดให้ลึกซึ้งใครได้-เสีย

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญจะผ่าน สปช. จะผ่านประชามติหรือไม่ รับได้หมด ถ้าผ่านก็ดีใจ แต่เหนื่อย เพราะต้องทำกฎหมายลูกต่ออีก 1 ปี ถ้าไม่ผ่าน 6 ก.ย. ตนก็โล่งอกไม่ต้องรับผิดชอบอะไร กลับไปสอนหนังสือ เสียงวิจารณ์ก็จะลดลงและหายไป เปรียบเหมือนคำสอนที่ว่าไม่มีอะไรเป็นของเราเอง ตัวก็ไม่ใช่ของตน เมื่อคิดได้ก็ปลงและไม่ทุกข์ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ฉบับปี 40 เป็นที่ยอมรับเป็นอันหนึ่งอันเดียว ส่วนปี 50 แม้ ส.ส.ร.จะขัดแย้งกันแต่ก็ลงมติเห็นชอบ แต่ปีนี้ไม่แน่เพราะ กมธ.ยกร่างฯโดนทุกรูปแบบ วันนี้เป็นอำนาจของ สปช.และ คสช. ดังนั้นจะผ่านหรือไม่ผ่านต้องคิดให้ดี ไม่ผ่านใครได้ใครเสีย ตนไม่ตอบ ผู้มีปัญญาจงคิดคำถามนี้และหาคำตอบเอง ด้วยความลุ่มลึกว่าถ้าผ่าน สปช. ผ่านประชามติ ใครได้ใครเสีย คิดให้ลึกซึ้ง แล้วท่านจะตอบตัวท่านเองได้

เปิดอ้าซ่าทุกเม็ดให้ ปชช.ตัดสิน

นายบวรศักดิ์กล่าวอีกว่า วันนี้อำนาจแม้จะอยู่ที่ สปช.และ คสช. แต่โพลบอกว่า 40 เปอร์เซ็นต์อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน หากผ่านความเห็นชอบของ สปช. ก็อยากให้ สปช.ที่เห็นด้วยไปอธิบายทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะอีก 4 เดือนต่อจากนี้จะเป็น 4 เดือนสุดท้ายที่จะได้ชัยหรือปราชัย เพราะนักการเมืองและสื่อที่ไม่เห็นด้วยเล่นเต็มเหนี่ยวแน่ อย่ามาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้หมกเม็ด เพราะเปิดทุกเม็ดให้ประชาชน 49 ล้านคนฟังและตัดสินเอาเอง คำพิพากษาสุดท้ายคือเสียงประชาชนที่เป็นเสียงสวรรค์ ดังนั้นอย่าไปดูทีละชิ้น ทีละส่วน ให้ดูภาพรวม ถ้าพิพากษาว่าไม่เห็นชอบตนรับได้ แต่ถ้าเห็นชอบก็ขอให้ผู้เป็นตัวแทนของปวงชนฟังเสียงด้วย

มั่นใจ 285 มาตราตอบทุกโจทย์

นางถวิลวดี บุรีกุล กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญกล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 285 มาตรา เนื้อหามุ่งไปสู่การตอบโจทย์การปฏิรูป การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ทุกประเด็นเราสามารถตอบคำถามได้หมด และมีข้อดีเพิ่มมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพและอำนาจการตรวจสอบของประชาชน ได้ออกแบบแก้ไขข้อกังวล ช่วยลดความขัดแย้ง แก้วิกฤติ ลดทุจริต สร้างพลังให้ประชาชน ตลอดจนมีแนวทางเสริมสร้างความปรองดองด้วย ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศ มั่นใจว่าเนื้อหาทั้ง 285 มาตรา จะตอบโจทย์และแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศไทยที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปีได้

“ประสาร” ฟุ้งเสียงทะลุเกิน 200 แน่

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ไม่ใช่คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่เป็นใบสั่งของสถานการณ์จำเพาะในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน การให้มี คปป.เริ่มต้นจากประเทศไทยเข้าสู่มุมอับ การเมืองในสภาวะปกติเป็นอัมพาต แต่ คปป.ไม่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน มีแค่ในยามที่เกิดวิกฤติโดยที่ในรัฐบาลปกติไม่สามารถควบคุมได้ คปป.จึงเปรียบเสมือนเซฟทีคัต ตัดก่อนตาย แต่มีคำถามคือ พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะเอาด้วยหรือไม่ เพราะพรรคการเมืองคุ้นชินกับพื้นที่การเมืองแบบเก่าที่ประชาชนสิ้นหวังมามากแล้ว ส่วนเสียงในการลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น จากการประเมินชื่อเป็นรายคน เชื่อว่าจะมีคะแนนเห็นด้วยทิ้งห่างกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เชื่อว่าสุดท้ายแล้วอาจมีคะแนนเห็นชอบทะลุเกิน 200 เสียงขึ้นไป

กลุ่มค้านขู่ฟ้องผลาญงบประชามติ

นายทิวา การกระสัง สปช.บุรีรัมย์ กล่าวถึงการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญของ สปช. วันที่ 6 ก.ย. ว่า ยังไม่แน่นอน มีสมาชิกจำนวนหนึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชี้ขาด โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ นักกฎหมาย แต่การกำหนดให้มี คปป. เชื่อว่า สปช.สายนักวิชาการจะตัดสินใจลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากรับไปก็ไม่สามารถไปสอนนักศึกษาได้อีกต่อไปว่า อำนาจอธิปไตยสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย และปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงมติในช่วงโค้งสุดท้าย คือ สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันที่สองพรรคใหญ่ไม่เอาด้วย สะท้อนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.ไป ค่อนข้างแน่นอนว่าจะถูกคว่ำในชั้นประชามติ เมื่อถึงตอนนั้นอาจมีคนไปฟ้องเรียกค่าเสียหายงบประมาณที่ใช้ทำประชามติกว่า 3,500 ล้านบาทไปอย่างสูญเปล่า ต่อ สปช.อีก

“จ้อน” เฉ่งพรรคการเมืองจุดวิกฤติ

ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช. กล่าว ในการเสวนาเรื่อง “ขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศ” ว่า สปช.ทำงานได้ 4 ใน 5 จากที่หวังไว้ งานสำคัญคือพิมพ์เขียวแผนการปฏิรูปประเทศ ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ เข้าใจความรู้สึกพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการมี คปป. ที่มีองค์กรซึ่งมีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เหนือรัฐบาล และความคุ้นเคยกับการมีรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา แต่ถ้าพรรคการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยเพียงพอ คงรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ หากมีความซื่อสัตย์ ไม่แบ่งแยกประชาชน คงไม่เกิดการยึดอำนาจหลายครั้ง วันนี้พรรคการเมืองต้องตอบคำถามว่า ที่ผ่านมาทำไมรักษาประชาธิปไตยไม่ได้ เหตุใดจึงคอร์รัปชัน แบ่งแยกประชาชนบางพรรคดูเป็นสถาบันการเมืองก็มีคุณตา คุณปู่ คอยควบคุมอยู่ตลอด ก็ไม่เกิดการพัฒนา บางพรรคอยู่ภายใต้อิทธิพลทุนการเมือง ดังนั้นพิมพ์เขียวการปฏิรูปพรรคการเมือง จะช่วยให้นักการเมืองปลดแอกจากสภาพที่เป็นอยู่

รับ 2 พรรคขวางฝ่าด่านลำบาก

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ 1.เนื้อหารัฐธรรมนูญ 2.สถานการณ์ทางการเมืองที่จะตามมาหลังการลงมติ ตนมีโอกาสร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญปี 40 หากถามว่าเนื้อหาร่างฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยกว่าปี 40 หรือไม่ เป็นเรื่องตอบลำบาก แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับบี้เหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งมากกว่า ขณะนี้มี 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีผู้สนับสนุนมากกว่า 20 ล้านคน ออกมาตั้งธงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งปี 50 มีแค่พรรคการเมืองเดียวคัดค้าน ยังผ่านได้ยาก แต่คราวนี้มีถึง 2 พรรคคัดค้าน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

“วิษณุ” ปิดปากงดพูดข้อเสีย คปป.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. เรียกร้องให้พูดถึงข้อเสียของ คปป. ว่า พูดไม่ได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย จะไม่พูดแล้ว กมธ.ยกร่างฯต้องเป็นคนพูด ใครพูดได้ก็พูดไป แต่พอมีการประกาศให้ทำประชามติแล้วต้องระมัดระวังขึ้น ส่วนที่กังวลว่าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งนั้น จะมี 2 ช่วง คือระหว่างการลงประชามติ กับช่วงประกาศใช้รัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลแล้ว ซึ่งทุกคนห่วงไม่ใช่ไม่ห่วง กมธ.ยกร่างฯก็ห่วงถึงได้คิดมาตรการแปลกๆ ใส่เอาไว้ ด้วยความเชื่อตามประสาของเขาว่าจะใช้รับมือปัญหาได้ แต่พูดกันตรงๆมันใช้รับมือไม่ได้หมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ยิ่งรู้ว่าใครเตรียมรับมือไว้อย่างไรก็จะมีคนที่คิดจะออกนอกลู่นอกทาง อุดอย่างไรก็ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีมาตรการกันไว้สำหรับคนบางพวก

ห่วงหลังเลือกตั้งถูกรุมจากทุกทิศ

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่หาก สปช.ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญช่วงระหว่างก่อนถึงวันลงประชามติจะเกิดความวุ่นวาย นายวิษณุตอบว่า เป็นสิ่งที่เราเกรงอยู่ แต่น่าจะควบคุมได้ เพราะเป็นความวุ่นวายที่รู้เป้าหมายว่าคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เหมือนความวุ่นวายที่จะเกิดหลังจากมีรัฐธรรมนูญและเลือกตั้งแล้ว ที่มองจากวันนี้ไม่รู้เลยว่าจะมาจากทิศไหนทางไหน “เวลานี้พูดอะไรก็คัดค้าน ไม่ต้องค้านอะไรมากหรอกพ่อคุณเอ๋ย ถ้าไม่พอใจก็คว่ำเสียเวลาลงประชามติก็เท่านั้น ไม่ได้ท้าแต่พูดถึงทางออกธรรมดา เดี๋ยวคุณจะไปพาดหัวว่าวิษณุท้าให้คว่ำอีก ซึ่งไม่ใช่ แต่ผมกำลังพูดถึงทางออก”

เป็นไปได้คนไม่พอใจ รธน.มากขึ้น

เมื่อถามว่า แสดงว่าจับจุดได้ว่าจะเกิดความขัดแย้งในอนาคต นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่เราจับ แต่ใครก็รู้ว่ามีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ เมื่อถามว่าเกรงว่าความไม่พอใจจะเยอะขึ้นหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เป็นไปได้ เพราะนับวันความไม่พอใจจะมากขึ้น ด้วยความที่มองเห็นจุดอ่อนมากขึ้น เมื่อถามต่อว่า หากเป็นแบบนี้ฝ่ายที่รับผิดชอบทำไมจึงไม่รีบผ่อนให้เบาลง นายวิษณุตอบว่า จะไปผ่อนอย่างไร เพราะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.แล้ว เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าไม่มีทางออก นายวิษณุตอบว่า ทางออกมีอยู่แล้ว คือโหวตกันในวันที่ 6 ก.ย. 1 รอบ และวันที่ 10 ม.ค.2559 อีก 1 รอบ ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ร้องดักทาง 21 อรหันต์ร่วมโหวต

อีกด้าน ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนศิราธิป อาชีพทนายความ เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบจริยธรรม คุณธรรมของ สปช. ที่ทำหน้าที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สปช.ทั้ง 21 คน กรณีที่จะร่วมลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ รวมทั้งการที่ประธาน กมธ.ยกร่างฯพยายามโน้มน้าวให้ สปช.ลงมติรับร่างฯ ถึงขั้นข่มขู่ว่าหากไม่ผ่านก็จะไม่ร่างรัฐธรรมนูญอีกต่อไป เห็นว่าคนที่เป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯและเป็นถึงรองประธาน สปช. ต้องระมัดระวังเรื่องจริยธรรม คุณธรรม มารยาทให้เหนือกว่าคนทั่วไป จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเพื่อเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำวินิจฉัยต่อไป

“ไพบูลย์” ปูดมี สนช.อยู่เบื้องหลัง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การใช้สิทธิออกเสียงของ สปช.ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่เมื่อมีผู้ พยายามนำไปฟ้องร้องเพื่อที่จะขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ สปช.ถือเป็นขบวนการที่ต้องการล้มร่างรัฐธรรมนูญ พยายามล่วงละเมิดเอกสิทธิ์ของ สปช. เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เป็นการเคลื่อนไหวแบบไม่ตรงไปตรงมา ต้องการขยายอำนาจตัวเองเพิ่มมากขึ้น วิธีการแบบนี้สร้างความสุ่มเสี่ยงให้กับ คสช. และไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทราบว่าเบื้องหลังของกรณีนี้ อาจมีสมาชิก สนช.บางคนรู้เห็นด้วย จึงขอให้สื่อมวลชนไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร การกระทำแบบนี้ถือเป็นการก้าวก่ายขัดขวางการทำหน้าที่ของ สปช. ข้ออ้างว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ถือว่าเป็นการใส่ร้าย และไม่ใช่วิถีทางที่สมควรจะทำ

“วิชา” ชักห่วง คปป.ไร้การตรวจสอบ

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญที่ตัดอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช. ว่า จะทำให้ระบบการป้องกันและปราบปรามทุจริตเสียหาย ไม่สามารถกันคนตัวเล็กตัวน้อยไว้เป็นพยาน จนสาวไปไม่ถึงผู้บงการใหญ่ได้ แตกต่างจากอำนาจเดิมที่ ป.ป.ช.มีอยู่ แต่ขณะนี้คงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้แล้ว อยู่ที่ สปช.จะมีมติรับหรือไม่รับ เหลือเพียงแค่การเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่เป็นเรื่องยากเพราะจะไปเขียนขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ รวมถึงการให้มี คปป. มีคำถามว่าจะมีกลไกใดตรวจสอบหรือไม่ และจะนำกลไกใหม่เหล่านี้มาเทียบเคียงกับ สปช. ที่ ป.ป.ช.เคยวินิจฉัยว่าไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ไม่ได้ เนื่องจากทำหน้าที่ต่างกัน

พท.แห่เบิร์ธเดย์ “สมชาย” พรึ่บ

ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่หมู่บ้านเบฟเวอร์รี่ฮิลล์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านให้กลุ่มบุคคลเข้าอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 68 ปี โดยมีอดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีต ส.ส. รวมถึงแกนนำ นปช. อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคฯ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นายวราเทพ รัตนากร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ทยอยเข้าอวยพร โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางมาถึงในเวลา 11.00 น. ทันทีที่มาถึงนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวได้เดินเข้าสวมกอด จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้นำกระเช้าเข้าอวยพรนายสมชายพร้อมทั้งกล่าวอวยพรว่า ขอให้โชคดี ประสบความสำเร็จทุกอย่าง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ขอประชาชนช่วยตัดสินใจร่างรัฐธรรมนูญ

ขอเปิดช่องพรรคการเมืองขยับบ้าง

ด้านนายสมชายกล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญว่า มีคนวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความเห็น เนื่องจากเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน ขอฝากว่า รัฐธรรมนูญจะต้องออกมาเป็นที่ยอมรับของประชาชนและนานาชาติ เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงประเทศเดียว และประชาชนต้องให้ความสนใจ ช่วยกันศึกษาและติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนการทำประชามติตนคงไม่พูดอะไรที่เป็นการชี้นำ เชื่อว่าประชาชนตัดสินใจเองได้ และอะไรที่เป็นปัญหาขอให้ช่วยกันแสดงออก อยากให้ คสช.เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ ส่วน คปป.ที่เป็นองค์กรกำเนิดใหม่ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเห็น บางคนอาจจะรู้สึกรับได้ แต่บางคนอาจตกใจ อยากให้ยึดโยงกับประชาชน ต้องให้อำนาจประชาชนตัดสินอนาคตตัวเอง

“ภูมิธรรม” หวดต่อท่ออำนาจ 5 ปี

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เห็นหัวประชาชน มีเจตนารมณ์ครอบงำต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 5 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์เห็นตรงกันว่า จะสร้างปัญหาและความขัดแย้งเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็นเต็มที่ หากต้องการให้คนยอมรับ ต้องให้คนเข้าใจเนื้อหา ส่วนที่ สปช.จะลงมติรับหรือไม่รับนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะ สปช.เป็นหนึ่งในแม่น้ำห้าสาย จึงต้องเดินตามแม่น้ำห้าสาย ส่วนตัวเชื่อว่า สปช.จะลงมติรับ ดังนั้น เมื่อเข้าสู่การลงประชามติ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนแสดงความคิดเห็น ขอเสนอว่าหากต้องการเปิดเวทีจริง ควรให้สื่อมวลชนและสถาบันการศึกษาเป็นตัวกลางระดมความเห็นให้ได้มากที่สุด เพราะทั้งสองส่วนนี้เป็นที่ยอมรับของสังคม ส่วนที่กลุ่ม นปช. ประกาศชัดเจนจะรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นแนวทางของ นปช. แต่พรรคเพื่อไทยได้แสดงความชัดเจนของพรรคผ่านการยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ ให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

“ธิดา” ซัด “บิ๊กตู่” ไม่มีสิทธิตีกรอบ

นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธาน นปช. กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไม่อยากให้นักการเมืองแสดงความคิดเห็นนั้น ไม่ถูกต้อง แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะมาจากการรัฐประหารและมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 แต่ไม่ได้หมายความว่าจะจำกัด ความคิดของคนได้ นักการเมืองมีส่วนที่จะถูกควบคุมจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงต้องรับฟังเสียงสะท้อนซึ่งกันและกัน เมื่อแม่น้ำทั้ง 5 สายมีสิทธิพูด ประชาชนก็ต้องมีสิทธิเช่นกัน เป้าประสงค์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีแนวคิดขุดรากถอนโคนขจัดพิษภัย เป็นช่วงขจัดเสี้ยนหนาม นำรูปแบบโปลิตบูโรมาใช้

กปปส.นัดแถลงจุดยืนร่าง รธน.

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการคณะกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.) กล่าวว่า หลังมีการเปิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมการมูลนิธิฯจึงหารือกันเพื่อให้ความเห็นออกมาเป็นเอกภาพ โดยจะเปิดโอกาสให้สื่อซักถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. และประธานกรรมการมูลนิธิฯ ในฐานะตัวแทนมวลมหาประชาชน เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แยกราชประสงค์ เวลา 09.30 น. วันที่ 1 ก.ย.

“วัชระ” ตอก “สิระ” แค่หวังอำนาจ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายสิระ เจนจาคะ สปช. ว่า นายสิระให้ร้ายนักการเมืองบ่อยครั้ง ทำตัวเหมือนเป็นโทรโข่งคงคาดหวังจะได้ตำแหน่งตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่สนใจความขัดแย้งในสังคมที่กำลังจะมีขึ้น การให้ประชาชนไปศึกษาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ถามว่า สปช.หรือ สนช. มีคนอ่านจบถึง 20 คนหรือไม่ ดังนั้น การวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญย่อมเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน รวมถึงนักการเมืองด้วย ที่นายสิระระบุว่า นักการเมืองเสียประโยชน์นั้น ข้อเท็จจริงประชาชนทั้งประเทศต่างหากคือผู้เสียประโยชน์ หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เพราะเขียนจำกัดอำนาจของ ป.ป.ช.ในการปราบปรามคอร์รัปชันได้น้อยลง ขณะที่รัฐบาลคุยโม้ว่าจะปราบคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับเขียนหมกเม็ดจำกัดอำนาจของ ป.ป.ช.ให้น้อยลง แล้วจะปราบคอร์รัปชันได้อย่างไร ถามว่าประชาชนต้องการการปฏิรูปประเทศแบบนี้หรือ

“สมคิด” นัด รมต.เศรษฐกิจโซ้ยโจ๊ก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้นัดรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่อยู่ในการกำกับดูแลมาร่วมกินโจ๊กที่ห้องทำงาน พร้อมหารือประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ อาทิ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยรัฐมนตรีเริ่มทยอยมาตั้งแต่เวลา 08.00 น.

นายกฯสั่งทีมเศรษฐกิจลุยระดับล่าง

ก่อนหน้านี้เวลา 07.10 น. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ว่าที่ ผบ.ทบ. มารอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น ผบ.ทบ. เพื่อรับมอบนโยบายจากนายกฯ โดยใช้เวลาพูดคุยประมาณ 30 นาที จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐ วิสาหกิจครั้งที่ 7/2558 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกหลังปรับ ครม. โดยนายกฯกล่าวต้อนรับทีม ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ว่า ต้องมาร่วมมือกันแก้ปัญหาโดยทำงานอยู่บนพื้นฐานความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และจากนี้ไปต้องสร้างความรับรู้ในระดับล่าง ให้มีความเข้าใจชัดเจนในการทำงานให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมขอความร่วมมือข้าราชการ ต้องบริหารงานร่วมรัฐบาล

ปัดใช้รถกันกระสุนไม่ได้ใบ้หวย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เปลี่ยนรถประจำตำแหน่งจากรถเบนซ์ทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร มาเป็นรถตู้โฟล์กสีดำกันกระสุน ทะเบียน ฮภ 2923 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อผู้สื่อ ข่าวถามถึงการเปลี่ยนมาใช้รถตู้โฟล์กกันกระสุน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็รถมันเสีย ทำไมเปลี่ยนรถต้องใบ้หวยด้วยหรือไง ประหลาดมาหาว่าให้หวย เมื่อถามว่าก็พรุ่งนี้หวยออก นายกฯตอบว่าไม่รู้ วันนี้วันที่เท่าไหร่ยังไม่รู้เลย เมื่อถามว่าเกี่ยวกับสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่เกี่ยวหรอกคือต้องเห็นใจทีม รปภ.ที่เขาเป็นห่วงเพราะตนชอบแถไปโน่นไปนี่ ในมุมมองของ รปภ.ไม่อยากให้เกิดอันตราย วันนี้ถือว่าตนทำสิ่งที่ดีแต่ก็ห้อยพระเยอะ เมื่อถามว่าเป็นรถกันกระสุนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ใครเขาจะบอก ลองยิงดูสิ เรื่องแบบนี้ใครเขาบอกเป็นเรื่องของ รปภ.

“บิ๊กหมู” หอบดอกไม้ขอบคุณ “บิ๊กโด่ง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ได้นำแจกันดอกไม้เข้าคารวะพร้อมขอบคุณ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. ที่ห้องทำงาน บริเวณชั้น 6 กองบัญชาการกองทัพบก ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ โดย พล.อ.ธีรชัยไม่เปิดให้ใครเข้าแสดงความยินดีกับตนเอง เพราะเป็นการไม่เหมาะสม เนื่องจากยังไม่ได้รับส่งมอบหน้าที่

“ปู” มาศาลตรวจหลักฐานจำนำข้าว

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจพยานหลักฐานในคดีรับจำนำข้าวเป็นนัดแรก โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. และมวลชนมาให้กำลังใจคับคั่ง อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีสีหน้าแจ่มใสพร้อมทักทายมวลชนที่มาให้กำลังใจพร้อมตะโกนให้กำลังใจ “ยิ่งลักษณ์สู้ๆ” ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจและ รปภ.ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ศาลฎีกาฯยันมีอำนาจพิจารณาคดี

ต่อมานายวีรพล ตั้งสุวรรณ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะ 9 คนนั่งบัลลังก์ โดยทนายความจำเลยแถลงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาอำนาจฟ้องของโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ต่อมาอัยการโจทก์แถลงคัดค้าน ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลฎีกาฯ มีอำนาจพิจารณาโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1) ในคดีที่อดีตนายกฯถูกกล่าวหาว่าทุจริตในหน้าที่ แม้รัฐธรรมนูญปี 50 จะถูกเลิกไปแล้ว แต่มีคำสั่ง คสช.ให้อำนาจศาลฎีกาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม เมื่อคดีนี้เป็นคดีนักการเมืองถูกกล่าวหาว่าทุจริต แต่ศาลปกครองมีบทบัญญัติให้มีอำนาจดำเนินคดีลักษณะนี้ จึงไม่มีเหตุให้ศาลฎีการอการพิจารณาไว้ก่อนจึงมีคำสั่งยกคำร้อง

นัดคู่กรณีตรวจพยานทุกวันพุธ

ต่อมาทนายจำเลยยื่นคำร้องอีกว่า คดีนี้อัยการยื่นเพิ่มพยานบุคคล พยานเอกสารจำนวนมาก เป็นพยานที่ไม่ผ่านการไต่สวนมาก่อน เป็นการนำเสนอพยานที่ไม่สุจริต ขอให้ศาลไม่รับบัญชีพยานเพิ่ม ตามคำร้องที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา5 ระบุให้รับฟังพยานจากการไต่สวนของ ป.ป.ช.เป็นหลัก แต่ไม่ตัดอำนาจที่จะให้ศาลรับฟังพยานเพิ่มเติมหรือเรียกพยานบุคคลมาซักถาม ศาลจึงยกคำร้องของจำเลย เนื่องจากคดีนี้มีพยานบุคคล พยานเอกสารจำนวนมาก จึงให้คู่ความมาตรวจพยานหลักฐานทุกวันพุธเวลา 09.00 น. จนกว่าจะตรวจพยานหลักฐานเสร็จ โดยศาลนัดพิจารณาต่อไปในวันที่ 29 ต.ค. เวลา 09.30 น.

หนักใจเรื่องพยานเอกสารเพิ่ม

น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เหลือเวลาอีก 2 เดือน ขณะที่ฝ่ายอัยการมีพยานเอกสารกว่า 60,000 แผ่น และพยานบุคคลที่เพิ่มเติมอีก 23 ปาก ดังนั้น เวลาอาจไม่เพียงพอต่อการตรวจดูเอกสารทั้งหมด ซึ่งยอมรับว่าเป็นพยานเอกสารที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงถือเป็นการบ้านที่ทนายความต้องทำงานหนัก ก่อนจะถึงนัดตรวจหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 29 ต.ค.นี้ ขณะที่นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ ยอมรับว่าหนักใจ เพราะไม่เห็นเอกสารที่อัยการนำมาเพิ่มเป็นพยาน แต่จะพยายามตรวจพยานอย่างละเอียด โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์จะต้องเดินทางมาศาลมาอีกครั้งในวันที่ 29 ต.ค. ขณะที่นายเอนก คำชุ่ม ทีมทนายความ ระบุว่า คดีนี้ตามบัญชีพยานที่เรายื่นมีพยานบุคคล 71 ปาก ส่วนพยานเอกสารมีจำนวนกว่า 100 แฟ้ม โดยเบื้องต้นเสนอพยานเอกสารไว้ 61 แฟ้ม

พณ.เผยผลสอบทุจริตข้าวคืบหน้า

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 ก.ย.นี้ เพราะการตรวจสอบคืบหน้าไปมาก ใกล้ได้ ข้อสรุปแล้ว หลังจากนั้นคณะทำงานฯทั้ง 2 คณะ จะนำผลสรุปการสอบส่งให้กับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งอาจส่งเรื่องไปให้อัยการดำเนินการต่อไป

ด้านนางจินตนา ชัยยวรรณาการ ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) และเจ้าของโกดังกลางที่รับเช่าฝากเก็บข้าวในสต๊อกรัฐบาลว่า มีความคืบหน้าไปมาก เหลืออีกเพียง 4-5 โกดังเท่านั้นน่าจะเสร็จ หลังจากนั้นจะนำข้าวดังกล่าวมาขาย และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายส่วนต่างจากราคาขาย และราคารับจำนำต่อไป

อสส.แจงเหตุไม่ดำเนินคดี “โอ๊ค”

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล ผู้ตรวจราชการอัยการ อดีตเจ้าของสำนวนคดีปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย และนายโกศลวัฒน์ อินทุจรรยงค์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงกรณีไม่มีการดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และผู้เกี่ยวข้องบางส่วน ในคดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ว่า เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 มิได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงต้องแยกฟ้องต่อศาลอาญาที่มีเขตอำนาจต่อไป ดังนั้นเมื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมิได้เป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด จึงไม่อาจเป็นผู้ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ก็ควรร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแยกต่างหากจากคดีนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้