ห้ามใช้ไลน์-คลิป-เอสเอ็มเอส รณรงค์รธน.

ข่าว

    ห้ามใช้ไลน์-คลิป-เอสเอ็มเอส รณรงค์รธน.

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      28 ส.ค. 2558 06:33 น.

      วิษณุอ้างคสช.-ธีรยุทธห่วงคปป. ปูโวยอสส.เพิ่มพยานเอาเปรียบ

      กมธ.ยกร่างฯพบสื่อรอบสอง แจงข้อดีร่าง รธน.ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มอำนาจเสนอ ก.ม.- ถอดถอนนักการเมือง “วิษณุ” ยกยอเขียนไฉไลกว่าฉบับปี 40 และ 50 ย้ำเจตนาตั้ง คปป.ป้องกันรัฐประหาร ขู่ล่วงหน้าห้ามรณรงค์สนับสนุน-คว่ำร่าง รธน.ขั้นตอนประชามติ ส่งคลิป-เอสเอ็มเอส-ไลน์ ยั่วยุปลุกระดม เจอจับข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ด้าน พท.ยื่นโนติ๊สกระตุก สปช. ชี้เป็นร่าง รธน.ฉบับกดหัวประชาชน ลั่นพร้อมเดินเกมรณรงค์ประชาชนไม่ให้ผ่านประชามติ “ปลอดประสพ” ประกาศให้รางวัลคนตั้งฉายาร่าง รธน.ฉบับ “ปื๊ดเรือแป๊ะ” ได้แสบสะท้านใจ “ธีรยุทธ” ห่วงคนยอมรับ คปป.-ระบบโปลิตบูโร เพราะเอือมระอาแก๊งชุมนุม ฟันธงแสกหน้า คสช.ร่าง รธน.แก้ปัญหาชาติไม่ได้ “ยิ่งลักษณ์” ร้องค้าน อสส.เพิ่มพยานบานเบอะ ซัดเอาเปรียบไม่ยุติธรรม ยันไปศาลแน่ 31 ส.ค. ทนายได้ทีย้อนศรสั่งฟ้องแบบลวกๆ

      กระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ยังคงคุกรุ่นรุนแรง ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างต่อเนื่องกับเนื้อหาหลายส่วนที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนและส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดลงมติวันที่ 6 ก.ย. โดยเฉพาะประเด็นการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) พร้อมเสนอแนะให้ สปช.คว่ำร่างทิ้ง รวมทั้งตั้งท่าจะรณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างในขั้นตอนประชามติ ล่าสุดฝ่ายรัฐบาลโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ออกมาเตือนว่าการรณรงค์เข้าข่ายผิดกฎหมาย

      กมธ.ยกร่างฯสาธยายข้อดีร่าง รธน.

      เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 27 ส.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ จัดกิจกรรมพบสื่อมวลชนเพื่อสรุปและอธิบายเนื้อหาสาระสำคัญของการยกร่างรัฐธรรมนูญและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามในประเด็นที่เกิดความสงสัยเป็นครั้งที่ 2 ภาพรวมเป็นการอธิบายถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามีความก้าวหน้ามากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 อย่างไรบ้าง นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ชุมชน รวมทั้งจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมาย และมีจิตสาธารณะที่เหมาะสม มีส่วนร่วมรับรู้ให้ความคิดเห็นเรื่องในชุมชน สังคม ตลอดจนการกำหนดนโยบายสาธารณะและร่วมตรวจสอบการทำงานเพื่อให้มีความโปร่งใส

      เป็นฉบับเพิ่มอำนาจให้ ปชช.

      นายปกรณ์ ปรียากร โฆษก กมธ.ยกร่างฯกล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพิ่มพลังอำนาจประชาชนบังคับวิถีประชาธิปไตย ไม่ใช่นักการเมืองบังคับวิถีประชาธิปไตย เจตนารมณ์ที่แท้จริงคือให้ประชาชนเป็นฐานพลังในการสร้างบ้าน สร้างการเมืองไทย นอกจากนี้ ยังเพิ่มอำนาจให้ประชาชนด้วยการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน สามารถเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และเปิดให้เข้ามานำเสนอกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ รวมทั้งให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ นับว่าเป็นการยกระดับภาคประชาชน ซึ่งเป็นความหวังของการสรรค์สร้างประชาธิปไตยให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

      ยันไม่มีข้อห้าม กมธ.ยกร่างฯโหวต

      จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ซักถามถึงกรณีที่มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางคนเรียกร้องให้ กมธ.ยกร่างฯที่เป็น สปช.ทบทวนการลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย. เพราะเกรงจะเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ.ยกร่างฯเป็นตัวแทนตอบสั้นๆว่า กรณีนี้ไม่ได้มีข้อห้ามไว้ จากนั้นได้เชิญให้สื่อมวลชนออกจากห้องประชุม ให้เหตุผลว่า กมธ.ยกร่างฯมีวาระที่คั่งค้างต้องรีบพิจารณาให้แล้วเสร็จ โดยใช้เวลาจัดกิจกรรมพบสื่อมวลชนประมาณ 1 ชม.เท่านั้น

      “วิษณุ” ย้ำตั้ง คปป.ป้องกัน รปห.

      เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรา 260 ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า กฎหมายทั้งหลายล้วนมี 2 นัย คือนัยที่เขียน กับนัยที่เอามาใช้ ถ้าดูเฉพาะที่เขียนอาจจะเห็นว่ารุนแรง แต่พอนัยที่นำมาใช้กลับตรงกันข้าม หากยกเฉพาะมาตรา 260 อาจดูน่ากลัว แต่มาตราดังกล่าวยังอยู่ภายใต้บทบัญญัติทั้งศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ผ่านมาจะมีแต่การยึดอำนาจเท่านั้นที่เข้ามาแก้ไขปัญหา แต่ทุกคนไม่ต้องการเห็นการยึดอำนาจอีก ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีการตามเจตนาของ กมธ.ยกร่างฯ คงเป็นการป้องกันการรัฐประหาร และทำยากขึ้น แต่ถ้ามี คปป.แล้วยังไม่สามารถรับมือวิกฤติได้ อาจจะเห็นความบกพร่องของคนใช้อำนาจก็เป็นได้ และใครที่คิดจะกระโดดเข้ามายึดอำนาจ คงต้องเสี่ยงตอบคำถามให้ได้ว่า เมื่อมีอำนาจที่จะจัดการแล้วเหตุใดถึงไม่ใช้ แต่อย่าไปฝากผีฝากไข้กับ คปป.อย่างเดียวเลย เพราะ คปป.จะกระโดดออกมาแสดงได้เมื่อเกิดวิกฤติ ถ้าบ้านเมืองไม่วิกฤติ คปป.ก็ต้องสงบอยู่ในที่ตั้ง

      ชมเปาะเขียนดีกว่า รธน.40–50

      ผู้สื่อข่าวถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีข้อเสียเปรียบเทียบกับฉบับก่อนๆอย่างไร นายวิษณุตอบว่า ดีกว่าฉบับปี 40 และ 50 อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้คนที่ตบมือทีหลังดังกว่า รัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 เขาก็เขียนไว้ดี แต่พอเกิดปัญหาเคลือบแคลงสงสัยว่าคำนี้แปลว่าอะไร เราก็พบว่ายุ่งยาก วันนี้เขามีบทเรียนก็ทำให้มันชัดขึ้น เวลานี้หากมีปัญหาก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญช่วยชี้ขาด แต่ไม่ใช่ถึงขนาดว่าไม่รู้จะเลือกทำอย่างไรดีแล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ อย่างนั้นไม่ใช่ มันเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญปกครองประเทศ การจะถามนั้นไม่ใช่ประชาชนเพ่นพ่านไปถามเอง ต้องเป็นองค์กรหรือสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นคนถาม ส่วนเรื่องรักษาการก็มีการแก้ไขให้แล้ว ถ้า ครม.ลาออกหมดก็ให้ปลัดกระทรวงรักษาการ เพราะคงไม่ยอมให้ คปป.มารักษาการแน่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ดี

      ขู่ line ปลุกระดมประชามติผิด ก.ม.

      นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณีนักการเมืองออกมาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้ สปช.คว่ำร่างว่า ไม่ใช่ความผิดอะไร หรือแม้ สปช.โหวตแล้ว ก็ยังไม่กล้าชี้ชัดว่าการออกมาสนับสนุนของนักการเมืองไม่เอารัฐธรรมนูญจะเป็นความผิด ต้องรอดู พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และระเบียบว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่ กกต.กำหนด จะมีข้อห้ามมากน้อยแค่ไหน คาดว่าจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมการทำประชามติเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ได้หารือเรื่องการปลุกระดม ไม่ว่าจะเป็นการปลุกระดมให้ผ่านหรือไม่ผ่าน จะไม่สนับสนุนให้ทำเช่นนั้นและถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะอาจเข้าข่ายผิดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การส่งไลน์ หรือเอสเอ็มเอส ในลักษณะยั่วยุ ปลุกระดม ผิดกฎหมายทำไม่ได้ เช่นเดียวกับคลิปที่ส่งกันอย่างผิดกฎหมายถ้าจับได้ก็จับ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าอย่าเป็นการปลุกระดมยั่วยุ ถ้าแสดงความคิดเห็นธรรมดาคงไม่เป็นไร

      “บิ๊กป๊อก” วอนนักการเมืองอย่าชี้นำ

      พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีสองพรรคการเมืองใหญ่สนับสนุนให้ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญว่า การออกมาพูดชี้นำทั้งการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อาจทำให้สังคมสับสน ตนมองว่าไม่เหมาะสม ขอให้เรื่องดังกล่าวเป็นไปตามกลไกดีกว่า หาก สปช.พิจารณารับร่างรัฐธรรมนูญ ก็เดินหน้าไปสู่การทำประชามติ ควรปล่อยให้สังคมพิจารณาและตัดสินเองผ่านการทำประชามติจะดีที่สุด เมื่อถามว่าได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ได้ดูแล้วเห็นว่าก็เป็นประชาธิปไตย ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน เช่นเรื่องที่มาของ ส.ว.นั้น ก็แล้วแต่จะมอง เพราะถ้าจะให้ถูกใจใครทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญควรก่อให้เกิดเสถียรภาพ เพราะถ้าไม่มีก็จะเกิดปัญหาตามมาอีก ขอแค่อย่าตีกันอีกก็พอ

      พท.ยื่น สปช.ต้าน รธน.กดหัว ปชช.

      เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เพื่อแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายสามารถกล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนยื่นหนังสือต่อ สปช.ให้รับทราบความเห็นของพรรคต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับกดหัวประชาชน ทำให้รัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งอ่อนแอ เป็นเป็ดง่อย ไม่นำพาไปสู่การปฏิรูปและแก้ปัญหาของประเทศ เพราะจะมีอำนาจแฝงอื่นมาครอบงำอำนาจประชาชน โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) มาสืบทอดอำนาจและปราศจากการตรวจสอบ ซึ่ง คปป.ส่วนหนึ่งจะมีองค์ประกอบมาจากการเลือกของ สนช. ทำให้มีจำนวนมากเกิน 2 ใน 3 ของจำนวน คปป.ทั้งหมด เพียงพอที่จะเข้ามาเทกโอเวอร์อำนาจบริหารของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้

      ลั่นพร้อมรณรงค์ประชามติคว่ำร่าง

      นายสามารถกล่าวว่า ส่วนที่ กมธ.ยกร่างฯระบุว่า คปป.เป็นกลไกป้องการทำรัฐประหารในอนาคตนั้น การมี คปป.เป็นการรัฐประหารและยึดอำนาจไปแล้วล่วงหน้า เหตุใดไม่ปล่อยให้มีการแก้ปัญหาไปตามครรลองประชาธิปไตยปกติ การมี คปป.เหมือนเป็นการเตรียมการให้เกิดวิกฤติรอบสอง ทั้งนี้ หาก สปช.ลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมจะรณรงค์ให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ยังติดปัญหาอยู่ที่ประกาศ คสช.ไม่ให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหว จึงอยากให้ คสช.เปิดกว้างให้พรรคการเมืองรณรงค์ให้ข้อมูลได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ เชื่อว่าหากประชาชนรับรู้จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญนี้ จะไม่รับร่างแน่นอน เพราะขณะนี้ทุกพรรคการเมืองก็ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากประชาชนเห็นด้วยกับการทำประชามติ ก็พร้อมยอมรับ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะลงสมัครเลือกตั้งหรือบอยคอตการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ ขอรอดูและตัดสินใจสถานการณ์ไปทีละขั้นตอนก่อน

      “ปลอด” สับร่าง รธน.ฉบับโจร

      นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัววิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญว่า ก่อนที่ สปช.จะมีมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย. อยากให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติฟังความเห็นประชาชนตาดำๆ เพื่อประดับสติปัญญาอันเลอเลิศของพวกท่านว่า เขายกย่องหรือขากถุยสิ่งที่ท่านเสนอมาอย่างไร กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเขาเรียกชื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า 1.ฉบับประชาทาส คือเขียนตามอำเภอใจ มองข้ามหัวประชาชนเจ้าของประเทศ คิดว่าตนเป็นใหญ่ 2.ฉบับโจร อธิบายว่าเป็นการขโมยอำนาจประชาชน เช่น ให้นายกฯมาจากคนนอก ส.ว.มาจากการเลือกตั้งแค่ 77 คน อีก 123 คน ลากตั้งเข้ามา 3.ฉบับบ้าบอ แปลว่าคนดีๆจะไม่คิดไม่ร่างรัฐธรรมนูญที่กดให้รัฐบาลอ่อนแอทำอะไรไม่ได้ 4.ฉบับมรดกอสูร คือรัฐประหารมาแล้วกลัวเสียของ เลยขออยู่ต่อแบบมีเชิง 5.ฉบับคัมภีร์นรก เขียนไว้เพื่อลงนรกทางเดียว เช่น เพิ่มองค์กรพิเศษมากมาย ให้อำนาจล้นฟ้า แต่ไม่มีการถ่วงดุล 6.ฉบับหอยทาก คือได้รับการคุ้มครองจากทหารไม่เปิดทางแก้ไขไว้เลย 7.ฉบับสลัดเรือแป๊ะ คือแป๊ะทำตัวเป็นโจรสลัดปล้นอำนาจรัฐบาลของประชาชน ต่อมาได้ใจเขียนคัมภีร์เอาไว้ล้มอำนาจประชาชนเสียเลย

      ให้รางวัลคนตั้งฉายาแสบถึงกึ๋น

      นายปลอดประสพระบุว่า 8.ฉบับเผด็จการซ่อนรูป เพราะเป็นนางงามจึงไม่กล้าออกมาตรงๆ เขียนเป็นลายแทงไว้เพื่อสืบอำนาจต่อ 9.ฉบับปฏิรูปแล้วเจ๊ง แกล้งเขียนให้ความสำคัญกับการปฏิรูป สร้างกติการ้อยแปดจนดูมั่ว ครั้นเอาไปปฏิบัติจริงประเทศเลยเจ๊ง 10.ฉบับเลโก้ เปรียบเช่นตัวเลโก้ที่เด็กต่อเล่น คือเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว คงหมายเอาว่าในที่สุดทหารฝ่ายท่านจะฉีกเองในอนาคต 11.ฉบับอัปมงคล หากใช้ต่อไปประเทศคงมีปัญหา 12. ฉบับเกาหลีเหนือเรียกพี่ เกาหลีเหนือถือเป็นประเทศเผด็จการทหารแล้วยังยอมรัฐบาลพี่ไทย 13.เลวร้าย “ฉบับกรรมของกู” คือ นักการเมืองทุกคนรู้ดีว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกใช้ ใครเป็นรัฐบาลเตรียมตัวติดคุกได้เลย

      “13 ชื่อนี้มันมากไป อยากได้ชื่อเดียวที่เจ๋งๆ หากผู้ใดรวบให้เหลือเพียงหนึ่งชื่อที่สุดแสบได้ สื่อความหมายมากที่สุด จะให้ตั๋วรางวัลรับประทานอาหารฟรีหนึ่งหมื่นบาท สรุปรวบรวมที่เขียนมาทั้งหมดคือ ไม่รับรัฐธรรมนูญ ส่วนวันหน้าจะเลือกตั้งหรือไม่ (หากผ่าน) ค่อยคิดอีกที”

      จี้รีบส่งสัญญาณ สปช.คว่ำก่อนทรุด

      นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การโหวตร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 6 ก.ย. ถึงที่สุดแล้วเชื่อว่า สปช.ส่วนใหญ่ต้องรอสัญญาณจากแป๊ะอยู่ดี แต่ขอให้แป๊ะพิจารณาดีๆ ใครอยู่ในอำนาจไม่สำคัญเท่ากับประเทศต้องกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด เมื่อปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญไปถึงขั้นประชามติ ก็จะเกิดการรณรงค์อย่างปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งถ้าหากต้นปีหน้าเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น การเมืองก็มีเนื้อหารัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแบบนี้ แป๊ะต้องคิดว่าผลประชามติในวันนั้นอาจจะไม่ได้มีความหมายแค่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เป็นห่วงว่าฝ่ายรัฐบาลเองก็อาจจะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ อาจเกิดความตึงเครียดกับประชาชนจนสถานการณ์บานปลาย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ประชาชนแสดงออกถึงการปฏิเสธอย่างชัดเจนผ่านผลคะแนนประชามติ

      “ถ้าอยากอยู่ต่อเพื่อทำรัฐธรรมนูญอีกที ก็ส่งสัญญาณให้ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญไปเลย เพราะเชื่อว่าผ่านประชามติยาก แม้แต่ฝ่ายการเมืองเองก็ยังไม่มีฝ่ายไหนออกมายอมรับเลย ตรงนี้แป๊ะต้องตัดสินใจ เพราะ สปช.ตามใจแป๊ะอยู่แล้ว”

      กาง รธน.ชั่วคราวเดินเกมรณรงค์

      นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 36 มหาปราชญ์ ค่อนข้างจะแน่นอนว่า จะต้องมีการทำประชามติ แต่ปรากฏว่ามีการห้ามปรามดักหน้าไว้เลยว่าห้ามรณรงค์ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้าน จึงไปเปิดรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ในมาตรา 4 ให้สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค แล้ว คสช.จะบังคับ ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า โดยไม่อนุญาตให้รณรงค์ได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งสนับสนุนและคัดค้าน โดยไม่สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้าน เมืองเลยหรือ ถ้าหักหาญขืนใจคน พวกคุณทั้งหมดต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต

      “ธีรยุทธ” ห่วง “โปลิตบูโร” กลืนชาติ

      วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย จัดพิธีมอบรางวัลผลงานทางวิชาการที่สร้างสรรค์และสร้างผลสะเทือนทางสังคม จากนั้นนายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีต ผอ.สถาบันสัญญา–ธรรมศักดิ์ฯ กล่าวบรรยายหัวข้อ “สิทธิและอำนาจของประชาชน” ตอนหนึ่งว่า คนไทยจำนวนมากมองประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง มากกว่ามองเป็นส่วนประกอบของวิถีชีวิต จึงไม่ให้คุณค่าในการรักษาประชาธิปไตย มีแนวคิดที่จะยอมรับโปลิตบูโร หรือประชาธิปไตยรวมศูนย์ ขณะที่นักการเมืองต้องการประชาธิปไตยแค่การเลือกตั้งกับตำแหน่งในรัฐสภา ส่วนชาวบ้านต้องการประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งให้ได้ตัวแทนเป็น ส.ส.กับผลประโยชน์ของชุมชนที่จะได้จากตัวแทน ส่วนกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากสุดจากการเปลี่ยนแปลงคือกลุ่มทุน ที่ได้ประโยชน์มากว่า 50 ปีแล้ว

      สมานฉันท์เกิดได้ต้องยอมพร้อมใจ

      นายธีรยุทธกล่าวว่า การรัฐประหารโดย คสช.ที่มีความเชื่อว่าปัญหาวิกฤติทางการเมืองจะแก้ได้เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นแนวคิดที่น่าห่วง เพราะการสมานฉันท์ไม่สามารถเกิดจากการเขียนกฎหมาย คำสั่ง หรือการร้องเพลง แต่ต้องเกิดจากการยินยอมพร้อมใจและการให้ความจริง ความถูกต้องในทุกด้านกับประชาชน มองปัญหาให้ถูก ซึ่งปัญหาใหญ่ก็คือการคิดต่างกัน ขณะที่ กมธ.ยกร่างฯพูดเรื่องพลเมือง ให้ประชาชนต้องมีความรับผิดชอบ แต่ปัญหาบ้านเราทวีความรุนแรงในทุกเรื่อง ชาวบ้านยังไม่มั่นใจการกระจายอำนาจ รู้สึกต่ำต้อยกว่าชาวกรุง การจะให้ชาวบ้านมาเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งนั้น เขาต้องตระหนักและมั่นใจถึงอำนาจของตัวเอง แต่วันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังถูกคุมอำนาจโดยมหาดไทย ทั้งที่ควรกระจายสิทธิการบริหารจัดการชุมชนไปสู่ท้องถิ่น

      ห่วง คปป.สืบอำนาจแถมอยู่นาน

      นายธีรยุทธให้สัมภาษณ์ถึงร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ซึ่งมีอำนาจคล้ายกับคณะกรรมการโปลิตบูโรว่า กังวลใจว่าสังคมไทยเวลานี้มีความเหนื่อยล้าและเบื่อการชุมนุม ทำให้มีแนวโน้มที่จะยอมรับระบบโปลิตบูโรมากขึ้นเพื่อแลกกับความสงบของบ้านเมือง แต่ระบบนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศ เพราะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเหมือนเราย้อนกลับไปในอดีต ตนเป็นห่วงบทเฉพาะกาลแนบท้ายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ คปป. ซึ่งกำหนดวาระยาวนานถึง 5 ปี เพราะยาวนานเกินไป หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นการสืบทอดอำนาจ และยังไม่รู้ว่าจะมี คสช.ไปทำหน้าที่นี้ใน คปป.ด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

      ฟันธงร่าง รธน.แก้ปัญหาชาติไม่ได้

      นายธีรยุทธกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นจากการเข้ามาควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองไม่ให้เกิดความรุนแรง ประกอบกับบุคลิกส่วนตัวที่ดูตรงไปตรงมา และสังคมเชื่อว่าไม่ใช่คนทุจริต แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะเริ่มมีคำถามมากขึ้น เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมแม้แต่เรื่องเดียว เมื่อถามว่า กระแสความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์กำลังจะตีกลับ หรือลดลงใช่หรือไม่ นายธีรยุทธตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น แต่หากทิ้งเวลาผ่านไปอีกและยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คำถามจากสังคมจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าคิดว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพเช่นนี้ตลอดไป ปัญหาชาติแก้ไขโดยการใช้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ แต่ไม่ขอให้ความเห็นว่าควรหรือไม่ควรที่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นอำนาจ สปช.

      “ทนายปู” ร้องค้าน อสส.เพิ่มพยาน

      วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านบัญชีพยานบุคคลและพยานเอกสาร ที่อัยการสูงสุดขอเพิ่มเติมในคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบและปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดยนายนรวิชญ์กล่าวว่า บัญชีพยานบุคคลจำนวน 23 ปาก และพยานเอกสารเกือบ 7 หมื่นแผ่น ที่อัยการสูงสุดขอเพิ่มเติมนอกเหนือจากสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถือเป็นพยานหลักฐานนอกสำนวน ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยคดี ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2552 มาตรา 5 ที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการพิจารณาคดีให้ศาลยึดรายงานของ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณา ซึ่งพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งศาลได้รับเรื่องไว้และนัดฟังคำสั่งวันที่ 31 ส.ค.

      ย้อเกล็ดสั่งฟ้องแบบไม่สมบูรณ์

      “ตอนที่ ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดพิจารณาร่วมกัน และเห็นว่ามีพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนข้อเท็จ จริงสมบูรณ์เพียงพอต่อการสั่งฟ้องแล้ว ฉะนั้นก็ไม่ควรเพิ่มเติมพยานหลักฐานในชั้นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ 2 ประเด็นคือ 1.ในวันที่ สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ สำนวนของ ป.ป.ช.สมบูรณ์จนเป็นเหตุให้ถอดถอนจริงหรือไม่ 2.วันที่อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง รายงานสำนวนชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.สมบูรณ์จนเป็นเหตุให้มีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่” นายนรวิชญ์กล่าว

      ยัน “ยิ่งลักษณ์” มาแน่ 31 ส.ค.

      ผู้สื่อข่าวถามว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาจำคุกกลุ่มผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยอยู่ด้วย ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความกังวลเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายนรวิชญ์ตอบว่า ยังไม่ได้คุยกับลูกความในเรื่องนี้ เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอเดินทางออกนอกประเทศหรือยังติดใจขอพิจารณาคดีลับหลังหรือไม่ นายนรวิชญ์ตอบว่า ไม่มีแน่นอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันว่าในวันที่ 31 ส.ค. ซึ่งเป็นการนัดตรวจพยานหลักฐานนัดแรก จะเดินทางมาด้วยตนเอง

      “ปู” ซัดเอาเปรียบ–ไม่ยุติธรรม

      ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อคัดค้านการยื่นบัญชีพยานบุคคลและพยานเอกสารของฝ่ายอัยการสูงสุดในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่ขอเพิ่มเติมมากกว่า 60,000 หน้า เพราะอยู่นอกสำนวนและไม่ได้ไต่สวนมาก่อน ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสตรวจ สอบและคัดค้าน ทั้งนี้ ตามกฎหมายและหลักของความเป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเพิ่มพยานเอกสารและพยานบุคคล นอกเหนือจากสำนวนของ ป.ป.ช.ในชั้นนี้ได้ ถือเป็นการเอาเปรียบทางคดีอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อตนเป็นอย่างยิ่ง จึงยื่นคำร้องโต้แย้งไม่ให้ศาลรับพยานหลักฐานดังกล่าว

      นายกฯขอกำลังใจ ครม.ใหม่

      พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ขอทุกฝ่ายให้กำลังใจกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ รวมทั้งทีมเศรษฐกิจที่ถูกตั้งความหวังไว้สูง เพราะนอกจากต้องเร่งดำเนินการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ และแผนงานเดิมที่ ครม.ชุดเดิมได้วางไว้ ยังต้องกำหนดมาตรการ แผนงาน นโยบายโครงการใหม่ๆ เพื่อผลักดันงานด้านเศรษฐกิจให้เดินหน้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งนายกฯมั่นใจว่าทีมเศรษฐกิจ จะนำแผนงาน มาตรการ ที่ทำให้เห็นทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบภายในระยะเวลาไม่นานนัก แต่ 2-3 เดือนนี้ คงทำให้ทุกอย่างสัมฤทธิผล เบ็ดเสร็จไม่ได้ แต่ทุกอย่างจะเป็นไปทางบวก จึงไม่ จำเป็นต้องกดดัน หรือขีดเส้นการทำงานทีมเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมั่นในทุกท่านที่เชิญมาอยู่แล้ว

      “สมคิด” บุก มท.ฟื้น ศก.ระดับล่าง

      เวลา 15.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เดินทางเข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาด– ไทย ใช้เวลาหารือกันนานประมาณ 30 นาที จากนั้น พล.อ.อนุพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า นายสมคิดขอความร่วมมือกระทรวงประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ อบต.และ อบจ.ให้เป็นแกนหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับล่างให้ดีขึ้น ส่วนโครงการรวมทั้งงบประมาณต้องรอเสนอเข้า ครม.พิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า และต้องการจัดการโครงการต่างๆ เช่น โครงการโอทอป กองทุนหมู่บ้าน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพิ่มกำลังซื้อประชาชน

      สนช. ผ่านงบฯ 2.7 ล้านล้านบาท

      ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.15 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิต-ชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 วงเงิน 2.72 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2559 พิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2559 รายงานว่า ได้ปรับลดงบประมาณลง 20,582 ล้านบาท และนำงบที่ปรับลดลงจำนวนดังกล่าวไปเพิ่มเติมให้งบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีจำเป็นฉุกเฉิน และรองรับการดำเนินงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จากนั้นที่ประชุมเปิดโอกาสให้สมาชิก สนช.แสดงความเห็น โดยมี สนช.เพียงไม่กี่คนหมุนเวียนแสดงความเห็น ในขณะที่ สนช.สายทหารไม่มีใครอภิปราย ภายหลังอภิปราย 4 ชั่วโมง ที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2559 ในวาระ 3 ด้วยคะแนน 184 ต่อ 0

      รัฐบาลยันใช้งบฯด้วยความโปร่งใส

      จากนั้นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งติดภารกิจเดินทางไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์ เป็นตัวแทนรัฐบาล กล่าวขอบคุณ สนช.ว่า ขอบคุณที่เห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 59 และขอบคุณคณะกรรมาธิการฯ ที่พิจารณาด้วยความเหนื่อยยากตลอด 3 เดือน ทั้งนี้ กฎหมายงบประมาณเป็นกฎหมายที่สำคัญ เพราะเกี่ยวกับความเป็นความตายของประเทศ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศ ตลอดจนวางรากฐานเพื่อพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์ 20 ปี ส่วนข้อสังเกตต่างๆจะนำเข้าที่ประชุม ครม. ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป พร้อมกันนี้ นายกฯฝากว่า รัฐบาลให้ความมั่นใจจะนำงบฯไปใช้จ่ายให้ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยความโปร่งใส

      หมิ่น “ปู” ว.5 รอลงอาญาสายล่อฟ้า

      ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 3 อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต นายเทพไท เสนพงศ์ และนายศิริโชค โสภา ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ “สายล่อฟ้า” ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมบลูสกาย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทใส่ความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เสียหาย ทำนองว่า ไม่เข้าร่วมภารกิจประชุมรัฐสภาและน่าจะเดินทางไปกระทำภารกิจ ว.5 ที่โรงแรมโฟรซีซั่น โดยศาลพิจารณาจากถ้อยคำของจำเลยทั้งสามคน เห็นว่ามีเจตนาให้ผู้ชมรายการเข้าใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีการประชุมรัฐสภา ไปทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ใส่ความทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง มีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ไม่ใช่การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯด้วยความเป็นธรรม ตามที่กล่าวอ้าง จึงพิพากษาจำคุกจำเลยคนละ 1 ปี ปรับ 5 หมื่นบาท แต่จำเลยทั้งสามไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอลงอาญา 2 ปี ให้ยึดเทปรายการมาทำลาย และให้ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ ติดต่อกัน 7 วัน

      “บิ๊กตู่” ขอ “เขมร” ชัดเจนแนวสันปันน้ำ

      เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล สมเด็จกลาโหม ซอร์ เค็ง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยกัมพูชา เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 5 ร่วมกับ รมว.มหาดไทยของไทย ระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.เพื่อสร้างความสัมพันธ์ความร่วมมืออันดีระหว่างจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองฝ่าย โดยได้มีการหารือการเปิดและยกระดับจุดผ่านแดนถาวร การก่อสร้างด่านแห่งใหม่ จุดผ่อนปรนการค้าในจุดต่างๆ ส่วนปัญหาความไม่ชัดเจนของเส้นเขตแดน และปัญหาทุ่นระเบิด จะได้หารือในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ครั้งต่อไป นอกจากนี้ นายกฯขอให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามเงื่อนไขที่ได้หารือในระดับพื้นที่ โดยกันแนวจากสันปันน้ำประมาณฝ่ายละ 100-500 เมตร และขอให้กัมพูชาย้ายตลาดและชุมชนออกจากแนวพื้นที่กันชน และจัดทำแผนบริหารพื้นที่ให้ชัดเจน นอกจากนี้ ขอความร่วมมือกัมพูชาพัฒนาเส้นทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางต่อไปกรุงพนมเปญและเวียดนาม รวมถึงเชื่อมโยงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายต่อไป และขอให้กัมพูชาจับกุมผู้อยู่เบื้องหลังการล่อลวงแรงงานชาวกัมพูชาให้ข้ามแดนเข้ามาในไทยอย่างจริงจัง

      เมียนมามั่นใจ “บิ๊กตู่” ปฏิรูปสำเร็จ

      ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ไหล่ ผบ.สส.สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ ในโอกาสเดินทางมาเยือนไทย โดยนายกฯกล่าวต้อนรับ และโอกาสนี้ นายกฯแสดงความเสียใจกรณีอุทกภัยในเมียนมา ซึ่ง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ไหล่ กล่าวขอบคุณการช่วยเหลือของรัฐบาลไทย ตลอดจนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยเหลือ รวมถึงยินดีสนับสนุนโครงการทวายให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์เสนอให้มีจัดทำสายด่วนระหว่างผู้นำในระดับต่างๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้านความร่วมมือทางทหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมกันสร้างความสงบตามแนวชายแดน ร่วมแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง ปัญหาผู้หนีภัย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในตอนท้าย ผบ.สส.เมียนมา กล่าวถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแสดงความเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จะทำให้ไทยประสบความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศและทำบ้านเมืองสงบ

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพฤหัสที่ 21 ตุลาคม 2564 เวลา 05:14 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์