วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มารา ปาตานี สยายปีกการเมือง ใครเริ่มป่วนก่อนมีสิทธิ์แพ้

ผ่านมากว่า 1 สัปดาห์แล้ว สำหรับการพูดคุยสันติภาพ ระหว่าง กลุ่มมารา ปาตานี (MARA PATANI) องค์กรที่ประกอบด้วยตัวแทนจาก 6 กลุ่ม ที่ต่อสู้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ 1.แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) 2. แนวร่วมอิสลามปลดปล่อยปาตานี (BIPP) 3.องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-P4) 4.องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-dspp) 5.องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-mkp) และ 6.ขบวนการมูญาฮิดีนอิสลามปาตานี (GMIP)

ซึ่งมีตัวแทนฝ่ายไทย นำโดย พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก หัวหน้าชุดพูดคุย ร่วมโต๊ะ กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ก่อนจะมีการยื่นข้อเสนอ 3 ข้อต่อฝ่ายไทยดังนี้

1.กำหนดให้การพูดคุยเพื่อสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องแม้จะเปลี่ยนรัฐบาล
2.ยอมรับองค์กร มารา ปาตานี ไม่ใช่กลุ่มที่มีความเห็นต่างจากรัฐ และเป็นองค์กรที่อยู่บนโต๊ะเจรจา
3.ให้การคุ้มครองทางกฎหมายกับคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพของ มารา ปาตานี จำนวน 15 คนเพื่อให้เดินหน้าการพูดคุยให้เป็นจริง

ขณะที่ฝ่ายไทยเอง ได้เสนอ 3 ข้อเช่นกัน คือ 

1.การสร้างพื้นที่ปลอดภัย
2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
3.กระบวนการยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับ

พล.อ.อักษรา บอกกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ หลังการพูดคุยไปแล้ว ตนไม่สามารถให้ความเห็นอะไรเพิ่มเติมได้ เพราะต้องรอกรอบนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ จึงต้องรอนโยบายก่อน อย่างไรก็ดี หลังการพูดคุยถือว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ณ ปัจจุบัน ถือว่าดีขึ้น 

ดึงทุกฝ่ายร่วมให้ได้ ทางออกปัญหาชายแดนภาคใต้ 

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี นักวิชาการด้านสันติภาพในภาคใต้ การจัดตั้งองค์กรที่มีชื่อว่า Majlis Amanah Rakyat Patani หรือเรียกชื่อย่อว่า MARA PATANI (มารา ปาตานี) ว่า กลุ่มดังกล่าว ได้มีการพูดคุยกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มาแล้ว 2 ครั้ง และครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 การพูดคุยลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะเสนอข้อเรียกร้อง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับทางฝ่ายรัฐบาลด้วย ที่ยอมเปิดใจพูดคุย ทำให้กลุ่มที่มีความเห็นต่าง อย่างมาราฯ กล้าที่จะเข้ามาพูดคุย

"ข้อเสนอวาระแห่งชาติฯ นั้น รัฐบาลเองก็มีนโยบายเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น ประกาศของ คสช. ที่ 98/2557 และมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 230 ซึ่งเรื่องนี้ออกเมื่อปลายปีที่แล้ว นอกจากนี้ ยังทราบว่า ทาง สมช. ได้ร่างนโยบายการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งคาดว่ากำลังจะนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภา แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐว่าจะตัดสินใจกับเรื่องนี้อย่างไร"

ข้อกังวล คือ การทำงานของทุกฝ่าย เพราะอยากให้ดึงฝ่ายที่มีความเห็นต่างให้เข้ามาร่วมให้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ควรจะมีภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมด้วย เช่น พุทธ มุสลิม หากเรารวมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันได้ ก็จะได้รับการยอมรับ 

ไร้รุนแรง หนุนพื้นที่ปลอดภัย 2 ฝ่ายได้ประโยชน์

การอ้างว่าเป็นตัวแทน ปัตตานี จะเกิดเสียงต่อต้านหรือไม่ นักวิชาการด้านสันติภาพในภาคใต้ มองว่า เรื่องนี้กลุ่มมาราฯ ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับ เขาเองต้องพิสูจน์ด้วยวิธีปฏิบัติ ขณะที่ฝ่ายรัฐเองก็พูดว่า "หากไม่มีความรุนแรงก็เป็นข้อพิสูจน์" โดยมีการเสนอว่าควรจะมีพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่? ซึ่งอาจจะมีการตรวจสอบกันและกัน หากทำได้ก็จะสามารถพูดได้ว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ดังนั้น หากมีการทำงานตามขั้นตอน ก็จะส่งผลดีกับทั้ง 2 ฝ่าย 

ข้อเสนอใดเรื่องไหนที่รัฐบาลสามารถทำได้ก่อน คือ ส่วนตัวมองว่า เรื่องที่ทำได้ทันที คือ การคุ้มครองความปลอดภัยให้กับตัวแทนมาราฯ ตัวแทน 15 คน คนของเขาต้องได้รับความปลอดภัย แม้บางคนจะมีหมายจับ แต่บางครั้งเขาอาจจะต้องมาลงพื้นที่เพื่อพูดคุย หรือกลับมาหาครอบครัวเขาได้ ส่วนเรื่องการยอมรับกลุ่ม มาราฯ​ ในทางปฏิบัติถือว่าเริ่มแล้ว เพราะมีการเปิดโต๊ะพูดคุย สามารถให้ข่าวกับสื่อได้ ส่วนการต่อรองขั้นตอนต่อไป เขาก็ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองเช่นกัน 

เบื้องหลังรวมตัว มารา ปาตานี ที่แท้เป็นของเสนอ "บิ๊กตู่"

ผศ.ดร.ศรีสมภพ เผยสาเหตุที่มีการก่อตั้งกลุ่มมารา ปาตานี ระบุว่า กลุ่มที่ต่อสู้ในพื้นที่ภาคใต้มีหลายกลุ่ม และต่อสู้มากว่า 50-60 ปีแล้ว แม้บางกลุ่มจะมีอุดมการณ์เหมือนกัน แต่ก็ทำงานแยกกัน เนื่องจากมีความขัดแย้งกันเอง เรื่องที่ว่า "ใคร" จะเป็นผู้นำ แต่เมื่อมาถึงปัจจุบันทางรัฐบาลนี้ ได้มีนโยบายให้กลุ่มที่เรียกร้องต่างๆ ยื่นข้อเสนอร่วมกัน นอกจากนี้ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองก็เคยพูดคุยกับกลุ่ม BRN ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือไม่มาก มีความขัดแย้งกันเอง รัฐบาลประยุทธ์เองจึงไม่อยากให้ยื่นข้อเสนอทีละกลุ่ม จึงเป็นที่มาในการรวมตัวเป็น MARA PATANI

การรวมตัวตั้งกลุ่มมาราฯ ส่วนตัวมองว่าเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย ฝ่ายรัฐบาลจะได้เข้าใจข้อเรียกร้องที่ "ชัดเจน" ของขบวนการว่าต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งก่อนหน้านี้ BRN เคยเสนอมาแล้ว 5 ข้อ 1.การยอมรับสถานภาพ BRN เป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ 2.ให้รัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้ไกล่เกลี่ยการพูดคุยสันติภาพ 3.การพูดคุยต้องมีพยาน ซึ่งพยานควรจะเป็นกลุ่มประเทศของอาเซียน หรือ องค์กรระหว่างประเทศ เช่น OIC 4.ให้รับรองสิทธิ อำนาจทางการเมือง ของประชาชนมลายูปาตานี ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการจัดการปกครองแบบพิเศษ และ 5.ให้ปล่อยนักโทษทางการเมือง หรือ คดีทางมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าว รัฐบาลที่แล้วก็ไม่ได้ตอบกลับไป เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงต้องมาดูว่าสามารถตอบสนองได้แค่ไหน

ส่วนการพูดคุยกับกลุ่มมาราฯ เท่าที่สังเกต ยังไม่พบว่ามีข้อเรียกร้องอะไรมาก หลักๆ คือเขาต้องการให้รัฐบาลไทยแก้ปัญหาภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติ ขณะที่ฝ่ายไทยเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง เขาเองก็ตอบมาว่าจะโทษฝ่ายเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ เขาก็กล่าวหาเราก็ก่อความรุนแรงเช่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีความพยายามจะร่วมกันยุติความรุนแรงในช่วงรอมฎอน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ในเรื่องนี้ก็ต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้งว่าประสบปัญหาในเรื่องใด ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการละเมิดในเรื่องใดหรือไม่ ก็ต้องมีการพูดคุยตกลงกันอีกครั้ง

'อุดมการณ์'ไม่เปลี่ยน แต่เริ่มปรับตัว

เท่าที่สังเกตเรื่องอุดมการณ์ มองว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะประเด็นหลัก อยู่ที่การต่อสู้เรื่องสิทธิของประชาชนในพื้นที่ โดยมีการโยงเรื่องสิทธิที่เกิดจากประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ รวมถึงศาสนา โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือเรื่องแบ่งแยกดินแดน แต่ที่น่าสังเกตคือ จากการเรียกร้องของ BRN ครั้งก่อน เขาก็ไม่ได้บอกว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดน อย่างข้อที่ 4 ขอสิทธิทางการเมือง เขาอ้างว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของไทย การจัดการปกครองพิเศษ​ ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวก็ถือว่ามีการปรับตัวเหมือนกัน

ตั้งข้อสังเกต กลุ่ม BRN อาจจะไม่เข้าร่วมทั้งหมด รวมกลุ่มหวังผุดปีกงานการเมือง 

นักวิชาการด้านสันติภาพ ยังเผยต่อว่า การต่อสู้ที่ผ่านมา BRN ถือเป็นตัวหลักในการต่อสู้ แต่การรวมกลุ่มนี้ มารา ปาตานี ครั้งนี้ จึงมีคนตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่ม BRN อาจจะไม่ได้เข้าร่วมทั้งหมด เพราะ BRN มีสมาชิกจำนวนมาก จากข้อมูลทางราชการ พบว่า BRN มีสมาชิกนับหมื่นคน กองกำลังติดอาวุธไม่ต่ำกว่า 3 พัน

"การเริ่มต้นพบปะสื่อครั้งนี้ ส่วนตัวผมว่าเขาอาจจะต้องการสื่อสารโดยตรงว่า MARA PATANI เป็นใคร ทำอะไรอยู่ คล้ายกับ ปีกงานทางการเมืองด้านหนึ่ง ไม่ใช่ขบวนการใต้ดินแบบแต่ก่อน เพื่อวางรากฐานทางการเมือง เพราะที่ผ่านมา เขาใช้แต่การทหาร คือ ก่อความรุนแรงอย่างเดียว หากไม่มีงานด้านการเมือง จะทำให้หาทางออกไม่ได้ แต่เมื่อมีปีกงานทางการเมือง จะช่วยลดเงื่อนไขของความรุนแรงได้ ด้วยการพูด หรือ แสดงออกสู่สาธารณะ"

ยกตัวอย่างประเทศไอร์แลนด์เหนือ กองกำลังความรุนแรง IRA นับเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาลอังกฤษ ตอนแรกเขาไม่เปิดตัวเช่นกัน แต่ตอนมามีการเปิดตัวปีกทางการเมืองออกมา ก็จะมีการแสดงบทบาททางการเมืองด้วยการเจรจากับรัฐบาล ปีกนี้เขาเรียก Sinfenn ซึ่งก็กลายเป็นพรรคการเมือง ในช่วงแรกอาจจะมีการเล่น 2 ทาง คือก่อความรุนแรงและเจรจา แต่ต่อมาจะมีการดึงกลุ่มคนเหล่านี้ออกมาเจรจาได้

การใช้รูปแบบนี้ คิดว่าน่าจะส่งผลดีมากกว่า หากมีพื้นที่ทางการเมือง เขาก็จะสามารถแสดงบทบาทเป็นดุลกำลังในการต่อรอง เพื่อเสนอข้อเรียกร้องในการพูดคุยกับรัฐบาล เมื่อมีข้อตกลงอะไรกัน ก็จะสามารถดึงให้ฝ่ายกองกำลังที่ใช้ความรุนแรงยอมรับได้ แต่เรื่องนี้คงต้องใช้เวลาพอสมควร แต่นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

"เรื่องนี้ทุกฝ่ายควรจะรับฟังและทำความเข้าใจกับเขา ว่ากลุ่มเขามีอุดมการณ์ แนวคิดอย่างไร เพื่อที่จะหาทางแก้ไขด้วยวิธีการสันติ ประชาชนทั่วไปจะได้เข้าใจ ว่าเขาต่อสู้เพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อะไร ฝ่ายรัฐบาลเองก็ควรเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงออก ฝ่ายขบวนการ 5-6 กลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง ก็ควรทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง หาทางออกเพื่อให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง" นักวิชาการด้านสันติภาคใต้ กล่าว

ผู้ยุติปัญหาที่แท้จริง คือ คนในพื้นที่ 

พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง เลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข จชต. กล่าวว่า การพูดคุยครั้งนี้นับเป็นพัฒนาการขั้นหนึ่งของการเปิดคณะพูดคุย ข้อเรียกร้อง จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ทั้ง 2 ฝ่ายให้เดินต่อไปได้ ส่วนทั้ง 3 ข้อที่เรียกร้อง ของฝ่ายมารา ปาตานี ดูแล้วเป็นการเรียกร้องเพื่อองค์กรเขาและตัวบุคคล ส่วนของเราเสนอเพื่อคนในพื้นที่ภาคใต้ ข้อเรียกร้องดังกล่าว ก็เป็นการรับเรื่องมาพิจารณาเท่านั้น ยังไม่มีการตอบรับกัน

“เรื่องนี้ยังต้องคุยอีกเยอะ คุยไปคุยมาอาจจะเหลือข้อเดียว หรือ บางทีอาจจะเพิ่มเป็น 10 ข้อ มุมมองคนในพื้นที่ เบื้องต้น ต้องถามว่าเขารู้จัก มารา ปาตานี หรือไม่ บางคนรู้จัก บางคนก็ไม่รู้จัก เพราะคนที่ไปคุยคือกลุ่มผู้เห็นต่างกลุ่มเดียว ไม่ใช่ทุกคนในพื้นที่ 2 ล้านคน ฉะนั้น เขาอาจจะสงสัยว่าคนพวกนี้คือใคร แต่ถ้าเป็นพวกเดียวกัน ก็จะบอกนี่คือพวกเรา”

ดังนั้น ความเห็นในพื้นที่ เริ่มแรกอาจจะรู้สึก งงๆ กับการเปิดตัว แต่ส่วนใหญ่สนับสนุนการพูดคุย เพราะรู้ว่าคนพวกนี้เป็นกลุ่มที่ใช้อาวุธ ซึ่งเปลี่ยนการต่อสู้ มาเป็นสันติวิธี “สนับสนุน” ที่ว่าไม่ใช่สนับสนุนฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่สนับสนุนให้ “คุยกัน” เมื่อสองฝ่ายมาคุยแล้ว หากใครใช้ความรุนแรงก็จะโดนปราบอย่างชอบธรรม

บรรยากาศในพื้นที่ พล.ต.นักรบ บอกว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว 2 ครั้ง พบว่าคนในพื้นที่มีความเข้าใจ ว่าการเปิดตัว คือ “หลักสากล” ในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน คนที่ทำให้เรื่องนี้จบได้ไม่ใช่ทั้ง 2 ฝ่าย แต่เป็นคนในพื้นที่ต่างหาก ที่จะทำให้เรื่องนี้ยุติได้ เมื่อมีการพูดคุยก็ทำให้คนในพื้นที่ตื่นตัวกับเรื่องนี้มากขึ้น การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่บวก หากเขาไม่เปิดตัว ก็จะอึมครึมต่อไป

ทางรัฐบาลให้นโยบายกับคณะพูดคุยอยู่แล้ว ซึ่งนโยบายดังกล่าวเพื่อคนในพื้นที่เท่านั้น แต่สิ่งที่พึงระวังคือ เรื่องวิพากษ์วิจารณ์ ขอทุกคนทั้งในและนอกพื้นที่ อยากจะให้ทุกคนสนับสนุนการพูดคุยให้เป็นรูปธรรม อย่าเพิ่งปฏิเสธ เรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งดี ดีกว่าที่จะไปยิงกันต่อไป

ผ่านมากว่า 1 สัปดาห์แล้ว สำหรับการพูดคุยสันติภาพ ระหว่าง กลุ่มมารา ปาตานี (MARA PATANI) องค์กรที่ประกอบด้วยตัวแทนจาก 6 กลุ่ม 27 ส.ค. 2558 16:40 3 ก.ย. 2558 02:09 ไทยรัฐ