วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คอนเทมโพรารี่ คือชีวิต เราจะเต้นจนวันตาย! เปิดสเต็ปชีวิต 'หลอดไฟ' เจ้าของรางวัลระดับโลก

คอนเทมโพรารี่ คือชีวิต เราจะเต้นจนวันตาย! เปิดสเต็ปชีวิต 'หลอดไฟ' เจ้าของรางวัลระดับโลก

  • Share:

'ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ตลอดเส้นทางเดิน...' หลอดไฟ นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์ เป็นลูกสาวของ วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันบางกอกแดนซ์ ปีนี้อายุ 25 เต็มเล่าถึงเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางจังหวะก็ล้มลุกคลุกคลานน่าดู บางจังหวะรู้ว่าเจอกำแพงก็ก็ยังวิ่งชน ชนให้รู้ว่าข้างหน้ามันคือกำแพง 

'เกิดมาครั้งเดี๋ยวยังไงเราก็ขอลอง ไม่อยากจะมานั่งเสียดาย โอกาสที่มันผ่านไป' เมื่ออุปสรรคเล็ก ความสำเร็จจะใหญ่ไปได้อย่างไร ใครบางคนหล่นคำพูดให้ได้แรงบันดาลใจเอาไว้ทำนองนั้น

ในวันที่คนรุ่นใหม่เป็นอนาคตสดใส ไทยรัฐออนไลน์เปิดบ้านพักอลังการของสาวชื่อแปลก ผู้หญิงที่รักการเต้น รักศิลปะ ผู้หญิงอายุ 25 ปีเจ้าของรางวัลระดับโลกมากมายที่บอกว่า จะกลับมาพัฒนาการเต้นคอนเทมโพรารี่ของประเทศไทยให้แมส

'อย่าเพิ่งปิดใจ เราอยากให้แง้มๆ หัวใจเปิดรับสิ่งใหม่รับประกันว่าลองดูสักครั้งคุณจะติดใจ'

วัยเยาว์
ตอนเด็กๆของด.ญ.หลอดไฟ

ฝันแรกและฝันเดียวของ ด.ญ.หลอดไฟ

"เราฝันอยากเป็นนักเต้นตั้งแต่จำความได้ คุณพ่อเป็นเจ้าของกิจการรถเช่า คุณแม่ทำบางกอกแดนซ์ เป็นนักบัลเลต์รุ่นแรกๆ ของเมืองไทย ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับด้านศิลปะ เชื่อไหมวันนี้คุณพ่อก็ยังไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรอยู่"

หลอดไฟหัวเราะดังและเล่าว่า เห็นคุณแม่ทำบางกอกแดนซ์ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนเต้น 4 ขวบพาเรามาเดินเล่นเดินดู กระทั่ง 5 ขวบจึงตัดสินใจขอเรียนเองเลย จนกระทั่งอายุ 14 ปี ด้วยอาการบาดเจ็บที่เข่า และการเรียนเต้นมันทำให้ช่วงชีวิตวัยรุ่นหายไป จึงคิดอยู่ทุกวันจะขอแม่เลิกเรียนเต้นยังไงดี

"เรียนบัลเลต์มันเหมือนพีระมิด คนที่จบมันจะน้อยมากๆ เพราะว่าต้องสู้หลายๆ อย่าง เป็นเรื่องปกติที่เด็กร่อยหรอไป เด็กบัลเลต์รู้ดีว่าไม่มีใครทำได้ร้อยเต็ม มันต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ต้องเรียนทั้งชีวิต เรียนทีครูก็ติเราเรื่อยๆ พออายุ 16 บางกอกแดนซ์ตั้งโครงการปั้นเด็กที่มีศักยภาพ หรือพัฒนาในในเรื่องการเต้นอาชีพขึ้นมา คุณแม่เลยให้เราเข้าไปดูเพราะเราเคยมีร่างกายตรงตามสเปก และก็มีขาที่ยาวและเปิดขาได้มากพอสมควร"

หลอดไฟเรียนอาทิตย์ละ 13 ชั่วโมง เธอยอมรับว่าแรกไม่มั่นใจ แต่พอเวลาผ่านไป ได้เห็นศักยภาพตัวเองมากขึ้น ทำให้รู้ว่าถ้ามีชั่วโมงบินมากขึ้น จากขาที่ยกได้ 90 ผ่านไปปีครึ่งเรายกขาได้ 180 องศา พัฒนาจนเธอเองยอมรับว่าตกใจในร่างกายและศักยภาพ ความมั่นใจทำให้เดินทางไปแข่งขันต่างประเทศบ่อยและก็ได้รับรางวัลมากมาย

แต่สิ่งที่จำได้แม่นก็คือ การเข้าแข่งขันครั้งแรกพบกับความพ่ายแพ้ เวทีนั้นเป็นรางวัลที่เยี่ยมที่สุด ที่เราไม่ชนะแข่งไป 8-9 อย่าง (เธอลงแข่งหลายประเภท) ไม่ได้ๆ เราก็เร่ิมฝ่อๆ (เสียงเศร้า) แต่สุดท้ายก็มาได้รางวัลที่ 1 ประเภท บัลเลต์ร่วมสมัยไม่ได้ขึ้นปลายเท้า

หญิงสาวมาดห้าวยอมรับว่า ตอนไม่ได้รางวัลอะไรเธอโตขึ้นมาก ขนาดมีอุปสรรคขนาดนี้มันก็ทำให้เราสู้แล้วกลับมาได้ ผ่านปีนั้นมาได้ส่งผลให้ เปลี่ยนความคิดว่า 'จะเต้นไม่เพื่อรางวัล แต่จะเต้นเพื่อเราเอง' เหมือนปลดล็อก จากนั้นหลอดไฟได้รางวัลมาตลอด โดยปี 2009 ได้รับรางวัลสูงสุด ขึ้นเวทีด้วยท่าทีสบายๆ

Turning Point เก่งในซอยปะทะเก่งระดับโลก

เธอยอมรับว่ารู้สึกว่าตัวเราลอยมาก 'ทำไมกูเก่งขนาดนี้' แบบนี้ก็ไปเรียนต่อได้สบายๆ ปรากฏกว่าไปเรียนต่อว่าออดิชั่นได้ในมหาวิทยาลัยของออสเตรเลียแล้วความคิด ความมั่นใจก็เปลี่ยนไป

"ที่นี่ เรารู้สึกว่าถูกโยนไปในมหาสมุทรที่ใหญ่มากจริงๆ..."  2-3 เดือนแรกในการเข้ามหาวิทยาลัยปี 1 เธอยอมรับว่า 'ช็อก' เลยเพราะเจอกับคนเก่งมหาศาล เรามันแค่เก่งแค่ในซอย คงเพราะนี่เป็นโรงเรียนที่สอนด้านอาร์ต เขาไม่ได้มองว่าใครเตะขาสูงเก่งกว่ากัน แต่มองในแง่ความคิด ครีเอต เป็นภาพศิลปะ ซึ่งเธอเองแค่ภาพสวย แต่ลึกๆ คิดไม่เป็น ที่นี่เขาฝึกให้ทุกคนมีความลึก ฝึกให้เป็นศิลปิน 

คู่หูต่างวัย
จัดระเบียบให้ลูกสาว

หลอดไฟบอกว่า ที่นี่เขาไม่ได้เต้นเก่ง แต่เวลาพูดอะไรหรือออกไอเดีย ทำไมเธอคิดไม่ได้ และไม่เคยมองแบบนั้น มองเป็นสิ่งสวยงามแข่งอย่างเดียว การแสดงของวงจากอังกฤษถือเป็น Turning Point ของเธอ วงนี้มี 6 คนบนเวที แต่เวลาแสดงออกมา เสียที่เขาเต้น สิ่งที่สื่อสารทุกอย่างมันออกมาจากใจ ทำให้เรารู้สึกได้เป็นการชม 40 นาที ที่ทำให้น้ำตาไหลออกมาเอง เขาสามารถรวมความเป็นเอเชี่ยนกับเวสเทิร์นได้อย่างลงตัว แน่นอนว่าเขาไม่ได้เตะขาเลยสักครั้งเดียว ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรเลย แต่มันสื่อสารและทำให้เราคิดต่อได้ 

จากนั้นหลอดไฟก็พัฒนามาเรื่อยๆ พยายาม หลุดนอกกรอบค้นหาตัวเองเรามีอะไรพิเศษ จนกระทั่งเรียนจบ แต่ยอมรับว่าเหมือนกับแบกภาระอะไรสักอย่าง โดยมีความตั้งใจว่าจะพัฒนาการเต้นเมืองไทยให้ไปถึงจุดที่เห็นและได้เรียนมาให้ได้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เธอนิ่งไปเลยอยู่บ้านไม่ออกไปไหน ไม่ทำอะไรเลย ตอนนั้นไฟดับ ไม่รู้เร่ิมยังไง ไม่รู้จะเปลี่ยนอย่างไร ไม่รู้จะเปลี่ยนวิธีคิดอย่างไรคนดูทั้งวงการ

"ที่นี่ (เมืองไทย) เราไม่เจอคนกลุ่มนี้เลย (เสียงเศร้า) อย่างไร นอนอยู่เป็นปีจนแม่งง เลยตัดสินใจไปคุยกับสถาบันที่ออสเตรเลีย เป็นคอร์สสำหรับนักเรียนจบใหม่ เป็นคอร์สที่ปลดล็อกความคิดเลย เป็นการโชว์เราพูดภาษาไทยและร้องไห้เล่าเรื่องตัวเอง เล่าเรื่องแม่ แล้วร้องไห้เพื่อนก็เอากระ ดาษทิชชูมาพันรอบตัว เป็นการอิมเพอร์ไวน์ มันเลยเป็นการแสดงโชว์ที่เป็นเราจริงๆ พอจบการแสดงเราได้คำตอบว่าเราต้องจริงใจกับคนดู จริงใจกับสิ่งที่เราเป็นแล้วแสดงมันออกมาเพราะคนดูพร้อมจะเปิดรับอยู่แล้ว" เธอเล่าด้วยท่าทีกระตือรือล้น

เดินทางไปเวียนนา พบปะกับความหลุดโลก

ใช่...การเดินทางของเธอ ยังไม่จบต่อมา

หลอดไฟทำเรื่องขอทุนเวียนนา (ปี 2557) และไม่คิดว่าจะได้ เพราะเอาแค่ 60 คนทั้งโลก เราเป็นศิลปินอาร์ตที่อายุน้อยที่สุด โดยมีแค่เอเชียน 3 คนที่ได้ไป ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ต้องพิสูจน์ความสามารถด้วยการเดินไปขอเงินสนับสนุนที่กระทรวงวัฒนธรรมเอง ด้วยความจริงใจเธอผ่านด่านหินมาได้ พร้อมกับสัญญาใจว่าจะกลับมาช่วยพัฒนาวงเต้น วงการอาร์ตของประเทศไทย

นึกว่าจะสวยหรู ที่เวียนนาเธอไปอยู่กับศิลปินตึกเดียวกัน 50 ประเทศ เป็นเทศกาลที่ติสต์มาก เธอเล่าว่าต้องแก้ผ้าวิ่งอยู่เป็นอาทิตย์ (เป็นหนึ่งในกิจกรรมเวิร์กช็อป ซึ่งมี 10-20 เวิร์กช็อปต่อวันมีคนเข้าชมมากมาย) แก้ผ้าเวิร์กช็อปอยู่ 4 วัน แต่ไม่ได้ฟังอะไรเลย คิดแค่ว่าพ่อ-แม่จะว่าไง คิดว่าทำไมต้องฝืน ทำไมต้องกลับมาตามหลังคนอื่น เมื่อไรเราพอซะทีในการตามหลัง จึงตัดสินใจเลิกแล้วเดินออกและเปลี่ยนไปเป็นเรียนวิชาเกี่ยวกับร่างกาย หลังจากนั้นวิธีคิดเปลี่ยนหมดเลย มันทำให้เธอโตขึ้นมาก อีกทั้งยังได้รู้จักคอนเนกชั่นดีๆ มากมาย

การเดินทางยังไม่ถึงที่สุด พอกลับมาเมืองไทยหลอดไฟก็ขอทางบ้านเดินทางไปยุโรป 1 เดือนเต็มๆ ไปเรียนรู้ตัวเองมากขึ้น

"หลอดไฟไม่ได้ตามหาตัวเอง เพราะเรารู้ว่าต้องการอะไร เราเป็นเด็กไทยคนหนึ่ง ได้เดินทาง ไปนอนรวมกับผู้ชาย 7-8 คน เด็กไทยที่มีฐานะ คงไม่ทำ แต่โชคดีที่คุณพ่อแม่ เข้าใจ ไว้ใจ เชื่อว่าเราจะปลอดภัย ไปเที่ยว ไปทำเวิร์กช็อปคนเดียว ในแง่ศิลปิน เราต้องเข้าใจตัวเองมากๆ ก่อนที่ใครจะมาเข้าใจ เราต้องไม่งง งานอาร์ตที่คนเข้าถึงยาก คนดูยิ่งถอย มันเอฟเฟกต์กับวงการ ทำให้ทิ้งห่างจากศิลปะไปเรื่อยๆ แต่เราต้องดึงเขามาหาเราเรื่อยๆ หาบาลานซ์ เราบอกตัวเองและกำลังทำสิ่งนั้นอยู่"

บ้านเก่าแก่

เสน่ห์ของการเต้นคอนเทมโพรารี่

เราถามคำนี้ เสน่ห์ของอาชีพนี้ศิลปินการเต้นร่วมสมัยคืออะไร 'มันต้องอ่านการคิด ต้องไปคุยกับสาวโรงงาน ล่าสุดงานเต้น เอ็มเทียร์เตอร์ใงานเกี่ยวกับสังคมเราอยู่ในบรรทัดฐานที่เราสร้างขึ้นมาเองทั้งดีและไม่ดี ทำตามกรอบนั้นมันเซฟดี จนลืมว่าตัวตนเราเป็นอย่างไรในบางที ความเป็นออริจินอลของคนเราไม่ออกมาอย่างแท้จริง จนเราลืมไป' 

เกิดมาครั้งหนึ่งเราก็อยากทำในสิ่งที่เราอยากทำ เส้นสายกรอบที่สร้างขึ้นมา เราจบด้วยว่าเราอยู่ในกรอบว่าเราแฮปปี้จริงหรือเปล่า

คอนเทมโพรารี่ เราอยากเป็นต้นแบบให้กับคนรุ่นต่อไป เราอยากให้เราเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ไม่แค่ไปเต้นทางมอเตอร์โชว์เต้นเพื่อศิลปะ เป็นศิลปะชั้นสูง

โต๊ะไม่พอเก็บรางวัล

เธอย้ำอีกที เสน่ห์คอนเทมโพรารี่ชอบในความไม่มีกฎเกณฑ์ของมัน ไม่มีกรอบ แต่กว่าจะออกมาได้มันมีเลเยอร์ของมันมากมาย เราต้องไปอยู่ในโรงงาน อยู่กับสาวโรงงาน เข้าไปเต้นในโรงงาน เข้าไปดูเครื่องจักรไปวาดรูปมัน เห็นมูฟเมนต์ของเครื่อง เพราะงานเราเล่าเรื่องเหมือนเครื่องจักร ทุกวันๆ ช่วงนั้นเรารู้สึกว่าสนุก 

เธอย้ำว่าการแสดงและแนวคิดไม่สุดโต่ง เพราะอยากให้คนที่ไม่ใช่อาร์ต เข้าถึงศิลปะมากขึ้น 

"การจัดแสดง เราก็จะทำงานอิสระ แต่ยังไม่คณะ หรือไม่ได้เปิดขายบัตรอย่างไทยทิกเก็ตเมเจอร์ เราอยากให้มันเล็ก ให้มันสื่อถึงกันได้ คนในห้องคนดูไม่เกิน 100 คน"

แม่ลูกน่ารัก

โลกกว้าง โลกทัศน์กว้างไกล และอนาคต

ปัจจุบันหลอดไฟบอกว่า ดีใจที่อาชีพการเต้นคอนเทมโพรารี่มีคนสนใจเยอะขึ้นมากเพราะคนเปิดใจมากขึ้น โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียทำให้คนได้เห็นการเต้นแบบนี้มากขึ้น ทำให้คนรู้ว่าคอนเทมโพรารี่คืออะไร  

สุดท้ายถามว่า บอกหน่อยได้ไหมว่าถ้าคนอยากเป็นการทำงานที่รักได้อย่างคุณต้องเริ่มต้นยังไง

หญิงสาวที่มีชื่อเล่นในการให้แสงสว่าง บอกว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำก่อน รักก่อนรักมากๆ เกิดมาครั้งเดียวควรจะลอง แน่นอนว่าทางเดินเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทำงานไม่มีผิดไม่มีถูก แต่ถามว่ามันต้องดีพอหรือยัง เก่งพ่อหรือยัง หรือเราทำเพราะได้โอกาสเฉยๆ เราต้องบอกตัวเองว่านี่คือสิ่งที่เราอยากทำ 

อีก 5 ปี จะเห็นรูปแบบไหน-เราโยนคำถามสุดท้ายไป เธอนิ่งคิด และบอกว่า สังคมคอนเทมฯ มันสามารถแมสได้มากกว่านี้ ซึ่งเรากำลังทำอยู่ ถามว่าประเทศเราขาดอะไรการสนับสนุนอะไรบ้าง ศิลปะถ้ามีเงินทุนด้านนี้ก็จะดีมากๆ สนับสนุนอาร์ต หรืออาร์สตาร์ต ทุนที่มีเห็นศักยภาพในเด็ก ที่กำลังจะเริ่มปั่นตัวเองต่อไป เพื่อเด็กใหม่จะไฟไม่มอด ทุนสำหรับเด็กรุ่นใหม่จะดีกว่า จะให้ทุนกับคนที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วมาเด็กที่ไม่ประสบความสำเร็จมันน่าจะมี

"ถามว่าประเทศที่ไม่มีศิลปะเป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่นะสำหรับเรา เพราะคนจะเหมือนกันไปหมด เรารวยและใหญ่ไปเรื่อยๆ จะถึงจุดพอตรงไหน เราไม่เคยนิ่งแล้วดูว่าสิ่งที่เราเป็น เรามีอยู่คืออะไร เลือกความสุขกับความรวย เราเลือกความสุขแน่นอน อาจจะเป็นเพราะเราเกิดมามีถึงจะพูดแบบนี้ได้หลายคนบอก แต่ลองคิดว่าถ้าเราไม่พยายามไม่ทดลอง ไม่พัฒนาศักยภาพเราจะมีวันนี้ไหม อย่างที่บอกเกิดมาต้องลองทำให้ถึงที่สุด" หลอดไฟสาวนักเต้นที่มีอนาคนไกลกล่าวสรุป

ประกาศนียบัตร

**รู้ไว้ใช่ว่า**

1.นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือที่มีชื่อเล่นสุดเก๋ว่า “หลอดไฟ” เธอเป็นทายาทคนโตของ วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้บริหารและเจ้าของสถาบันบางกอกแดนซ์ 

2.หลอดไฟได้เดินทางไปเรียนต่อปริญาญาตรี ด้านศิลปะการเต้น และเรียนจบในปี พ.ศ.2555 จาก The Victorian College of the Arts, the University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย

3.ตลอดเวลา 2 ปี เธอได้เดินทางไปร่วมเวทีการแข่งขันหลายเวทีในหลายประเทศทั่วโลก และสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจสูงสุด คือ การได้เป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่คว้ารางวัล Aggregate Cup (คะแนนรวมบุคคลสูงสุด) จากการแข่งขัน Asia Pacific Dance Competition ครั้งที่ 11 ก่อนโชว์ฝีมือเป็นผู้ออกแบบท่าเต้นที่ได้รับการยกย่องบนเวทีว่าเป็น “Dance for Tomorrow” ในการแข่งขัน ณ ประเทศฟิลิปปินส์ และล่าสุดเธอได้รับเลือกเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับทุน DANCE WEB 1 ใน 3 คนของเอเชีย เพื่อไปเข้าร่วมเทศกาล Impulstanz หรือ Vienna International Dance Festival เทศกาลศิลปะการเต้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จัดขึ้น ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

4.นอกจากนี้ หลอดไฟยังมีผลงานการแสดงที่สร้างชื่อในเวทีนานาชาติอีกหลายครั้ง อาทิ ‘Supertype’ ออกแบบท่าเต้นโดย Rebbeca Hllton ‘Sounds Bites Body’ ออกแบบท่าเต้นโดย Flona Comeron ‘Meanwhlle Some Place Other ออกแบบท่าเต้นโดย Jodie Furugia ‘Timeshift’ ออกแบบท่าเต้นโดย Prue Long และ ‘A Caremonies of Senses’ ออกแบบท่าเต้นโดย Larissa McGowan นอกจากนี้ยังมีโอกาสเข้าร่วมแสดงกับคณะ Aspect Motion Doncev ในการแสดงชุด ‘Derive from Water’ และยังมีโอกาสเข้าโครงการแลกเปลี่ยนของ Dance Narth Company อีกด้วย

5.ชื่อเล่นว่าหลอดไฟมาจากอะไร เธอบอกว่า มาจากที่คุณพ่อ คุณแม่คิดชื่อไม่ออกบังเอิญมองขึ้นไปเห็นหลอดไฟ จึงตัดสินใจใช้เป็นชื่อ อีกนัยหนึ่งของชื่อนี้คือจะได้เป็นแสงสว่างให้กับตัวเองและคนอื่นด้วย.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้