วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยื้อ! เค้กภาษีบาป เดิมพันวิกฤติชาติ

ยื้อ! เค้กภาษีบาป เดิมพันวิกฤติชาติ

  • Share:

กระแสต้านแรงสุดกำลังจาก “เครือข่ายภาคประชาชนด้านส่งเสริมสุขภาวะ” ที่ออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ห้ามและยกเลิกกฎหมายจัดเก็บและจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ “Earmarked tax”

พุ่งเป้าไปที่บทเฉพาะกาลให้หน่วยงานที่มีกฎหมายอยู่แล้วให้บังคับใช้ต่อไปอีกไม่เกิน 4 ปี... ซึ่งที่ผ่านมาภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ใช้กับ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่มีวงเงินจากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุรา

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า ตั้งแต่สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน เป็นต้นมาได้เกิดองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระขึ้นมาหลายองค์กร เช่น สกว. สวทช. สวรส. สสส. สปสช. สช. สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

องค์กรเหล่านี้มีอิสระในการทำงานแต่ถูกตรวจสอบเช่นเดียวกับองค์กรของรัฐ...มีความโปร่งใสมากกว่าระบบราชการและทำงานได้ผลคุ้มค่า (cost-effective) มากกว่า...

หลายองค์กรได้รับการประเมินจากองค์กรนานาชาติว่าการทำงานได้ผลคุ้มค่ามาก

ปัญหาสำคัญมีว่า “องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ...เป็นของใหม่สำหรับสังคมไทย ระบบรัฐจึงไม่เข้าใจและไม่สบายใจที่ผู้มีอำนาจสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้แบบราชการ องค์กรเหล่านี้จึงถูกรบกวนด้วยระบบอำนาจรัฐด้วยประการต่างๆ”

อาทิ รองนายกรัฐมนตรีก่อนสมัยรัฐบาลทักษิณ ต้องยุบ สกว. ครม.ช่วงรัฐบาลทักษิณดำริจะสั่งให้ สสส.จัดงบประมาณครึ่งหนึ่งไปให้รัฐบาลใช้ ซึ่งทำไม่ได้โดยกฎหมาย...

รัฐมนตรีสาธารณสุขท่านหนึ่งต้องการให้ สสส.แบ่งงบประมาณครึ่งหนึ่งไปให้ รมต. สั่งให้มีความพยายามแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองในการแต่งตั้งกรรมการและผ่านกรรมการที่เป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขไม่สบายใจกับ สปสช.

“สสส.” และ “สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส” เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระที่มีกฎหมายบัญญัติให้ได้งบประมาณจากเปอร์เซ็นต์ต่ำๆ ของภาษีบุหรี่และสุรา

ซึ่งคิดไปแล้วเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก...เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ไปกับระบบราชการ

เข้าใจว่างบประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่กระทรวงการคลังก็ไม่สบายใจกับการมีเรื่องเช่นนี้ ทั้งๆที่องค์การอนามัยโลกสรรเสริญว่าเป็นวิธีการที่ดีที่ประเทศต่างๆ ควรเอาอย่าง

เพราะถ้าผ่านวิธีการงบประมาณปกติ งบสร้างเสริมสุขภาพก็จะถูกเบียดจนเหลือน้อย

แต่การมีกฎหมายบัญญัติให้แบ่งจากภาษีบาป ที่มาจาก “บุหรี่” และ “สุรา” เป็นสิ่งที่มีเหตุผลและเป็นประกันว่าอย่างน้อยงบประมาณจำนวนที่แน่นอนจำนวนหนึ่ง จะถูกนำมาใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

คงต้องเน้นย้ำเสียงดังๆ “ระบบสุขภาพ”...ไม่ใช่เรื่องมดหมอหยูกยาและโรงพยาบาลเท่านั้น เพราะปัจจัยกำหนดสุขภาพกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อยู่นอกแวดวงสิ่งที่เรียกว่าการสาธารณสุข เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม การสื่อสารที่ดีชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง นโยบายสาธารณะที่ดี

จึงมีคำกล่าวว่า “Health is the whole” หรือ “สุขภาพคือทั้งหมด” แต่...ผู้มีอำนาจรัฐมักมองสุขภาพในทัศนะที่แคบ สุขภาวะจึงไม่เกิด

ถึงตรงนี้ อาจารย์หมอประเวศ ย้ำว่า ระบบราชการเป็นระบบที่ให้ผลไม่คุ้มค่า หรือเรียกว่า “cost–effective”...นั่นคือใช้ทรัพยากรของแผ่นดินมากแต่ทำงานได้ผลน้อยเพราะเป็นระบบที่รวมศูนย์อำนาจที่เน้นการควบคุมมากกว่าเน้นการส่งเสริมการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม

“ปัญหาปัจจุบันซับซ้อน...และยาก การใช้อำนาจก็แก้ไขไม่ได้ ดังที่รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน...ความเหลื่อมล้ำ ไม่สามารถจัดการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม...ยั่งยืน ไม่สามารถจัดการการศึกษาที่พัฒนาคุณภาพของคนไทย...”

ทั้งหมดนี้ทำให้ “ชาติวิกฤติ” หรืออาจเรียกว่า “วิกฤติระบบราชการ”

นอกจากทำงานได้ผลน้อยแล้วระบบยังเต็มไปด้วยคอร์รัปชัน ดังที่พูดกันว่างบประมาณของรัฐกว่าประโยชน์จะตกถึงประชาชนก็เหลือแค่ “แท่งไอติม” ที่ “เนื้อไอติม” เข้าปากคนอื่นไปหมดแล้ว

สภาพที่ระบบรัฐทำงานไม่ได้ผลจึงมีการพูดกันว่า รัฐล้มเหลว หรือ Failed state

หัวใจของ “การปฏิรูป” อยู่ที่ “การปฏิรูประบบรัฐ” ระหว่างที่ยังไม่มีการปฏิรูประบบรัฐ คนไทยได้พยายามหาวิธีต่างๆนานาที่จะทำงานนอกเหนือการอยู่ใต้อำนาจรัฐ เช่น โดยกลุ่ม ชมรม มูลนิธิ องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ การพัฒนาที่ทำโดยภาคธุรกิจ

แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังต้องทรงตั้งมูลนิธิเพื่อทำการพัฒนา เช่น มูลนิธิชัยพัฒนา รับสั่งว่า เราต้องทำแบบ “โง่” ...(NGO)

ในช่วงการบริหารด้วยรัฐประหารมีข้อต้องระวังอย่างหนึ่ง คือระบบราชการจะพยายามทำให้รัฐ ราชการเข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะสวนทางกับการที่ต้องปฏิรูประบบราชการ และไม่ช่วยให้ประเทศพ้นวิกฤติ

อาจารย์หมอประเวศ บอกว่า ตอนคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ ผมเตือนท่านว่าพยายามอย่าใช้อำนาจในการแก้ปัญหาเพราะปัญหาที่ซับซ้อนและยากแก้ไม่ได้โดยการใช้อำนาจ

นอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังจะทำให้เกิดสิ่งแทรกซ้อนตามมามาก ต้องเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง

การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางเป็นเรื่องที่ระบบรัฐไม่คุ้นเคย แต่องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระจะทำงานที่ตรงนี้มากกว่า...

“สังคมเข้มแข็งเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศ และ สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐเข้มแข็ง”

ในร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน...มีการบัญญัติให้ยกเลิกการแบ่งภาษีให้องค์กรอิสระ เข้าใจว่าข้อเสนอนี้จะมาจากกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังนอกจากจะเน้นการเก็บภาษีอากรไปให้รัฐบาลใช้ น่าจะต้องคำนึงถึงการใช้ให้ได้ผลอย่างคุ้มค่า เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนด้วย...

“หัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยที่คณะกรรมการปฏิรูปที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน คือ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจโดยลดอำนาจรัฐ...เพิ่มอำนาจประชาชน

กรรมาธิการยกร่างฯ และสังคม ควรตรวจสอบอย่างจริงจังว่าในร่างรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติใดบ้างหรือไม่ที่จะดึงประเทศถอยหลังเข้าคลอง...”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้