วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แย้มยุทธศาสตร์คู่ขนานการเมืองอึมครึม : เดินทีละก้าวสู่เป้าใหญ่

แย้มยุทธศาสตร์คู่ขนานการเมืองอึมครึม : เดินทีละก้าวสู่เป้าใหญ่

  • Share:

“แนวทางวิธีการที่จะเดินต่อไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นตัวกำหนด”

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย บอกถึงจุดยืนของมูลนิธิฯระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยตอบคำถามถึงบทบาทของมูลนิธิฯที่จะมีเป้าหมายมากกว่าเรื่องการปฏิรูปอย่างไร เจ้าตัวก็ออกตัวนิ่มๆยอมรับเป็นเรื่องที่พูดยาก

เราทำงานในรูปแบบคณะกรรมการฯ หากพูดแหลมไป พูดมากไปเพื่อนๆในทีมจะต่อว่าเอาได้ ฉะนั้นการทำงานเป็นทีมต้องหารือกันก่อน

ที่ชัดเจน ขอยืนยันตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ต้องการเห็นการปฏิรูปที่ชัดเจน จับต้องได้ เริ่มจากขับเคลื่อนการศึกษา ที่ผ่านมารัฐบาลไม่สร้างค่านิยมให้การศึกษาอาชีวะ เป็นที่นิยมของ เยาวชนและสังคม

บ้านเมืองจึงขาดแรงงานช่างฝีมือ มูลนิธิฯมีโครงการจัดตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ บนเนื้อที่ 40 ไร่ ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยสอนวิชาชีพควบคู่หลักธรรมของพุทธทาสภิกขุ ไม่เก็บค่าเล่าเรียน

ถัดมาจะผุดโครงการบ้านพักคนชรา บนเกาะพะลวย เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ทั้งหมดต้องการสร้างโมเดลนำร่องเป็นแบบอย่างให้รัฐ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำทั้งด้านการศึกษา ด้านสวัสดิการผู้สูงอายุ และกระตุ้นรัฐส่วนกลางให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

บทบาทของมูลนิธิฯยังคงติดตามทวงถามการปฏิรูป 6 เรื่องตามที่ประชาชนเรียกร้อง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาความขัดแย้งเท่านั้น เพราะปัญหาความขัดแย้งเป็นเพียงผิวหน้าของปัญหา

แก่นแท้ของปัญหาเกิดจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของเกษตรกร กรรมกร ลูกจ้าง ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่ไม่มีโอกาสมีคุณภาพในชีวิต เกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจในระบบทุนนิยมเสรี

คนกลุ่มนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ ถือครองที่ดินและทรัพยากร 5-10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนร่ำรวยอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ถือครองทรัพย์และทรัพยากร 80 เปอร์เซ็นต์ ในคนร่ำรวย 20 เปอร์เซ็นต์มี 3-5 เปอร์เซ็นต์ถือครองที่ดินและทรัพยากรมากที่สุด

เมื่อมีคนจุดประกายประชานิยม เข้าไปปรับทุกข์ปลูกมิตร คนเหล่านี้ย่อมจะเข้าร่วมชุมนุมด้วยแน่นอน

การปฏิวัติครั้งนี้ก็เช่นกันอ้างความแตกแยกของสังคมมาจากความฟอนเฟะของการเมือง แต่เมื่อเข้ามามีอำนาจกลับไม่ขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ทั้งการออก พ.ร.บ.จัดเก็บภาษาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้า เพื่อนำเงินภาษีมาใช้พัฒนา ลดความเหลื่อมล้ำ พอถูกวิจารณ์ รัฐบาลก็ถอยเก็บเข้าลิ้นชัก

การออก พ.ร.บ.ภาษีมรดกก็ตั้งไว้ที่เกณฑ์ 100 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไปแก้แค่ปัญหาเปลือกหรือผิวหน้า

ถึงเสนอให้เริ่มแก้ปัญหาดังกล่าวและวางแผนพัฒนาอนาคตของชาติในอีก 10-30 ปีว่าจะเดินไปทิศทางใดให้เจริญก้าวหน้า

เรื่องใหญ่สุดรัฐบาลในเมื่อมีงบประมาณกว่า 2.7 ล้านล้านบาท มีข้าราชการที่จะใช้งานมากกว่า 3 ล้านคน มีกฎหมายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

รัฐบาลต้องขับเคลื่อนสานงานปฏิรูปต่อ ไม่ใช่ตั้งสภาขับเคลื่อนใหม่ งานปฏิรูปก็ช้าไปเรื่อย รัฐบาลต้องกล้าใช้อำนาจพิเศษ แม้กระทบต่อนายทุน คนรวยที่ถือครองทรัพยากรส่วนใหญ่ของชาติก็ต้องทำ

ทั้งปฏิรูปชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จัดเก็บภาษีที่ดิน อัตรา ก้าวหน้าเพื่อนำรายได้มาตั้งธนาคารที่ดิน จัดหาที่ทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ที่ไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัย

การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ขณะนี้ข้าราชการยังไม่ปรับปรุงตัวเอง แม้มี พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ บังคับใช้เมื่อวันที่ 21 ก.ค.58 รัฐบาลต้องเร่งประชาสัมพันธ์อย่างหนักให้ประชาชนรู้ว่า ฝ่ายราชการมีหน้าที่ให้บริการประชาชนอย่างไร

การปฏิรูปกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต นับวันปัญหานี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว คดีทุจริตไม่มีอายุความ ประชาชนเป็นผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีทุจริต ปลูกฝังเยาวชนโตไปไม่โกง

ปฏิรูปการกระจายอำนาจที่เป็นหัวใจของการปฏิรูป และการปฏิรูปตำรวจ ยังไร้ความคืบหน้า ทั้งที่ต้องแบ่งมองงานที่ไม่ใช่งานที่อยู่ในความรับผิดชอบไปให้องค์กร อื่นมีหน้าที่โดยตรง ควรแยกงานสอบสวนออกไปเป็นหน่วยงาน ต่างหาก ไม่อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายใช้ระบบคุณธรรม รวมถึงกระจายอำนาจทางด้านการคลัง การจัดซื้อจัดจ้าง

การปฏิรูปการเมืองเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลัก เสนอให้ทำพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชน โดยสมาชิกพรรคมีหน้าที่ต้องเสียสละบริจาคเงินเข้าพรรคแทนรับเงินจากกลุ่มทุน โดยรัฐบาลออกกฎหมายให้หักจากภาษีประจำปีตามสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ ให้สมาชิกพรรคมีสิทธิตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส.แบบไพรมารีโหวต เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ทุนสามานย์เข้าครอบงำพรรค

การปฏิรูปด้านเหล่านี้ยังจับต้องไม่ได้ ไม่เป็นรูปธรรม ฉะนั้นมูลนิธิฯจะขับเคลื่อนโดยทำหนังสือทักท้วง ติดตาม เสนอแนะหรือไปตามเวทีสาธารณะ เพื่อผลักดันให้การปฏิรูปทั้งหมดออกมาเป็นรูปธรรม

แม้วันนี้จะผ่านมาครึ่งทางตามโรดแม็ปของ คสช. ถ้าเวลาที่เหลือยังทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน จับต้องไม่ได้ เสียของแน่โดยไม่ต้องไปดูเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญกันเลย

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าจะกระตุ้นกดดันรัฐบาลและ คสช.อย่างไรให้ปฏิรูปเป็นรูปธรรมก่อนการเลือกตั้ง นายถาวร บอกว่า แค่มูลนิธิฯจะแถลงเปิดตัวยังต้องทำเรื่องขออนุญาต การกระตุ้นใดๆก็ส่อว่าจะผิดกฎหมาย

ฉะนั้นการเปิดไต๋ไปทั้งหมดว่าจะกดดันหรือไม่กดดัน จะทำอย่างไร มันไม่ควร ขอยืนยันตามวัตถุประสงค์ว่าต้องการเห็นการปฏิรูปที่ชัดเจน จับต้องได้เป็นรูปธรรม

ทำไมไม่ชุมนุมกดดันการปฏิรูปให้เป็นรูปธรรม นายถาวร บอกว่า กปปส.ชุมนุมมามีผู้เสียชีวิต 24 ราย บาดเจ็บมากกว่า 700 ราย มีผลกระทบต่อสังคมและครอบครัว มีทั้งหญิงหม้าย เด็กกำพร้า คนพิการ

ทำให้เราพึงระมัดระวังมากขึ้นในการเคลื่อนไหว เพราะไม่ควรไปเพิ่มศพ คนเจ็บ คนพิการ เด็กกำพร้า หรือหญิงหม้ายอีก ที่สำคัญ 24 ชีวิตของผู้เสียสละยังจับไม่ได้แม้แต่คดีเดียว แล้วจะหาความปรองดองได้อย่างไร

มูลนิธิฯเปิดตัวถูกจังหวะช่วงสำคัญของประเทศไทย อาทิ ใกล้ปรับ ครม. โยกย้ายนายทหารประจำปี สปช.จะโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป จะเคลื่อนไหวอย่างไรไปให้ถึงเป้าหมาย นายถาวร บอกว่า คงต้องขับเคลื่อนทวงถามว่าที่กล่าวหานักการเมืองชั่วไม่เว้นแต่ละวัน

ขอให้กระชากหน้ากากนักการเมืองชั่วออกมา ไม่ใช่ไปเกี้ยเซียะกับนักการเมืองชั่วดึงเข้าร่วมรัฐบาล ที่จะไม่เอาเข้าร่วมรัฐบาลแล้วเพราะคิดเองได้หรือเริ่มถูกด่าที่จะตั้ง ครม.ปรองดอง

มองบทบาทของมูลนิธิฯที่จะขับเคลื่อนต่างกันอย่างไรระหว่างร่างรัฐธรรมนูญผ่านกับไม่ผ่าน นายถาวร บอกว่า ผลต่างกันแน่นอน เพราะผลของการผลิตกฎหมายแม่ยังไม่มี

ที่สำคัญ กปปส.เคลื่อนไหวในช่วงปี 56-57 เพื่อขับไล่ระบอบทักษิณและตรวจสอบการทุจริต ขอย้ำอีกครั้งว่ามูลนิธิฯมีหน้าที่จับตาดูการปฏิรูปทั้ง 6 ด้านและการทุจริต

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าศึกคราวนี้ของมูลนิธิฯมันใหญ่กว่าช่วงกปปส.ที่เป่านกหวีด อาจจะถึงขั้นเป่าแตรเลยก็ได้ นายถาวร บอกว่า มูลนิธิฯทำงานกันหลายคน ขอให้ใจเย็นๆ มันต้องเคลื่อนไหวด้วยความรอบคอบ

กรอบการเคลื่อนไหวของมูลนิธิฯแบบนี้จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างไร นายถาวร บอกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้หารือกันว่าการเคลื่อนไหวมีกี่สเต็ป มีจากเบาไปหาหนักหรือไม่ อย่างไร

ไม่ต้องมาถามว่าจะเป่านกหวีดอีกหรือไม่ คงไม่ตอบคำถามนี้ ขอให้เก็บนกหวีดไว้บนหิ้งหรือในตู้เซฟได้เลย ไม่น่าจะถึงขนาดเป่านกหวีด ไม่ถึงขั้นการเรียกพล

หรืออาจจะทำในรูปแบบมหาตมะ คานธี (ผู้นำคนสำคัญเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพของอินเดีย โดยใช้วิธีอหิงสา จะยกเลิกการชุมนุมทันทีเมื่อรู้ว่าผู้ชุมนุมไม่ปลอดภัย เป็นต้นแบบของการประท้วงแบบสันติของโลก)

ทั้งนี้ทั้งนั้นการเคลื่อนไหวต้องลองดูก่อนทีละเรื่อง แต่ละเรื่องมันต้องทำทีละขั้นทีละตอน

แบบสเต็ป บาย สเต็ป.

ทีมการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้