วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
การเมืองไทยในวันฝนพรำ หลีกไม่พ้นคือภาวะอึมครึม

การเมืองไทยในวันฝนพรำ หลีกไม่พ้นคือภาวะอึมครึม

  • Share:

หลังจากที่ภาวะภัยแล้ง อันเนื่องมาจากฝนทิ้งช่วงนานกว่าปกติ จนเกิดผลกระทบต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาน้ำเพื่อการเกษตรในจังหวัดภาคเหนือ กลางและตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งส่อว่า ถ้าไม่มีฝนตกลงมาเพื่อเติมน้ำในเขื่อน ภัยแล้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อคนเมืองที่ต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภควันละมหาศาล

แต่พลันที่ในช่วงสัปดาห์เศษๆ ที่ผ่านมา ฝนได้กระหน่ำลงมาเป็นบริเวณกว้างในทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทำให้วิกฤติภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำค่อยๆ คลี่คลายลง แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนหลักๆ ยังมีปริมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

สภาพอากาศของประเทศไทยในช่วงนี้ จึงถือว่ายังอยู่ในช่วงของความอึมครึม อันเนื่องมาจากสถานการณ์ฝนที่ตกต่อเนื่องกันมาหลายวัน เช่นเดียวกับสภาพทางการเมืองวันนี้ ที่มีข่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกำลังจะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งใหญ่ แต่ยังไม่ทราบกำหนดเวลาที่แน่นอน

ความอึมครึมที่เกิดกับคนไทยและรัฐบาลไทยในขณะนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งบรรดาข้าราชการที่ต่างไม่แน่ใจว่ายังจะต้องทำงานสนองรัฐมนตรีคนเดิมหรือจะมีรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาให้ต้องปรับตัวและเริ่มงานใหม่ๆ ตามนโยบายของรัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่

สถานการณ์การเมืองที่มีส่งผลต่อความไม่มั่นใจนี้ ยังประกอบไปด้วยกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ก็ต้องส่งร่างที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเสร็จแล้วให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบต่อร่างฯ ดังกล่าวหรือไม่

เพราะจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีใครเห็นร่างที่มีการแก้ไขแล้วมากนัก เนื่องจากการประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นการประชุมลับและภายหลังการประชุมก็ไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้าของการประชุมมากนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า กรรมาธิการฯ ไม่อยากให้ประเด็นที่มีการแก้ไขหรือไม่แก้ไข กลายเป็นเรื่องที่มีการนำไปขยายจนเกิดความเข้าใจผิดและกลายเป็นข้อขัดแย้งที่ทำให้ขบวนการต่อต้านรัฐธรรมนูญขยายตัวออกไป

จึงเป็นไปได้ว่า ความขัดแย้งหรือข้อถกเถียงที่จะเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองน่าจะเริ่มร้อนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ แก้ไขเสร็จแล้วถูกเผยแพร่ออกมาหลังจากที่ส่งให้ สปช.หลังวันที่ 22 ส.ค.นี้เป็นต้นไป และหลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบของ สปช. ย่อมมีผลอนาคตทางการเมืองไทยว่า จะเดินหน้าหรือถอยหลังต่อไปอย่างไร

นั่นคือ หาก สปช.เสียงส่วนใหญ่มีมติเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการฯ แก้ไขมาแล้ว กระบวนการก็เดินต่อไปตามโรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เป็นตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่เพิ่งแก้ไขไป โดยคาดว่าจะมีการจัดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ สปช.ให้ความเห็นชอบมาแล้วในช่วงต้นเดือน ม.ค. 2559 ซึ่งก่อนจะถึงวันลงประชามติ การเมืองไทยน่าจะร้อนแรงขึ้นตามลำดับ

ความร้อนแรงทางการเมืองในช่วงก่อนลงประชามติก็น่าจะไม่พ้นข้อถกเถียงที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงตอนนั้น ก็เชื่อได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะผ่านการลงประชามติของประชาชน เพราะในที่สุด สถานการณ์อาจบีบบังคับว่าต้องรับร่างรัฐธรรมนูญไว้ก่อน แล้วค่อยมาแก้ไขกันภายหลังเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 2550

อีกทางหนึ่ง หาก สปช.ลงมติโดยเสียงส่วนใหญ่ ไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างฯ แก้ไขมา ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ก็จะตกไป และหัวหน้า คสช.ก็ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างฯ ชุดใหม่จำนวนไม่เกิน 21 คนโดยเปิดโอกาสให้สามารถแต่งตั้งบุคคลที่เคยเป็นกรรมาธิการในชุดปัจจุบันที่มีอยู่ 36 คน กลับมาอยู่ในชุดใหม่ได้

จากนั้น คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นใหม่ จะมีเวลาในการยกร่างฯใหม่อีก 180 วัน เพื่อส่งร่างให้ ครม.ให้ความเห็นชอบ และเมื่อ ครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว ก็ให้ส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติต่อไป ซึ่งในกรณีนี้ เท่ากับว่า อายุของรัฐบาล คสช.ก็จะขยายออกไปโดยปริยาย

ทั้งหมดนี้ เป็นไปตามโรดแม็ปของ คสช.ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งอาจจะสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.ที่เพิ่งสึกออกมาแถลงจุดยืนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยยืนยันว่า จะต้องมีการปฏิรูปประเทศให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน จึงค่อยจัดให้มีการเลือกตั้ง

แม้ว่าการออกมาประกาศดังกล่าว จะได้รับการปฏิเสธจากนายทหารระดับนำใน คสช. โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก ว่า คสช.จะเดินหน้าตามโรดแม็ปต่อไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อเสนอของนางสุเทพ ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากแนวทางการทำงานของ คสช.มากนัก เพราะ คสช.เองก็ต้องการที่จะสร้างความมั่นใจให้ได้ก่อนว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และนำไปสู่การเลือกตั้งจนได้รัฐบาลใหม่แล้ว การเมืองไทยจะไม่กลับไปเผชิญหน้ากันบนท้องถนนเช่นที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอีก
ดังจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มักจะตอบคำถามกรณีที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้ คสช.คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วว่า ถ้ามีการคืนอำนาจและจัดให้มีการเลือกตั้งวันนี้แล้ว แน่ใจหรือว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ เพราะเชื่อได้ว่า สถานการณ์คงจะไม่แตกต่างจากที่เคยเกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 อย่างแน่นอน

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความชอบธรรมในการบริหารประเทศของ คสช.ย่อมขึ้นกับศรัทธาและความไว้วางใจของประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังคงให้โอกาส คสช.เข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ใช่แค่เพียงปัญหาทางการเมืองเท่านั้น แต่เมื่อใดที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า การเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีกว่าช่วงก่อนการรัฐประหาร เมื่อนั้น คสช.ก็จะไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะกุมอำนาจไว้ต่อไป

เพราะหากประเทศสงบ แต่ประชาชนยังคงเดือดร้อนจากปัญหาปากท้องที่มีสาเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ไม่แตกต่างจากช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองตามท้องถนน คสช.ก็คงจะหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ โดยไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส.ที่ต้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือแกนนำใน คสช.ที่ต้องการเดินตามโรดแม็ปเพียงใดก็ตาม คงจะหยุดความต้องการของประชาชนไม่ได้

การเร่งดำเนินการทางการเมืองอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับประชาชน ย่อมเป็นเกราะกำบังที่ดีที่สุดของ คสช.ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่อยู่ในอำนาจ หรือในช่วงที่ต้องปล่อยมือจากอำนาจ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่อึมครึมไม่ต่างจากสภาพอากาศที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แล้ว ก็คงจะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้