วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดชีวิต เปิดหัวใจ อาเล็ก ธีรเดช 'ผมไม่ได้กระเสือกกระสนจะมีแฟน'

เปิดชีวิต เปิดหัวใจ อาเล็ก ธีรเดช 'ผมไม่ได้กระเสือกกระสนจะมีแฟน'

  • Share:

ภาพของ อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ คือตี๋หล่อ ขี้เล่น ขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ แต่อาทิตย์สบายๆ หลังจาก บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้นั่งคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับเขาผ่านการเชื้อเชิญของ การ์นิเย่ เมน ที่ อาเล็ก นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ แล้วต้องบอกเลยว่ามุมมองความคิดและการใช้ชีวิตของเขาคือแบบอย่างของดาราที่ดี ที่สมควรได้รับพื้นที่ข่าวเพื่อถ่ายทอดตัวตนและแง่คิดที่ยังพอจะมีประโยชน์ต่อสังคมในยุคโซเชียลครองเมือง 

"ผมรู้สึกว่าดาราก็คือคนๆ หนึ่ง เราก็ทำตัวปกติของเรา ผมก็เป็นตัวของผมเองแค่อะไรที่ไม่ควรทำก็อย่าทำแค่นั้นเอง อย่างเรื่องเราเป็นคนของสังคมเราก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นยาเสพติด แค่นี้เองนะ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนรักสุขภาพเขาทำกัน" ประโยคนี้ของ อาเล็ก ธีรเดช คือคำพูดที่ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์ประทับใจ ว่าแล้วเรามาเริ่มบทสนทนากับเขากันเลย

ความคิดดี

ตอนเด็กๆ อาเล็กเป็นเด็กผู้ชายเป็นยังไงบ้าง?
"เด็กๆ เป็นเด็กดีครับและเป็นเด็กเรียนเรียนได้ที่ 1 ได้เป็นหัวหน้าห้องเพราะว่าเราตัวใหญ่ ใส่แว่นแล้วก็เรียนเก่งได้ที่ 1 ครูประจำก็เลยให้เป็นหัวหน้าห้องตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 เลย แต่ไม่เนิร์ดนะ เพราะเราไม่ได้เรียนอย่างเดียว เราเล่นกีฬาด้วยตั้งแต่ ป.1 ทั้งฟุตบอล แชร์บอล บาส มาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าห้องเด็กดีขนาดนั้นนะ เพราะบ้าอำนาจ (หัวเราะ) ครูจะให้จดชื่อคนคุยเราไม่ชอบใครเราก็จะจดชื่อคนนั้นเยอะๆ นิสัยค่อนข้างแย่นิดนึง (หัวเราะ)"

ตอนนั้นเรียนเก่งมั้ย?
"ประถมที่ 1 ตลอดครับ 6 ปี ติดเลย แต่พอขึ้นมัธยมมาก็มีเพื่อน ม.ต้นยังเรียนโอเคอยู่ครับ แต่พอประมาณ ม.3-ม.4 เริ่มติดเพื่อน เริ่มมีเพื่อน เริ่มดูสาวหน้าโรงเรียน เริ่มมีแฟน ก็ตั้งใจเรียนน้อยลง หลับบ้าง เล่นกับเพื่อนบ้าง แอบเล่นเกมใต้โต๊ะบ้าง (หัวเราะ)"

ปกติเวลานั่งเรียนนั่งส่วนไหนของห้อง หน้าห้อง หลังห้อง?
"เรานั่งหลังห้องอยู่แล้ว เพราะว่าเราตัวใหญ่เรานั่งหน้าไม่ได้เราจะบังคนอื่นหมด แล้วช่วงหลังๆ พวกเด็กหลังห้องก็จะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เราก็กลายเป็นพวกนั้นไปโดยปริยาย"

แล้วช่วงเวลานั้นการเรียนตกลงมาบ้างมั้ย?
"ตกครับแต่ไม่ถึงกับแย่ ก็คือประมาณ 3 กว่าประมาณนี้ ด้วยความที่เราเป็นคนตั้งใจเรียนอยู่ ก็ตั้งใจเรียนบ้างแต่ถ้าเป็นวิชาที่ไม่ชอบอย่างเคมี ก็แบบไม่รู้เรื่องหลับแล้วกัน"

สมบูรณ์แบบ

มีจุดเปลี่ยนบ้างมั้ย ช่วงมัธยม?
"มัธยมไม่มีจุดเปลี่ยนครับ มีจุดเปลี่ยนก็ตอน ม.ปลาย ก็คือติดเพื่อน มีแฟน ติดเพื่อนนี่คือการเรียนตกลงไป แต่พอมีแฟนทำให้อ้วนขึ้น"

แฟนคนแรกมีเมื่อตอนไหน?
"ตอน ม.4 ครับ คนแรกและคนเดียวตอนนี้ แต่เป็นแฟนนอกโรงเรียนครับ พอมีแฟนก็เลยอ้วนขึ้นๆ จนปี 1 ตอนนั้นหนัก 95 พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้เข้าวิทย์กีฬา"

แฟนคนแรกคือใคร?
"เขาเป็นลูกศิษย์ในยิมเทควันโดครับ คือเราเรียนเทควันโดตั้งแต่ ป.5 พอประมาณ ม.2-ม.3 เราได้สายดำ แล้วครูที่ยิมให้มาฝึกสอน แล้วก็ได้มาสอนตอน ม.4 แล้วคนนั้นก็เข้ามาเรียน พอเรียนไปเรียนมายังไงไม่รู้ อยู่ๆ ก็เป็นแฟนกัน ก็เหมือนเป็นเพื่อนกัน วัยเท่ากัน สนิทกัน แล้วก็อ้วน จนเข้าปี 1 เข้าวิทยาศาสตร์การกีฬา ด้วยความที่วิทย์กีฬามีกีฬาเยอะ แล้วก็เขาก็ให้เราเป็นลีด โดนรุ่นพี่บังคับก็เลยค่อนข้างออกกำลังกายหนัก (หล่อละสิได้เป็นลีดชาย) ก็คือขาวๆ ตี๋ๆ แต่อ้วนมาก บวมๆ อวบๆ (หัวเราะ)"

แสดงว่าช่วงนั้นขาดการดูแลตัวเอง

"ไม่ดูแล ไม่เคยดูแลตัวเอง ที่เขาให้เป็นลีดคณะจนเพื่อนชวนไปคัดลีดจุฬาฯไม่ใช่อะไรนะ ตอนแรกเราก็บอกว่าไม่ไปไม่ชอบ แต่ที่ยอมไปเพราะเพื่อนบอกว่ามีแต่สาวๆ น่ารัก (หัวเราะ)"

คือตื่นตาตื่นใจกับการคัดลีด?

"ใช่ครับ แล้วก็ไปซ้อมอีก ซ้อมจนถึงวันคัดลีดแล้วเราก็ติด ก็เลยเป็นลีดจุฬาฯแล้วก็ซ้อมหนักมาก ก็เลยค่อยๆ ผอมลงมาประกอบกับเรียนวิทย์กีฬา จะมีฟิตเนส มีวิชาที่ต้องออกกำลังกาย มีวิธีออกกำลังกาย มีเรียนโภชนาการ ก็ต้องออกกำลังกาย ค่อยๆ ดูแลตัวเองมาเรื่อยๆ จนได้มาเข้าวงการ"

หล่อเว่อร์

ได้ผ่านการประกวดอะไรมาบ้างหรือเปล่า?

"ไม่ครับ คือเมื่อก่อนจะไม่ชอบเรื่องแอ็กติ้ง เรื่องหน้ากล้อง ผมรู้สึกว่าทำไมต้องมาทำอะไรบ้าๆ บอๆ อยู่หน้ากล้องคนเดียว ทำไมต้องไปเต้นแร้งเต้นกาอยู่หน้าต้องด้วย รู้สึกว่าไม่ใช่ อีกอย่างนึงก็คือกลัวโดนหลอก เมื่อก่อนจะมีข่าวที่โมเดลลิ่งหลอกไปทำอย่างอื่นเยอะ พ่อแม่เราก็เป็นห่วง คนก็ชวนไปเยอะเหมือนกันเราก็ไม่ไป จนวันนึงมีรุ่นพี่ที่จุฬาฯเขาไปทำโมเดลลิ่งเขาก็ชวนไป เราก็ไปเห็นเป็นรุ่นพี่ด้วย พอไปก็ไม่ได้ ประมาณ 3-4 งานก็ไม่ได้ จนวันนึงไปแคส โฆษณาตัวนึงแล้วพี่ผู้จัดการเจอเรา เขาพารุ่นพี่ไปแคสโฆษณาแล้วเขาก็ขอเบอร์เราจากรุ่นพี่ ก็เลยไปแคสให้เขา 2-3 ตัวได้เลย หลังจากนั้นคนก็เริ่มรู้จัก ก็เริ่มมีชื่อเสียงเหมือนเป็นเน็ตไอดอลในยุคนั้น ตอนนั้นเราแค่ทำเป็นงานอดิเรกเก็บเงินขำๆ จนได้ถ่ายโฆษณากับพี่พลอย เฌอมาลย์ พอมีงานโฆษณาออกไปก็เริ่มมีคนรู้จักเยอะ ทาง M39 ก็ชวนไปเล่นหนังเรื่องคุณนายโฮ"

เคยชิมลางอะไรมาก่อนมั้ย ก่อนที่จะมาเล่นคุณนายโฮ?
"เคยครับ เคยมีเล่นหนังสั้นให้พี่คนนึง ตอนนั้นเราแค่รู้สึกว่าอ่านบทแล้วก็พูดใส่ฟิลลิ่งนิดหน่อย ผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรขนาดนั้น ตอนนั้นก็ทำๆ ยอมรับว่าทำแบบขอไปที จนเราได้ก้าวเข้ามาตั้งแต่คุณนายโฮ พอเรารู้สึกว่าต้องเล่นกับ พี่ชมพู่ เลยรู้สึกว่าเราแค่พูดบทไม่ได้ เราต้องทำความเข้าใจว่ามันเป็นอะไรยังไง ก่อนนั้นก็มีแม่ก้อย ทาริกา ชวนไปเล่นละครก็ให้ไปเรียนแอ็กติ้ง แล้วก็เลยเริ่มเรียนรู้การแสดง ว่าจริงๆ ไม่ใช่การไปทำอะไรบ้าๆ บอๆ แต่มันคือศาสตร์แขนงหนึ่ง"

ตอนแรกได้อยู่ช่อง 3 เลยหรือเปล่า?
"ยังครับ ตอนแรกอยู่กับแม่ก้อย เริ่มถ่ายละครเรื่องแรกแผนร้ายพ่ายรักของแม่ก้อยพร้อมๆ กับถ่ายคุณนายโฮ แต่คุณนายโฮออกก่อน เลยเหมือนเราแจ้งเกิดจากคุณนายโฮ"

ไม่เคยคิดว่าจะมาทำอาชีพนักแสดง

ตอนที่ได้เล่นคุณนายโฮ คิดไหมว่าจะดังขนาดนี้?

"ไม่ครับ รู้สึกแค่ว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ยังไงพี่ชมพู่ ก็ดังกว่าอยู่แล้ว แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นเราเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา"

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้นกับวงการบันเทิง ช่วงที่ตระเวนแคสโฆษณา ทำเพราะว่าได้เงินอย่างเดียวหรือเปล่า?
"ใช่ เราทำด้วยความเป็นงานอดิเรก คือเราไม่ได้คิดว่าจะต้องมาเป็นดารา เราแค่รู้สึกว่าเป็นงานอดิเรกของเรา เด็กมหาวิทยาลัยทุกคนอยากจะหาอะไรทำในเวลาว่าง แบบที่ได้เงินเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำ ก็เลยไปแคส ได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต้องเข้ามาทำเต็มตัว"

จากหนังก้าวเข้ามาวงการโทรทัศน์ต้องปรับตัวเยอะไหม?
"ด้วยความที่เราเข้ามาแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็เลยรู้สึกว่าค่อยๆ ปรับมาเรื่อยๆ มันจะมีอยู่ 2 ช่วง คือตั้งแต่คนจำหน้าได้จากโฆษณา และที่ปรับเยอะหน่อย คือช่วงคุณนายโฮออก คนที่ดูหนังก็เริ่มรู้จัก ถ้าคุณนายโฮเป็นเรื่องแรกเลย ก่อนหน้านี้ไม่มีโฆษณา ไม่มีอะไรเลย ถ้าคุณนายโฮมาเลยก็จะรู้สึกว่าปรับเยอะ แต่ด้วยความที่เรามีโฆษณามีอะไรมาก่อน มันก็เลยรู้สึกว่าต้องปรับแค่นิดหน่อย จากนั้นก็มาอีกช่วงนึงเลย กับก๊วนคานทองออกแล้วมีกระแสเยอะ ก็เลยทำให้เรามีชื่อเสียงเยอะขึ้นอีก อันนี้แหละของจริง แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกต้องปรับตัวอะไรนะ"

อาเล็กเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงไหม?
"ไม่มีครับ(หัวเราะ) เราเป็นคนชิลๆ เป็นคนเฟรนด์ลี่ เป็นคนง่ายๆ ก็เลยรู้สึกว่ามันง่ายไปหมดเป็นคนง่ายจริงๆ ทุกวันนี้มีเวลาว่างก็เดินห้างอยู่ ไม่ได้ปิดบังตัวเอง ไม่ใช่แบบไม่ต้องการเจอใคร ไม่ต้องการให้ใครเห็นหน้า ผมรู้สึกว่าดาราก็คือคนๆ นึง เราก็ทำตัวปกติของเรา ผมก็เป็นตัวของผมเองแค่อะไรที่ไม่ควรทำก็อย่าทำแค่นั้นเอง อย่างเรื่องเราเป็นคนของสังคมเราก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นยาเสพติด แค่นี้เองนะซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนรักสุขภาพเขาทำกัน"

แข่งกับตัวเองไม่แข่งกับใคร

เพราะเราไม่ได้คาดหวังความโด่งดังขนาดนั้นหรือเปล่าเลยไม่ได้กดดัน?
"ใช่ผมไม่ได้คาดหวังครับ เพราะเราไม่ได้คาดหวังที่จะมาถึงจุดนี้ด้วยซ้ำ เราคาดหวังแค่มันเป็นงานอดิเรกของเราเก็บเงินขำๆ แต่ตอนนี้คือความคาดหวังมันเป็นอาชีพของเรา เรารู้สึกว่าจะทำมันได้ดีแบบนี้ อยู่กับมันแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ คนจะรักเรามากแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ มีผู้ใหญ่คนนึงสอนว่า ตอนนี้เราอาจจะรักการแสดง รักวงการ เพราะทุกอย่างมันรักผมอยู่ แต่ถ้าวันนึงไม่มีขึ้นมาเราจะยังรู้สึกยังไง"

แล้วได้ลองคิดบ้างไหม?
"ได้ลองคิดครับ ว่าเรารักจริงหรือเปล่า ซึ่งรักหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าเราชอบเวลาที่อ่านตัวหนังสือในบทแล้วคิดว่า เราจะเอาตัวหนังสือพวกนี้ บทพวกนี้ไปเล่นยังไง ไปถ่ายทอดยังไง ให้มันสนุก ให้คนดูชอบ ก็รู้สึกชอบรู้สึกสนุกตรงนี้"

จากเด็กที่ไม่ชอบการแสดง รู้แอนตี้มัน เราพยายามยังไงจนเราทำได้ดีมากในวันนี้?
"ไม่ได้พยายามครับ แค่เราได้เรียนรู้จากมัน ไม่ใช่อย่างที่เราคิดมันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่แบบเราสนุก เราไม่ได้พยายามที่จะชอบมัน พอเรารู้จักเราสนุกกับมันเองทำให้เราชอบมัน"

พี่จอยเป็นพี่ที่ดี

แล้วเรื่อง จอย รินลณี หลายคนมองว่าเตี๊ยมกันหรือเปล่า?

"เรียกว่าไม่จำเป็นเลยดีกว่าสำหรับพี่จอย ไม่จำเป็นเลยที่จะมาสร้างกระแส เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีงานอยู่ทุกวัน ซึ่งงานเขาเยอะมาก แต่ถ้าถามผมว่าตัวเองก็ดังขึ้นเพราะพี่จอยไหม ใช่ครับ เพราะด้วยที่บทด้วยพวกเราตั้งใจเล่นด้วยหลายๆ เลยทำให้คนชอบเยอะ ส่วนนึงที่ดังก็เพราะเล่นกับพี่จอย แต่เราไม่ได้สร้างกระแสคู่กันเพื่อหวังดัง"

คู่อื่นไม่เห็นโดนเลยว่าสร้างกระแส จอย อาเล็ก ทำไมโดนจัง?
"ผมว่าด้วยเรื่องที่อายุ แล้วก็คนดูเรื่องนี้เป็นเฉพาะกลุ่ม คนไทยจะชอบดูละครแรงๆ ชอบดูละครดราม่า ชอบดูละครผี ละครคอมเมดี้น่าจะเป็นละครที่คนไทยไม่ได้ชอบดูทุกคนประกอบกับอายุด้วย คนที่ไม่ได้ดูก็จะไม่เข้าใจ" 

จะมีกลุ่มนึงที่เป็นแฟนคลับของคู่จิ้น จอย กับ อาเล็ก เลยต้องพยายามเซอร์วิชแฟนเอาใจให้เขาจิ้นหรือเปล่า?
"เอาจริงๆ ถ้าสังเกตดู จะน้อยมากเรียกว่าแทบไม่มีเลยดีกว่า ต้องถามว่าการเอาใจคืออะไร การลงรูปคู่ ลองดูว่า ผมกับ พี่จอย มีอะไรบ้าง ช่วงก่อนจะมีรูปคู่เยอะเพราะว่า ช่วงละครออนแอร์ ก็จะชวนคนดูละครก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในงาน การคอมเมนต์กันในโซเชียล ปกติผมก็คอมเมนต์กับคนอื่นเหมือนกัน ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้มีผลงานด้วยกันเลยเราก็เจอกันปกติ ด้วยความที่เป็นกระแสเราก็เลยมีงานคู่กันบ้าง มันก็เลยทำให้คนมองว่า คนบางคนคิดว่าเราสร้างกระแสทั้งที่จริงๆ มันคือเรื่องปกติที่เราทำกัน"

เอาจริงๆ คือใช่ไหมกับ พี่จอย มีโอกาสเป็นแฟนหรือเปล่า?
"พี่จอยเป็นเพื่อนและเป็นพี่ที่ให้คำปรึกษาได้ดีในวงการถือว่าเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด"

เรื่องหัวใจขอคนที่เข้ากันได้

ปกติชอบผู้หญิงแบบไหน?
"ไม่มีสเปกครับ แฟนคนนึงที่เคยมีมาเป็นเพื่อนกันแล้วก็รู้จักกันและรู้นิสัยใจคอดีก่อนที่จะเป็นแฟนกันได้ เราไม่มีสเปก ถามว่าชอบผู้หญิงหน้าตาแบบไหน ชอบผู้หญิงสวย แต่เดี๋ยวนี้คนสวยเยอะ จนเรารู้สึกว่าความสวยมันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ด้วยความที่เราอยู่ในวงการเจอผู้หญิงสวยเยอะจนเรารู้สึกว่าใครๆ ก็สวย"

แล้วจะมีภูมิต้านทานเหรอเวลาเจอผู้หญิงสวยเยอะๆ ในวงการ อย่างนี้เจอใครก็ไม่ชอบเขาไปหมดหรือ?
"ก็มีนะภูมิต้านทาน (ยิ้ม) ผมเลยรู้สึกเฉยๆ ที่เจอผู้หญิงสวย แต่ว่าคนที่เราจะรู้สึกดีด้วยจริงๆ ต้องคือคนที่เรารู้จักเขาดีๆ ก่อน"

ตอนนี้อายุ 25 แล้วได้คิดเรื่องที่จะมีครอบครัวไว้หรือยัง แล้วคิดไหมว่าจะแต่งงาน?
"มันจะมีมันก็มีแหละครับ แต่ก็เคยคิดว่าอยากแต่งงาน คือเราเป็นคนอยากมีครอบครัว คิดไว้ว่าแต่งงานไม่เกิน 35 หรือไม่ก็ที่ชีวิตเรามั่นคงที่จะเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงพ่อแม่ และเลี้ยงครอบครัวเราได้ คือตอนนี้เราเลี้ยงตัวเองได้แล้ว เลี้ยงพ่อแม่น่าจะได้แล้ว แต่มันก็ไม่มั่นคงอยู่ดีเพราะอาชีพนี้มันไม่มั่นคง ก็ต้องรอทั้งฐานะมั่นคง อาชีพมั่นคง ถึงจะคิดสร้างครอบครัว"

ทำแต่งานหรือเปล่าเลยไม่ค่อยมีเวลาหาแฟน?
"ผมว่าไม่เกี่ยว จริงอยู่ที่เราสนใจแค่งานเพราะเราไม่ได้มีอะไรพวกนี้ ก็อย่างที่บอกครับ มันจะมาก็จะมาเอง เมื่อก่อนตอนเรามีแฟนคนแรกเราก็ไม่รู้ว่า เราก็ไม่ไดตั้งใจไปจีบเขา แค่จู่ๆ วันนึงเราชอบจากเพื่อกันธรรมดาแล้วก็ไปชอบเขา ก็คบคนนี้มาคนเดียว จนเลิกกันไปได้นานแล้วครับ ประมาณ 3 ปี"

ถึงเวลาดูแลคุณพ่อคุณแม่

ทิ้งช่วงนานเหมือนกันนะ แสดงว่าเรารักการอยู่คนเดียว?
"ไม่ครับไม่ได้ชอบการอยู่คนเดียว เพราะเราหาเพื่อนตลอด คือไม่มีโมเมนท์นั่งดูทีวีอยู่บ้านไม่มีเลย ว่างก็นัดเพื่อน"

สาวๆ เข้ามาเยอะไหมด้วยความที่เราเป็น อาเล็ก ธีรเดช?
"ชีวิตประจำวันไม่มีอยู่แล้วครับ จะมีก็คือเพื่อนถ้ารู้จักก็คือเป็นเพื่อนของเพื่อนที่เข้ามาเจอกัน มากินเข้าด้วยกัน ส่วนใหญ่ที่เจอภายนอกคือเขาคงไม่กล้าเข้ามาขอเบอร์ เขาก็คงมาขอถ่ายรูปเฉยๆ ก็มีแค่นั้น เพื่อนผู้หญิงที่รู้จักส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนในวงการ หรือว่าคนทีทำงานด้วย หรือว่านักแสดงด้วยกันแบบเล่นเรื่องใหม่ก็เจอเพื่อนใหม่ ตัวผมเรื่องความรักไม่ได้เปิด ไม่ได้ปิด ก็เปิดรับแต่ว่าเราไม่ได้เป็นคนที่กระเสือกกระสนอยากมีแฟน"

ด้วยความที่เป็น อาเล็ก มันต้องวางตัวหรือเปล่า สาวๆ เลยเข้าไม่ถึง?
"ไม่ใช่ครับ แต่ด้วยความที่เราเป็น อาเล็ก คนก็จะมองว่ายาก ไม่ได้เหมือนวัยรุ่นธรรมดา ที่แบบจีบกันง่ายๆ เจอกันก็เข้าไปคุยทำความรู้จักกัน ส่วนใหญ่ของเราก็จะเข้ามาขอถ่ายรูป บางทีน่ารักมากแต่เราก็จะไปขอเบอร์โทรเข้ามันก็ไม่ได้ และอีกอย่างที่บอกครับไม่ได้อยากมีแฟนขนาดนั้น เพราะทุกวันนี้เรามีงาน มีเพื่อน มีพ่อแม่ มันก็ไม่ได้ขาดอะไรเลย"

ตอนนี้มองอนาคตของตัวเองว่ายังไงบ้าง?

"ก็อยากจะทำงานในวงการนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเรารู้สึกว่าทำมา 3 ปีแล้ว เราสนุกกับมันเรื่อยๆ ที่ได้เจอบทใหม่ๆ ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อยากจะอยู่ได้ยาวๆ ผมชอบที่ได้อยู่ในวงการนี้มันเป็นอะไรหลายๆ อย่างที่ดี พอเราเข้ามาในวงการเราเจอคนเยอะมาก มันจึงทำให้เรามีประสบการณ์ในการเจอคนเยอะ"

หลายคนชอบพูดว่านักแสดงรุ่นใหม่ๆ มักชอบมาไวไปไว อาเล็กมองว่ายังไง?
"ผมว่ามันขึ้นอยู่กับความประพฤติกรรมของเราล้วนๆ เลยครับว่าใครจะเป็นยังไง ผมว่าเดี๋ยวนี้ อย่างผมเองก็ค่อยๆ ขึ้นมาอยู่แล้ว ผู้ใหญ่ก็ให้โอกาสมาเรื่อยๆ เราก็เป็นแบบนี้ของเรา ผมมองว่ามันโอเค ไม่รู้ว่าคนอื่นมองยังไงนะ แต่ว่าเท่าที่โอกาสที่เราได้รับ เท่าที่ที่มีแฟนคลับ เราไม่ได้ต้องการหวังไปถึงไหนอยู่แล้ว เรามีทุกวันนี้ได้เราแบบประสบความสำเร็จแล้วนะ กับการที่เราไม่ได้หวังอะไรพวกนี้ แผนในชีวิตตอนนี้ก็แค่วันนึงอยากจะมีบ้านอยู่กับพ่อแม่ อยากอยู่ใกล้ๆ ท่าน เผื่อวันหนึ่งเราแยกครอบครัว แต่บ้านก็ยังอยู่บริเวณเดียวกันยังสอดส่องดูแลท่านได้อยู่ อยากที่บอกแหละครับ ทุกวันนี้เราเลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงครอบครัวเราได้ เลี้ยงพ่อแม่ได้ แค่นี้ผมพอแล้วครับ".

มองทุกอย่างในอนาคตอย่างรอบคอบ
อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้