วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พระนคร...บทที่ 1

พระนคร...บทที่ 1

โดย บาราย
2 ส.ค. 2558 05:01 น.
  • Share:

เมื่อปี พ.ศ.2550 สโมสรโรตารีพระนคร ก่อตั้งมา 25 ปี ตั้งคณะทำงาน สืบเสาะเรื่องราวสำคัญ จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พิมพ์หนังสือ ชื่อ 225 ปีจังหวัดพระนคร มอบเป็นที่ระลึกแด่ผู้บริจาคเงิน 999 บาท สมทบทุนบำเพ็ญประโยชน์ในโครงการรักษาดวงตาผู้ด้อยโอกาส

ทั้งเล่มมีเนื้อหาและภาพประกอบเก่าๆ แบ่งเป็น 6 บท เฉพาะบทที่ 1 กำเนิดพระนคร ย้อนอดีตไปไกลถึงในสมัยรัชกาลที่ 1

พระนครของเราถือกำเนิดขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงนำไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินโยกย้ายจากกรุงธนบุรี มาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง และพระราชทานนามพระนครใหม่แห่งนี้ว่า “กรุงรัตนโกสินทร์ อินท์อโยธยา”

ทรงใช้เวลาอีก 3 ปีเต็ม สร้างพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วทรงโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระพุทธมหารัตนปฏิมากร มาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปคู่พระนคร พร้อมๆกับการสร้างเสาชิงเช้า ตามธรรมเนียมพราหมณ์

รอบๆพระบรมมหาราชวัง มีการสร้างวังเจ้านายและบ้านเรือนของเสนาบดีผู้ใหญ่ ส่วนบ้านเรือนข้าราชการชั้นผู้น้อยและราษฎร จะตั้งอยู่ถัดออกมาเป็นชั้นๆ

มีสถานที่ราชการ เช่น โรงอู่หลวง ที่ริมน้ำระหว่างคลองมอญกับวัดระฆังโฆสิตาราม ฉางข้าวเปลือก หน้าวัดมหาธาตุฯ ศาลหลวง ใกล้กับศาลหลักเมือง บริเวณถนนสนามไชยไปจนถึงคลองคูเมืองเดิม

โรงม้าหลวงอยู่ริมถนนสนามไชยเรียงรายไปถึงหัวถนนโรงม้า คุกของกรมพระนครบาล อยู่ตรงข้ามกับวัดพระเชตุพน หน้าคุกมีตลาดสด ข้างคุกมีหอกลองสูง 3 ชั้น แต่ละชั้นมีกลองขนาดใหญ่ สำหรับตีเมื่อเกิดสงคราม ไฟไหม้ และตีบอกเวลา

และยังมีโรงช้างปลูกเรียงรายทั่วไป

นอกกำแพงพระนคร ยังเป็นที่รกร้างและเป็นท้องทุ่ง ราษฎรส่วนใหญ่ปลูกเรือนแพจอดอยู่ตามริมแม่น้ำลำคลอง ทั้งในและนอกพระนคร เพราะนอกจากสะดวกในการคมนาคมแล้ว ยังสะดวกในการอุปโภคบริโภค

จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2328 พระนคร...จึงได้นามเต็มอย่างเป็นทางการ “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ ฯลฯ” ต่อมา รัชกาลที่ 4 ทรง เปลี่ยนคำว่า บวรรัตนโกสินทร์ เป็นอมรรัตนโกสินทร์ และใช้กันถึงวันนี้

พ.ศ.2328 นั้น พระนครยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ พระเจ้าปดุงแห่งพม่า ยกกำลังเก้าทัพรวม 144,000 คนข้ามแดนเข้ามา แต่สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท วังหน้าในรัชกาลที่ 1 ทรงขับไล่ออกไปได้แล้ว ทรงยกทัพต่อไปตีหัวเมืองทางใต้

เมื่อสถานการณ์เป็นปกติสุข ปลอดจากศึกสงคราม พระนครก็เติบโตขึ้นอย่างรุดหน้า มีการสร้างวัด วัง ป้อมปราการ และขุดคูคลองอีกมากมาย

ในปี พ.ศ.2328 นั้นเอง โปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมาย เพื่อให้ไพร่ฟ้าได้มีเวลาประกอบอาชีพเลี้ยงตน โดยผ่อนผันให้ทำราชการให้แก่หลวง 1 เดือน ทำงานให้ เจ้า 1 เดือน และประกอบอาชีพของตน 1 เดือน

พระนครยามนั้นจึงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีนิคมชนต่างด้าวตั้งอยู่หลายเชื้อชาติ บ้านเขมร อยู่ริมคลองรอบกรุงเยื้องปากคลองหลอด บ้านชาวเหนือ (บ้านหล่อ หรือบ้านช่างหล่อ) อยู่ข้างหลังวังหลัง บ้านญวน บางโพและบ้านทวาย อยู่บริเวณวัดคอกกระบือ (วัดยานนาวาปัจจุบัน) นิคมชาวมลายูอยู่หน้าวัดชนะสงคราม กับที่ริมคลองมหานาค

ส่วนพวกมอญ คาดว่าคงตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณคลองคูเมือง เพราะมีสะพานข้ามคลองคูเมืองชื่อ สะพานมอญ

ต่างทำการค้าขายกันตามความถนัด โดยเฉพาะชาวจีนคงร่ำรวยเป็นพิเศษ

ส่วนชาวตะวันตก ก็เริ่มกลับเข้ามาฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยมีราชทูตโปรตุเกสเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ใน พ.ศ.2329 ตามมาด้วยชาติอื่นๆ วันที่ 23 ธันวาคม 2331 ราชทูตไทยชุดที่ 4 ก็ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าสันตะปาปา อินโนเซนต์ที่ 11 ถึงกรุงโรม

ถึงเวลานั้น พระนครของเราผงาดขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ เป็นที่เกรงขามเหนือทุกพระนครในดินแดนแถบนี้

หนังสือ 225 ปี พระนคร จบบทที่ 6 บทสุดท้าย ด้วยเรื่องราวในรัชกาลที่ 9 พระนครวันนี้.

O บาราย O

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้