วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กระบวนท่า “ทิดเทือก” ตัวแปรดุลอำนาจ

กระบวนท่า “ทิดเทือก” ตัวแปรดุลอำนาจ

  • Share:

จับตา “กปปส.” ปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง “เขย่า”โรดแม็ป

สายฝนโปรยปรายในเทศกาลเข้าพรรษา เข้าสู่หน้าฝนเต็มฤดู

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเรื่องภัยแล้ง ณ วันนี้สถานการณ์ดีขึ้น เริ่มมีปริมาณฝนตกและน้ำไหลเข้าเขื่อนหลักในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวนมากขึ้น

ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนมีมากกว่าน้ำที่ระบายออก

แต่อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีก็เตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าวางใจในเรื่องนี้ พร้อมๆกับที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบกับมาตรการประหยัดน้ำตามมติของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยแบ่งเป็นมาตรการประหยัดน้ำระยะสั้นและระยะยาว

ตามแนวทางประกอบด้วย 1.สำรวจตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำอย่างง่าย เพื่อลดการสูญเสียน้ำอย่างเปล่าประโยชน์ 2.รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการประหยัดน้ำ 3.ใช้สบู่เหลวแทนสบู่ก้อนเมื่อต้องการล้างมือ เพราะการใช้สบู่ก้อนล้างมือจะใช้เวลามากกว่าการใช้สบู่เหลว ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมากกว่า แต่การล้างมือด้วยสบู่เหลวที่เข้มข้น ก็จะใช้น้ำมากกว่าการล้างมือด้วยสบู่เหลวที่ไม่เข้มข้น

4.ไม่ทิ้งน้ำดื่มที่เหลือในแก้วโดยไม่เกิดประโยชน์อันใด อาจนำไปใช้รดน้ำต้นไม้ ใช้ชำระพื้นผิวหรือใช้ชำระความสะอาดสิ่งต่างๆได้ เป็นต้น 5.ควรใช้เหยือกน้ำกับแก้วเปล่าในการบริการน้ำดื่ม ให้ผู้ที่ต้องการดื่มรินน้ำดื่มเอง และควรดื่มให้หมดทุกครั้ง 6.ล้างจานในภาชนะที่ขังน้ำไว้ จะประหยัดน้ำได้มากกว่าวิธีที่ปล่อยให้น้ำไหลจากก๊อกน้ำตลอดเวลา

7.การล้างรถยนต์ ไม่ควรใช้สายยางและเปิดน้ำให้ไหลตลอดเวลาขณะล้างรถ เพราะจะใช้น้ำมากถึง 400 ลิตร แต่ถ้าล้างด้วยน้ำและฟองน้ำในกระป๋อง หรือภาชนะบรรจุน้ำ จะลดการใช้น้ำได้มากถึง 300 ลิตร ต่อการล้างหนึ่งครั้ง และไม่ควรล้างรถบ่อยครั้งจนเกินไป เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองน้ำแล้ว ยังทำให้เกิดสนิมตัวถังได้ด้วย 8.นำหลักการ 3R คือการลดใช้น้ำ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) มาปรับใช้ตามความเหมาะสมกับหน่วยงาน

ถึงขั้นที่ประชุม ครม.ต้องลงลึกในรายละเอียดปลีกย่อย

สะท้อนสถานการณ์ความจำเป็นในการวางแผนเผื่อเตรียมพร้อมรองรับปัญหาภัยแล้งในระยะยาว ตามสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนไปทั้งโลก

เพียงแต่ ณ ห้วงนี้ต้องถือว่า วิกฤติฝนทิ้งช่วงได้คลี่คลายลงระดับหนึ่ง

ซึ่งนั่นก็สวนทางกับบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดขึ้นมา

ตามจังหวะที่ “ทิดเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้ถือฤกษ์ลาสิกขาก่อนหน้าวันเข้าพรรษา ภายหลังครองผ้าเหลืองบวชมาปีกว่า

และตั้งแต่นาทีแรกที่ครองเพศฆราวาสก็ถูกจับตาทันที

กับชุดแรกที่ใส่หลังถอดจีวร “ทิดเทือก” เลือกใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าปักธงชาติไทยที่หน้าอก เป็นยูนิฟอร์มผู้นำม็อบ กปปส.ที่คุ้นหน้าคุ้นตา

และก็โชว์ฤทธิ์เดชทันทีทันควันเหมือนกัน

ตั้งแต่วันแรกนายสุเทพ ในฐานะประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ พร้อมคณะ 10 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านการย้ายสำนักงานที่ตั้งกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ไปที่ตั้งใหม่ที่จังหวัดภูเก็ต

อ้างได้รับการร้องเรียนจากตำรวจชั้นผู้น้อยที่ได้รับความเดือดร้อน

ซึ่งนั่นก็กระตุกแรงสะท้อนจากฝ่ายที่จ้องจับตา ทั้งพรรคเพื่อไทย แนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง รวมไปถึงคู่กัดคนสำคัญอย่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้ออกมาตำหนิการกระทำดังกล่าวของ “ทิดเทือก” ด้วยความเผ็ดร้อน

“เพิ่งสลัดคราบพระไม่ถึงวันก็ร่อนจดหมายโชว์ความยิ่งใหญ่ ไม่รู้จะบวชให้เปลืองข้าวก้นบาตรไปทำไม นายสุเทพ หรือทิดสุเทพชื่อไหนก็บ้าอำนาจเหมือนเดิม”

แน่นอนตามปรากฏการณ์ป่วน สัญญาณร้อนแรงตั้งแต่นาทีแรก วันแรก

มันก็ไม่แปลกที่ผู้นำรัฐบาลทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมรับตามตรงเลยว่า กังวลกับการเคลื่อนไหวของ “ทิดเทือก” และมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ

เพราะคนที่ยังไม่รู้เรื่อง ไม่ค่อยรู้ตัวเองยังอยู่เยอะ ซึ่งพวกนี้มันเปลี่ยนไม่ได้แล้ว

ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเสียงจากแนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช.และเครือข่ายพรรคเพื่อไทยที่กดดันวัดใจ คสช.เป็นเชิงจับมาตรฐานในการเลือกปฏิบัติ

ทหารจะจัดการกับ กปปส.เหมือนที่ล็อกการเคลื่อนไหวกลุ่ม นปช.หรือไม่

โยนคำถามดักคอเป็นนัย ทำไมเกรงใจ “ทิดเทือก” นัก เพราะเป็นพวกเดียวกันใช่หรือเปล่า

ซึ่งนั่นก็ทำให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเบอร์หนึ่งที่คุมเกมความมั่นคงของ คสช.ต้องออกมาเคลียร์กระแส

กรณีของนายสุเทพต้องดูว่า ถ้าเป็นการพบปะพูดคุยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยก็ไม่น่ามีปัญหา

ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ คสช.ก็ไม่อนุญาต

ตามรูปการณ์กระตุกฝ่ายความมั่นคงทีม คสช.เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข

และก็เหมือนจะเบี่ยงกระแสหวาดระแวงกันโดยลีลา ตามสคริปต์ที่ “ทิดเทือก” พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯซึ่งก็คืออดีตแกนนำ กปปส.ที่คุ้นหน้าคุ้นตา

จัดแถลงข่าวประชาสัมพันธ์แนวทางการทำงานของมูลนิธิฯ ในการสนับสนุนการปฏิรูปตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชนสู่สาธารณชนในการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง

เพื่อสานต่อภารกิจผลักดันการปฏิรูปอย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

โดยจะไม่มีการสร้างเงื่อนไขใดๆที่สร้างความขัดแย้งทางการเมือง และไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูปตามแผนงานของ คสช.

ย้ำกันเลยว่า หากจะมีการเสนอความเห็นไปยังหน่วยงานต่างๆและ คสช.ก็จะเป็นเพียงการยื่นหนังสือ ไม่ใช่การชุมนุมหรือประท้วงใดๆ

ว่ากันตามนี้ การหวนกลับมาของหัวขบวนม็อบ กปปส.ก็ไม่น่ามีอะไรในกอไผ่

แต่เรื่องของเรื่อง โดยฉากหน้าก็ต้องแสดงกันไปว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ ไม่ฝืนกติกา

ไม่มีใครกล้าพูดวาระแฝงกันตรงๆแน่

และอย่างที่จับกระแส ประเมินสัญญาณที่สะท้อนจากทุกทิศทุกทาง

การสึกออกมาของ “ทิดเทือก” มันมีผลต่อดุลอำนาจพิเศษ

เบื้องต้นเลยก็กระตุกเกมมวลชน ทำให้กลุ่ม กปปส.วูบวาบขึ้นทันตา

โดยกระแสที่โยงกับความเคลื่อนไหวของม็อบปักษ์ใต้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ หรือที่กำลังก่อหวอดกันที่จังหวัดสงขลา

นัยว่าเป็นเกมม็อบที่ถูกปลุกขึ้นมาต่อรองกับทหาร

ตามยุทธศาสตร์เพิ่มดุลอำนาจบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์ในการคานกำลังกับทีมงานบูรพาพยัคฆ์ที่ล็อกขุมพลังท็อปบูตไว้แน่นตั้งแต่หลังการรัฐประหารผ่านมาปีกว่า

ยกระดับขึ้นเป็นขั้วที่สาม ในเกมชิงอำนาจประเทศไทย

และก็เป็นอะไรที่ไม่น่าจะบังเอิญที่ “ทิดเทือก” เลือกจังหวะลาสิกขาได้ตรงล็อกพอดีกับสถานการณ์เปลี่ยนถ่ายอำนาจกองทัพตามฤดูเกษียณอายุราชการ

ถึงห้วงที่ขุนทหารต้องส่งไม้รับไม้

ส่อเค้าเกิดอาการกระเพื่อมในขุมอำนาจบูรพาพยัคฆ์

โดยเฉพาะเงื่อนไขอยู่ที่ พล.อ.อุดมเดช ซึ่งเป็นคนที่ถือสิทธิ์สุดท้ายในการเสนอชื่อผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ที่แคนดิเดตกันระหว่าง พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ.กับ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.

ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่จ่อ

“ขาลอย” จากอำนาจกองทัพ

แบบที่มีข่าวปล่อยว่า พล.อ.อุดมเดชจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ท่ามกลางข่าววงในกระเส็น กระสาย กำลังมีภาวะ “ทางใจ” ระหว่างพี่น้องในทีมบูรพาพยัคฆ์ ที่เรื้อรังมาจากคิวกั๊กกันระหว่าง “น้องในทีม” กับ “น้องในไส้”

สุดท้ายกลายเป็นเพื่อนไม่เอาเพื่อน ทำท่าจะไปเลือกน้อง

ตามมาซึ่งบทสรุปที่คนเป็นพี่ใหญ่บ่นถึงน้องเล็กว่า “มันไม่เหมือนเดิม”

แน่นอนข่าวลือย่อมมีน้ำหนักบ้าง ไม่มีน้ำหนักบ้าง แต่โดยสถานการณ์ภาพรวมเสมือนว่า ขั้วบูรพาพยัคฆ์กำลังถูกฉีก ไม่ปึ้กเหมือนที่ผ่านมาปีกว่า

ตามฉาก ณ ห้วงนี้ก็คือ “ทิดเทือก” กระตุกเกมมวลชน “อุดมเดช” คุมกองทัพ

ในสถานการณ์ปรับดุลอำนาจพิเศษ

และเบื้องต้นเลย ในเครื่องหมายคำถาม การขยับของ “ทิดเทือก” กระตุกเกมมวลชน กปปส.จะมีผลอย่างไรหรือไม่กับโรดแม็ป คสช.

เพราะตามธงปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ประกอบกับจับคำพูดที่ย้ำกันชัดๆล่าสุดในการแถลงจุดยืน ท่าทีของ “ทิดเทือก” ต้องการให้รัฐบาลนี้ปฏิรูปประเทศให้สำเร็จก่อนมีการเลือกตั้ง

โดยไม่จำกัดเวลา ไม่มีกรอบเวลา

ต้องปฏิรูปให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเลือกตั้ง มิเช่นนั้นก็จะได้นักการเมืองแบบเก่าเข้ามา

นั่นหมายถึงว่า “ทิดเทือก” ไม่ได้สนใจโรดแม็ป คสช.แต่อย่างใด

ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเสร็จกลางเดือนสิงหาคมนี้ตามปฏิทิน ก่อนนำไปสู่กระบวนการประชามติ เพื่อไปสู่การเลือกตั้งตามที่ คสช.ได้ประกาศไว้

แต่ธงของ กปปส.ที่ขัดกับโรดแม็ป คสช. มันก็น่าสนใจ โดยฉากหน้าที่ประกาศกันว่ามูลนิธิมวลมหาประชาชนฯจะเดินงานปฏิรูปคู่ขนานไปกับกระบวนการปฏิรูปของ คสช.

เอาเข้าจริง “ทิดเทือก” จะร่วมพิธีกรรมไปด้วย

หรือจะทำลายพิธีกรรมกันแน่.

“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้