วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กุญแจไขปริศนา MH370?

กุญแจไขปริศนา MH370?

  • Share:

กุญแจสำคัญ–ตำรวจเคลื่อนย้ายซากปีกเครื่องบินจากชายหาดเมืองแซงต์อองเดร บนเกาะเรอูนียง ก่อนส่งไปตรวจที่เมืองตูลูสในฝรั่งเศส เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นซากเครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ของมาเลเซีย ที่สูญหายไปตั้งแต่ 8 มี.ค. พร้อมคนบนเครื่อง 239 คนหรือไม่ (เอเอฟพี)

หนึ่งใน “ปริศนา” ลึกลับที่สุดในประวัติศาสตร์การบินโลก คือเที่ยวบิน “เอ็มเอช 370” ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส หายสาบสูญไปพร้อมคนบนเครื่อง 239 ชีวิต ขณะบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์จะไปกรุงปักกิ่ง เมื่อ 8 มี.ค.2557

ผ่านไป 16 เดือน ปฏิบัติการค้นหา นำโดยออสเตรเลีย ที่มหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ห่างชายฝั่งเมืองเพิร์ธของออสเตรเลีย 1,800 กม. บริเวณ ที่เชื่อว่าเครื่องบินตก ซึ่งกินพื้นที่ถึง 60,000 ตร.กม. (อาจขยายเป็น 120,000 ตร.กม.) ยังคว้าน้ำเหลว

แต่จู่ๆก็เริ่มมีความหวังมากที่สุดว่าปริศนานี้อาจถูกไขเสียที หลังพบซากชิ้นส่วนปีกเครื่องบินชิ้นหนึ่งถูกคลื่นซัดไปเกยชายหาดเมือง “แซงต์อองเดร” บนเกาะ “เรอูนียง” (Reunion) ของฝรั่งเศสในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อ 29 ก.ค. และผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เป็นชิ้นส่วน “โบอิ้ง 777” รุ่นเดียวกับเอ็มเอช 370

และที่สำคัญ บริเวณใต้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งรวมทั้งมหาสมุทรอินเดีย มีโบอิ้ง 777 เพียงลำเดียว คือเอ็มเอช 370 ที่สูญหายในพื้นที่ดังกล่าว จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่าชิ้นส่วนนี้มาจากเอ็มเอช 370!

ซากที่ค้นพบล่าสุดมีขนาดยาว 2 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของด้านหลังปีกเครื่องบินที่เรียกว่า “flaperon” ทำหน้าที่ควบคุมการหมุนตัว เอียงตัว และ ปรับระดับของเครื่องบิน มีเพรียงเกาะอยู่เต็ม แสดงว่าจมอยู่ใต้ทะเลมานาน และมีรหัส “BB 670” ประทับอยู่ มันถูกส่งไปพิสูจน์ที่เมืองตูลูส ในฝรั่งเศส ซึ่งคงรู้ได้ไม่ยากว่ามาจากเครื่องบินลำไหน

ดังไม่เจตนา–นายจอห์นนี เบเก้ คนสวนของสภาเมืองแซงต์อองเดร บนเกาะเรอูนียงของฝรั่งเศส หนึ่งในพนักงานทำความสะอาดชายหาด โชว์กระเป๋าต้องสงสัยที่เขาพบพร้อมชิ้นส่วนปีกเครื่องบินโบอิ้ง 777 เป็นคนแรก ซึ่งอาจเป็นซากเครื่องบินเอ็มเอช 370 ที่หายสาบสูญ ไปเมื่อ 16 เดือนก่อน (เอเอฟพี)

ถ้าชี้ชัดได้ว่ามาจากเอ็มเอช 370 จริง อย่างน้อยจะสรุปได้ว่า เครื่องบินลำนี้ตกจริงๆ และการค้นหาในมหาสมุทรอินเดียก็ถูกต้องแล้ว แม้เกาะ เรอูนียง ใกล้ชายฝั่งตะวันออกทวีปแอฟริกา ห่างเกาะมาดากัสการ์ราว 600 กม. จะอยู่ห่างจากพื้นที่ค้นหาถึง 4,000 กม. แต่ก็เป็นไปได้ว่า กระแสน้ำและคลื่นทะเลซึ่งเปลี่ยนทิศทาง อาจซัดชิ้นส่วนเอ็มเอช 370 ไปไกลได้ขนาดนั้น

นอกจากนี้ บรรดาญาติพี่น้องของผู้โดยสารบนเครื่องบิน ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นชาวจีน จะได้รู้ความจริงและ “ทำใจ” ได้ หลังเฝ้ารอความคืบหน้าอย่างทุกข์ทรมานกระวนกระวายมานาน ท่ามกลางข่าวลือและทฤษฎีต่างๆนานา ซ้ำเติมความทุกข์และมืดมนในจิตใจของพวกเขาเหล่านั้น

หลังเอ็มเอช 370 หายสาบสูญ มีทั้งหนังสือ ภาพยนตร์สารคดี ข่าวลือ ในโลกออนไลน์ และทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดต่างๆ โผล่ขึ้นมาเป็นดอกเห็ด รวมทั้งทฤษฎีที่ว่า เครื่องบินถูกบังคับให้เป็น “ระเบิดบิน” ไปพุ่งชนฐานทัพสหรัฐฯ ที่เกาะดิเอโก กราเซีย แต่ถูกสหรัฐฯยิงสกัดจนตกเสียก่อน

แม้แต่นายเจฟฟ์ ไวส์ นักข่าวนักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านการบินยังชี้ว่า เอ็มเอช 370 อาจถูกจี้บังคับให้ไปลงที่ฐานทัพรัสเซียในคาซัคสถาน เพราะประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย หวังข่มขู่ชาติมหาอำนาจตะวันตกในช่วงวิกฤติสงครามยูเครน หรือรัสเซีย ต้องการได้ตัวบุคคลหรือสิ่งของสำคัญสุดยอดอะไรบางอย่างบนเครื่องบิน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าเอ็มเอช 370 ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ในทะเลจีนใต้ให้กลับไปที่มาเลเซีย แต่มาเลเซียไม่ให้ลงจอด เลยบินต่อไปตกในมหาสมุทรอินเดีย บ้างก็ว่ามีผู้พบซากเครื่องบินจมอยู่ใต้อ่าวไทย

แต่จนถึงขณะนี้ นักวิเคราะห์และทีมค้นหายังมุ่งไปที่สมมติฐานที่ว่า เครื่องบินตกเพราะความจงใจ ของ “นักบิน” ที่มีปัญหาบางอย่าง หรือเกิดความขัดข้อง ในระบบเครื่องยนต์หรือโครงสร้างของเครื่องบิน

การค้นพบชิ้นส่วน “flaperon” ครั้งนี้ นอกจากจะทำให้ชาวโลกลุ้นกันใจจดใจจ่อ ยังทำให้เกาะ “เรอูนียง” และนาย “จอห์นนี เบเก้” ผู้พบชิ้นส่วนเป็นคนแรกโด่งดังเป็นพลุแตกชั่วข้ามคืน

เกาะเรอูนียง เป็นหนึ่งในแคว้นโพ้นทะเล 26 แคว้นของฝรั่งเศส มีพื้นที่แค่ 2,512 ตร.กม. มีประชากรราว 800,000 คน มีเมืองหลวงชื่อ “แซงต์เดอนี”

ในยุคหลังๆเกาะเรอูนียงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เพราะสงบเงียบ ชายหาดสวยงาม แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือเรื่อง “ฉลามดุ” โดยตั้งแต่ปี 2554 มีฉลามกัดคนแล้ว 18 ครั้ง เสียชีวิตไป 7 ศพ

ส่วนนายเบเก้ ผู้พบชิ้นส่วน flaperon และกระเป๋าต้องสงสัยอีกใบเป็นคนแรก เป็นคนสวนของสภาเมืองแซงต์-อองเดร และเป็นหนึ่งในทีม พนักงานทำความสะอาดชายหาดและเส้นทางออกกำลังกายริมหาด 8 คน เขาไปพบวัตถุสำคัญนี้โดยบังเอิญ ขณะไปหาก้อนหินมาทำเป็นสากบดพริก ทำอาหาร และพบวัตถุที่ว่ากึ่งฝังอยู่ในพื้นทราย จึงเรียกเพื่อนๆ มาดู เมื่อรู้ว่าเป็นชิ้นส่วนเครื่องบิน จึงช่วยกันลากขึ้นมาบนฝั่ง ไม่ให้คลื่นซัดกลับลงทะเลไปอีก จากนั้นก็โทรศัพท์แจ้งสถานีวิทยุท้องถิ่น ทำให้ตำรวจรีบเข้าไปเก็บวัตถุชิ้นนี้

แม้จะรู้ว่าเป็นชิ้นส่วนเครื่องบิน แรกๆ เบเก้และพวกยังไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเอ็มเอช 370 ที่โด่งดังสะท้านโลก เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไปสื่อยักษ์ใหญ่จากทั่วโลก รวมทั้ง “ซีเอ็นเอ็น” แห่กัน ไปเกาะเรอูนียงและขอสัมภาษณ์ ทำให้เบเก้และเพื่อนๆโด่งดังเป็นพลุแตกชั่วข้ามคืน

ยิ่งถ้าสรุปได้แน่ชัดว่า “วัตถุ” ชิ้นนี้เป็นชิ้นส่วนเอ็มเอช 370 จริงๆ ชื่อ “จอห์นนี เบเก้” และเกาะ “เรอูนียง” จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ในฐานะผู้พบ “กุญแจ” ไขปริศนาการบินโลกอันดำมืด!

บวร โทศรีแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้