วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
การกินอย่างมีปัญญา

การกินอย่างมีปัญญา

  • Share:

วันเสาร์สบายๆช่วง วันเข้าพรรษา ผมขอชวนท่านผู้อ่านไปคุยกันเรื่องธรรมะดีกว่านะครับ วันก่อนผมนิมนต์ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ และพระจากวัดสระเกศมาทำบุญที่บริษัท เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระท่านมอบหนังสือให้ผมมาเล่มหนึ่งชื่อ การศึกษาเริ่มต้น เมื่อคนกินอยู่เป็น เขียนโดย พระพรหมคุณากรณ์

ผมอ่านแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

หนังสือเล่มนี้สอนธรรมอยู่ 2 เรื่อง คือ ดูเป็น ฟังเป็น และ การกินอย่างมีปัญญา ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นของพระบวชใหม่ที่ พระพุทธเจ้า ทรงเน้นให้ฝึกจนชิน คือ อินทรียสังวร การรู้จักใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เป็น เช่น ดูเป็น ฟังเป็น เป็นต้น และ โภชเนมัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือ รู้จักการกินให้พอดี โดยกินด้วยปัญญา

ฟังดูง่าย แต่ปฏิบัติยาก

อินทรียสังวร คือเครื่องมือสื่อสารของมนุษย์เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเราใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา ก็จะกลายเป็นโทษ ทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

ที่ว่าใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เป็น คือใช้ด้วยโมหะ ใช้ด้วยสักแต่ว่าความรู้สึก ดูไม่เป็น ฟังไม่เป็น ดูแล้วเกิดโทษเกิดปัญหาแก่ชีวิต ทำให้เกิดความลุ่มหลง เพลิดเพลินมัวเมา โลภะ โทสะ โมหะ ยิ่งเฟื่องฟู เช่น ดูรายการทีวี ดูแล้วแทนที่จะได้ความรู้ กลับได้แต่ความลุ่มหลง เสียงาน เสียการศึกษาเล่าเรียน แต่ถ้าดูเป็น รู้จักเลือกดูรายการดีๆก็จะมีประโยชน์ได้ความรู้

เพราะฉะนั้นเราต้องถามตัวเองว่า ดูแล้วได้ความรู้ไหม ได้ความรู้คือได้ปัญญา ดูแล้วได้ประโยชน์ไหม ได้ประโยชน์คือสามารถนำไปพัฒนาชีวิตและทำการสร้างสรรค์ต่างๆได้ ดูแล้วได้ตัวอย่างที่ดี ได้แง่มุมความคิดที่นำมาใช้ประโยชน์ได้

ทีนี้ไปดูเรื่อง การกินอย่างมีปัญญา บ้าง การกินอย่างมีปัญญาพระท่านเรียกว่า โภชเนมัตตัญญุตา คือความรู้จักประมาณในการบริโภค พระเก่าๆก่อนฉันท่านจะมีการสวดมนต์ด้วย บทพิจารณาอาหาร เพื่อเตรียมสติไว้ก่อนว่า การฉันอาหารที่บิณฑบาตนั้น มิใช่เพื่อความสนุกสนาน เห็นแก่เอร็ดอร่อย แต่ฉันเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ ให้ชีวิตดำเนินไปได้ เพื่อระงับความหิวกระหาย การขาดอาหารที่เป็นภาวะบีบคั้นร่างกายเพื่อเกื้อหนุนชีวิตอันประเสริฐ

การฉันอย่างพระ ผิดกับ การบริโภคด้วยตัณหา ที่บริโภคเพื่อเสพรส

มุ่งเอาความเอร็ดอร่อย เพื่อสนองตัณหาซึ่งอยากบำรุงบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าเป็นเครื่องนุ่งห่ม ก็มุ่งที่ความสวยงาม ความโก้เก๋ แข่งฐานะกัน

บางคนมีฐานะดี กินอาหารอย่างดี เรียกว่ามีมาตรฐานการครองชีพสูง แต่กินอาหารแล้วไม่ได้คุณภาพชีวิต กลายเป็นว่า มาตรฐานการครองชีพสูง แต่คุณภาพชีวิตเสีย เป็นการกินที่ไม่ฉลาด สมัยก่อนคนมุ่งเน้นเรื่องมาตรฐานการครองชีพมาก ภาษาฝรั่งเรียกว่า standard of living พอมายุคหลังเกิดมีคำใหม่ quality of living แปลว่า คุณภาพชีวิต เพราะว่าการมีมาตรฐานการครองชีพสูง ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บางคนกินอาหารแพงๆมีมาตรฐานการครองชีพสูง แต่เป็นโรคภัยไข้เจ็บเยอะเพราะดำเนินชีวิตผิด บางทีเรียกว่า โรคอารยธรรม ประเทศที่เจริญแล้วป่วยเป็นโรคเหล่านี้กันมาก เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ประเทศยากจนไม่ค่อยเป็น

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ กินเปลือง แต่กินไม่เป็น คือ กินอย่างไม่มีปัญญา ถ้ากินอย่างมีปัญญา กินแล้วจะต้อง ระงับเวทนาเก่า คือ แก้ความทุกข์ร้อนกระวนกระวายเนื่องจากความหิว แต่ ไม่ทำให้เกิดเวทนาใหม่ คือ กินมากไปเกิดความอึดอัด แน่น จุกเสียด ท้องเสีย เป็นต้น

การกินด้วยปัญญา คือ กินแค่พอดี พระท่านว่า รู้จักประมาณในการบริโภค หรือ โภชเนมัตตัญญุตา จำกัดอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย จำกัดประเภทอาหารให้มีค่าต่อร่างกาย หลักนี้สำคัญมาก ถือเป็นการฝึกในขั้นศีล เมื่อฝึกพฤติกรรมการบริโภคได้แล้ว ก็จะขยายไปถึงสิ่งอื่นๆที่เรากินเราใช้บริโภคได้ทั้งหมด.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้