วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ลุยโหดแบบนี้ขอเรียกพี่ว่ารถถัง เชิญพบกับ MERCEDES BENZ GLC จอมหรูตะกุย 4 ล้อ ตอนที่ 2

บาเซิล เมืองท่องเที่ยวชั้นนำในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งขุนเขา หิมะและแม่น้ำไรน์ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกฝันว่าจะมาเยือนสักครั้งในชีวิต นี่คือเมืองแห่งความเที่ยงตรงของเวลา เป็นเมืองเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาทุ่งหญ้าและความงดงามของธรรมชาติ บาเซิลนั้นถูกกำหนดให้เป็นเมืองสำหรับจัดแสดงเครื่องมือบอกเวลาหรือนิทรรศการโชว์นวัตกรรมนาฬิกาแบรนด์ดังระดับโลกจากสวิส บาเซิลคือเมืองใหญ่อันดับ 3 ของสวิตเซอร์แลนด์ มีพรมแดนติดกับฝรั่งเศสและเยอรมนี ทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของทั้ง 3 ประเทศไปโดยปริยาย จากความสวยงามและมีถนนหนทางที่เชื่อมต่อกันทั้งเยอรมนี สวิส และฝรั่งเศส ทำให้บาเซิลถูกบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Mercedes Benz เลือกให้เป็นเมืองที่จะใช้ในการขับทดสอบรถ SUV รุ่นใหม่ล่าสุดในโมเดล GLC แผนการทดสอบรถยนต์ออฟโรดหรูรุ่นใหม่ที่ถูกกำหนดโดยเจ้าหน้าที่จากแบรนด์ตราดาว โดยให้สื่อมวลชนนานาชาติทำการขับ GLC จากสนามบิน Euro Airport Basel ไปยังสถานีขับทดสอบแบบออฟโรดที่ Winery Weber รวมระยะทางของการขับทดสอบในช่วงแรก 111 กิโลเมตร

บ่ายวันพุธที่ 22 กรกฎาคม อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนของเมืองบาเซิลพุ่งสูงขึ้นถึง 37 องศา ทำให้การมายุโรปของผมในครั้งนี้มีบรรยากาศไม่แตกต่างไปจากการเดินเล่นอยู่แถวๆ ถนนราชประสงค์ในช่วงเที่ยงวัน คลื่นความร้อนที่แผดไปทั่วทวีปยุโรปเหมือนกับมีใครกำลังเปิดเตาอบขนมแล้วลืมปิดยังไงยังงั้น บริเวณลานจอดรถของสนามบิน Euro Airport Basel กับจำนวนมหาศาลของรถทดสอบ Mercedes Benz New GLC ที่จอดเรียงรายรอสื่อมวลชนนำออกไปขับทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย ผมทำตัวเหมือนเด็กที่หลุดเข้าไปในร้านขายของเล่น พยายามเลือกรถคันที่อยากขับซึ่งมีให้เลือกทั้งดีเซลและเบนซิน การมาเยือนสวิตเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรกกับสภาพอากาศแบบนี้ทำให้อยากอยู่ในรถรับไอเย็นจากระบบปรับอากาศมากกว่าจะเดินไปเดินมาท่ามกลางแสงแดดจัดจ้านและอุณหภูมิที่สูงราวกับเมืองไทย ผมจับคู่กับคุณปิ๊ก ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ เพื่อนสื่อมวลชนจากค่ายสื่อสากล ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณ ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานผู้จัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โป งานโชว์รถสุดเจ๋งในช่วงปลายปี หลังจากเมื่อปีที่แล้วในเดือนมิถุนายนเคยเดินทางไปขับทดสอบ BMW M3-M4 ด้วยกันที่โปรตุเกส มาในวันนี้กับอุณหภูมิตอนบ่ายที่อบอ้าวราวกับอยู่หน้าเตาถ่าน พอเลือกรุ่นและเครื่องยนต์ที่จะขับทดสอบในวันแรกได้ผมและคุณปิ๊กก็รีบเข้าไปนั่งในห้องโดยสารทันทีเพื่อหลบเปลวแดด ไม้แรกเป็นหน้าที่ของคุณปิ๊กที่จะรับผิดชอบควบเจ้า GLC 250 4Matic ไปยังสถานีออฟโรดที่อยู่ห่างไปอีก 111 กิโลเมตร

Mercedes Benz GLK รุ่นแรกเป็นรถออฟโรดที่มีความสำคัญกับแบรนด์ตราดาวโดยขายดีอย่างต่อเนื่องในตลาดรถหรูมานานหลายปี ไซส์ขนาดกลางของยานยนต์อเนกประสงค์ทำกำไรให้กับแบรนด์นี้อย่างเป็นกอบเป็นกำแต่ยอดขายก็ยังคงตามหลัง BMW X3 จากความนิยม สมรรถนะและเรือนร่างที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุม แนวคิดในการที่จะเอาชนะคะคานแบรนด์ร่วมสัญชาติอย่าง BMW ทำให้โครงการสร้างรถรุ่นใหม่ที่ใช้ชื่อโมเดลว่า GLC ถือกำเนิดขึ้นโดยมีโจทย์ที่ต้องตีให้แตกในการเอาชนะรถ X3 ของแบรนด์ตราใบพัดให้จงได้ ผู้บริหารของ Mercedes เล็งเห็นว่าหากทำรถแนวนี้ออกมาให้ดีกว่าก็ย่อมแซงหน้าขึ้นไปอยู่กลุ่มบนของ SUV ไซส์กลาง การผลิตรถรุ่นต่อไปที่ใช้ชื่อว่า GLC จึงไม่ใช่เรื่องง่าย วิศวกรจากแบรนด์ตราดาวผู้อยู่เบื้องหลังการสร้าง GLC ประกาศว่าเจนเนอเรชั่นต่อไปของโมเดลออฟโรดไซส์กลางจะเป็นการชุบชีวิตให้กับรถยนต์อเนกประสงค์ภายใต้ตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉก มันหมายถึงการเป็นยานยนต์ออฟโรดขนาดกะทัดรัดเท่ากับ X3 แต่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรือนร่างรูปทรง เครื่องยนต์ ช่วงล่าง เกียร์และงานตกแต่งห้องโดยสารรวมถึงสมรรถนะที่จะต้องก้าวข้ามผ่านความเจ๋งของรถ X3 ไปให้ได้ งบพัฒนารถยนต์รุ่น GLC จำนวนมหาศาลจึงหมดไปกับการคิดค้นระบบขับเคลื่อนและระบบความปลอดภัยเชื่อมโยงกับความสะดวกสบายในการขับขี่ ด้วยระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนานานกว่า 4 ปี ทำให้ Mercedes Benz GLC เป็น Benz รุ่นใหม่แห่งทศวรรษอย่างแท้จริง มันใช้แชสซีส์และเปลือกตัวถังใหม่หมดทั้งคัน เครื่องยนต์กับเกียร์แบบใหม่และมีการออกแบบด้วยเอกลักษณ์อันเฉียบคมของ Mercedes เป็นต้นแบบให้กับยานยนต์อเนกประสงค์ภายใต้สัญลักษณ์ดาวสามแฉกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

การทำตลาดรถออฟโรดโมเดลใหม่ GLC ในช่วงแรกนั้นจะมีเครื่องยนต์ 4 แบบให้เลือกตามความต้องการ เริ่มจาก

GLC 220 d 4MATIC เครื่องยนต์ดีเซลแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาว์ล ปริมาตรความจุ 2,143 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบดีเซลคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC กำลัง 125 กิโลวัตต์ (170 แรงม้า) แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,400-4,200 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังแบบใหม่ 9 G Tronic พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop

GLC 250 d 4MATIC เป็นรุ่นที่คาดว่าจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยภายในไตรมาตรที่ 4 นี้ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 2,143 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดแบบดีเซลคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC กำลัง150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า แรงบิดให้มาล้นๆ ที่ 500 นิวตันเมตรในย่าน 1,600-1,800 รอบต่อนาที พร้อมด้วยการติดตั้งเกียร์ใหม่ล่าสุดจาก Mercedes Benz นั่นก็คือระบบส่งกำลังแบบ 9 G Tronic พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop


GLC 250 4MATIC คันที่ผมกำลังนั่งและขับทดสอบอยู่ในขณะนี้ วางเครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 1,991 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบไดเรคอินเจคชั่น กำลัง 155 กิโลวัตต์ หรือ 211 แรงม้า ที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200 - 4,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังแบบ 9 G Tronic พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop


GLC 350 E 4MATIC เครื่องยนต์เบนซินแบบปลั๊กอินไฮบริด เป็นเครื่องแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 1,991 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบแบบ High-pressure direct injection turbocharger กำลังเครื่องยนต์ 155 กิโลวัตต์ หรือ 211แรงม้า +กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 85 กิโลวัตต์ หรือ 116 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังแบบ 7G Tronic Plus ยัดมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ภายในห้องเกียร์ พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop

การนั่งโดยสารไปในยานยนต์อเนกประสงค์รุ่นล่าสุด Mercedes Benz GLC 2016 ที่เพิ่งจะเปิดผ้าคลุมไปสดๆ ร้อนๆ ทำให้รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวรถ แม้แค่เพียงได้นั่ง หากคุณเป็นคนที่บ้ารถก็สามารถที่จะรับรู้อาการเกือบทุกอย่างได้ทันที แชสซีส์รุ่นใหม่ของ GLC ทำให้ผมกับคุณปิ้กถึงกับอึ้งตื่นตะลึงราวกับโดนผีหลอก ขณะที่ GLK รุ่นเก่านั้นมีทั้งอาการโคลงตัวกับแรงเหวี่ยงหนักๆ ในโค้ง แต่ใน New GLC 250 4Matic นั้น คุณปิ๊กสามารถสาดโค้งได้อย่างมั่นใจจากพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของแชสซีส์และระบบรองรับซึ่งเคยตกเป็นรองรถศัตรูตัวฉกาจอย่าง BMW X3 ในอดีต หนทางในการแก้ทางมวยที่ Mercedes Benz ทำการศึกษามาเป็นอย่างดีก็คือทำอย่างไรก็ได้เพื่อจะให้ GLC มีการขับขี่ที่เหนือกว่า BMW X3 หรือแม้แต่ Porsche Macan เจ้า New GLC มีแชสซีส์ที่ยอดเยี่ยม โครงสร้างของตัวรถแข็งแกร่งขึ้นมากแต่กลับมีน้ำหนักตัวที่เบาลง ฐานล้อของ GLC เมื่อเทียบกับ X3 แล้วยาวกว่าเล็กน้อยแต่ส่งผลไปถึงความรู้สึกของการนั่งและการขับที่เต็มไปด้วยความมั่นคงสมบูรณ์แบบคล้ายกับจับเอา CLS มายกสัดส่วนความสูงยังไงยังงั้นช่วงล่างด้านหน้าแบบดับเบิลวิชโบนทำจากอัลลอยทั้งดุ้น แพหลังของเจ้านี่ก็ยังทำมาจากอัลลอยที่นอกจากจะเบาและแข็งแรงแล้ว ยังให้ความรู้สึกหนึบหนับราวกับทากาวไว้ที่ล้อขับเคลื่อนหลัก หากทำออกมาไม่ได้เรื่องได้ราวแบบขอไปที ระบบรองรับของรถยนต์แบบออฟโรดก็จะกลายเป็นตัวบั่นทอนสมรรถนะของตัวรถไปโดยปริยายเนื่องจากขนาดความสูง เนื่องจากสตรัทจะมีการขยับตัวอยู่บ้างและทำให้อาการของรถประเภทนี้ไม่ดีเท่ากับรถเก๋งเมื่อต้องหวดเข้าโค้งแรงๆ การปรับแต่งระบบรองรับทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้เคลื่อนไหวได้บ้างตามต้องการ รถจึงขยับไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งคันขณะเข้าโค้ง ช่วงล่างแบบใหม่ของ New GLC ช่วยขจัดอาการดึงที่พวงมาลัยไม่ว่าจะเป็นตอนที่คนขับเร่งเครื่องยนต์หรือขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง เป็นวิธีที่ให้ความยืดหยุ่นกับตัวรถที่ส่งผลดีต่อการควบคุมตั้งแต่ย่านความเร็วต่ำไปจนถึงความเร็วสูงสุด

วิ่งบนไฮเวย์ในยุโรปซึ่งเป็นถนนลาดยาง 6 ช่องทางจราจร ผลงานด้านวิศวกรรมยานยนต์จาก Mercedes Benz ใน New GLC 250 4Matic AMG Dynamic สำแดงฤทธิ์เดชประสิทธิภาพของช่วงล่าง ความแม่นของพวงมาลัยไฟฟ้าและการเก็บเสียงชนิดบรรเจิ่ดเริ่ดสุดติ่ง จากช่วงล่างที่ให้ความรู้สึกนุ่มและมั่นคงราวกับกำลังนั่งอย่างสำรวมใน New S-Class ขับมาได้ประมาณ 50 กิโลเมตร ระบบนำทางด้วยดาวเทียมอันทันสมัยของ Benz ยุคใหม่แจ้งให้เลี้ยวขวาออกไปยังถนนแบบสองเลนสวนอันคับแคบที่ตัดผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ความเร็วลดต่ำลงเหลือแค่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นตรงต่อความปลอดภัยในการขับทดสอบบนถนนหนทางของทวีปยุโรป กฎหมายจราจรที่เกี่ยวกับการจำกัดความเร็วในเขตเมืองที่รถทุกคันต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ทางร่วมกันไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกล้อเยอะหรือรถจักรยานของชาวบ้านก็สามารถใช้ทางร่วมกันได้อย่างสบายโดยที่ต่างฝ่ายต่างระวังซึ่งกันและกันแตกต่างจากเมืองไทยที่รถจักรยานสองล้อปั่นนั้นดูเหมือนจะเป็นพาหนะที่มีความเสี่ยงสูงมากจนเกินงาม ในย่านความเร็วต่ำ การเก็บเสียงที่ดีเยี่ยมใน GLC 250 รุ่นเครื่องยนต์เบนซินทำให้ห้องโดยสารเงียบงันราวกับนั่งอยู่ในถ้ำหมี หากไม่เปิดเพลงฟังผ่านเครื่องเสียงราคาแพงของ Burmester audio for Mercedes Benz บางครั้งบางคราวก็รู้สึกว่าเงียบเกินเหตุ ยางกึ่งออฟโรดราคาแพงมหาโหดของ Pirelli รุ่น Scorpion Verde ไซส์ 255/45R20 มีเสียงการทำงานค่อนข้างเงียบเมื่อนำมาวิ่งบนทางลาดยางแบบนี้ เจ้า GLC 250 AMG ทำตัวเหมือนเพื่อนสนิทที่รู้ใจนักขับ มันมีส่วนผสมของความหรูหรามีระดับที่เข้ากันได้ดีกับประสิทธิภาพของการลุยชนิดเต็มเหนี่ยวในแบบรถถังไทเกอร์แท็งค์ ภูมิประเทศอันหลากหลายของสวิตเซอร์แลนด์ท่ามกลางท้องฟ้าในฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยเมฆฝนและอากาศที่อบอ้าวค่อนข้างขัดแย้งกับรถทดสอบคันนี้พอสมควร อันที่จริงแถบนี้ควรจะมีอุณหภูมิที่เย็นสบายมากกว่าที่เป็นอยู่ในช่วงฤดูร้อน สำหรับคนที่ชอบอากาศเย็น ผมขอแนะนำให้มาเที่ยวยุโรปในช่วงต้นฤดูหนาวจะเป็นการดีที่สุดทั้งการเดินเล่นชมเมืองหรือการขับรถกินลมท่องเที่ยวไปตามชนบทที่งดงาม อากาศที่เย็นยะเยือกยังช่วยทำให้คนที่มาจากเมืองร้อนรู้สึกสดชื่น ดีกว่าสภาพแบบตู้อบไก่ที่ผมและเพื่อนๆ กำลังผจญอยู่ในขณะนี้

กล้องและเซ็นเซอร์รอบตัวรถ GLC ที่มีชื่อว่า Radar Stereo Camera and Ultrasonic System ถูกคุณปิ๊ก ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ เข้าเมนูแล้วเปิดใช้งานเพื่อดูประสิทธิภาพการทำงาน ระบบป้องกันการชน ASSIST PLUS, Crosswind Assist, ไฟหน้าแบบ Active ระบบควบคุมการทรงตัว ESP® ฟังก์ชั่นเสริมซึ่งเป็นตัวเลือกจาก GLC รุ่นล่าสุด แพ็กเกจแห่งอนาคตที่เข้ามาช่วยเหลือคนขับซึ่งช่วยลดภารกรรมของการขับขี่ให้ลดลงจนไม่ประสาทกินอีกต่อไป ในขณะเดียวกันก็ยังเพิ่มความปลอดภัยสำหรับการขับเดินทางไกล โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านความปลอดภัยขณะขับเสริมเติมเข้ามาให้ใช้งานชนิดใช้กันไม่มีวันหมด เช่น ระบบ Distronic PLUS พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Active Steering wheel Assist พร้อมระบบรักษาช่องทาง Mercedes Benz Lane Keeping Assist และระบบ Stop & Go ตัวช่วยสำคัญในระบบ PRE-SAFE® ระบบเบรกไฟฟ้าที่ใช้การตรวจสอบคนเดินเท้า BAS PLUS กับคนข้ามทางม้าลายหรือกำลังข้ามถนนในบริเวณจุดบอดที่มองไม่เห็นเพื่อป้องกันการชน ระบบ Lane keeping assist นั้นใช้มอเตอร์สั่นไปที่พวงมาลับเบาๆ เพื่อเตือนคนขับเมื่อล้อข้างใดข้างหนึ่งหลุดออกไปจากเส้นแบ่งเลนจราจร มันช่วยป้องกันอาการหลับในหรือการเปลี่ยนช่องทางโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่วยทำให้การขับขี่ใช้งานรถยนต์ SUV จากแบรนด์ตราดาวมีความปลอดภัยสูงสุดด้วยการเปิดใช้งานระบบ PRE-SAFE® PLUS เจ้า New GLC ทำตัวราวกับหุ่นยนต์เลี้ยงเด็กในทศวรรษหน้า ด้วยการระแวดระวังป้องกันคนขับกับผู้โดยสารราวกับอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งคอยสอดส่องดูแลความประพฤติของเด็กนักเรียนหัวโจกตัวแสบที่ชอบทำผิดกฎระเบียบอยู่เสมอๆ

111 กิโลเมตรสำหรับการนั่งอยู่บนยนตรกรรมออฟโรดรุ่นล่าสุดให้ความรู้สึกที่ดีจากการทำตัวเป็นมาเฟียรัสเซียในรถลุยตัวหรูของแบรนด์ตราดาว ระบบนำทางด้วยดาวเทียมซึ่งมีเสียงผู้หญิงดุๆ คอยพูดให้เลี้ยวไปทางนั้นทางนี้ก็นำพาผมและคุณปิ๊กมาถึงยังสเตชั่นทดสอบออฟโรดที่ Winery Weber สถานที่ซึ่งถูกจัดเตรียมโดยทีมทดสอบของ Mercedes Benz ทำการปรับสภาพทางในไร่องุ่นให้เหมาะสมสำหรับการโชว์ประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนแบบทุกล้อ 4 Matic อันลือลั่นสนั่นซอย ช่วงบ่ายสามโมงเย็นบนแผ่นดินของประเทศเยอรมนีท่ามกลางธรรมชาติอันสงบเงียบของหุบเขาในแถบ Ettenheim ปรากฏเสียงของเครื่องยนต์แผดก้องดังไปทั่วบริเวณ สถานีออฟโรดที่โหดหินยังกับทางในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองคือความพยายามในการรีดประสิทธิภาพแนวออฟโรดของ GLC ให้ประจักษ์ต่อสายตาของสื่อมวลชน จุดแรกสุดจากการเริ่มต้นขับทดสอบในสถานีนี้ก็คือการขับไต่ขึ้นสู่เนินชันระดับ 40 องศาที่ทั้งสูงและเสียว ครูฝึกสอนชาวเยอรมนีจาก Mercedes Benz หรือที่เรียกกันว่า instructor เป็นคุณลุงใจดีที่ฉีกยิ้มอยู่ตลอดเวลาทำการอธิบายถึงการใช้คันเร่งและพวงมาลัยให้ถูกต้องสำหรับการไต่ขึ้นเนินชันหฤโหดแห่งนี้ ทั้งหมดทั้งปวงผมจะต้องขับเองโดยมีคุณลุง instructor คอยบอกช่องทางที่จะวิ่งเข้าไปในสถานีต่างๆ เนินที่ชันราวกับหน้าผาไม่ใช่ปัญหาของ Mercedes Benz GLC ตัวปัญหาก็คือความหวาดกลัวว่าจะทำรถตกเขาลงมากระจายอยู่ในหุบข้างล่าง ความกลัวนั่นเองที่ทำให้เหงื่อในฝ่ามือของผมเริ่มซึมออกมา คุณลุงใจดีเห็นอาการเข้าก็รีบอธิบายต่างๆ นานา ว่าไม่ต้องไปกลัวอะไรให้มากเรื่อง รถทดสอบนั้นมีประกันภัยคุ้มครองอยู่แล้ว ระบบรองรับการขับเคลื่อนแบบออฟโรดใน GLC ที่ Mercedes Benz ต้องการให้รับรู้ถึงประสิทธิภาพของการลุยสามารถเอาอยู่ได้อย่างสบายๆ รวมถึงสภาพทางที่ถึงแม้จะดูโหดร้ายกับสื่อมากจนเกินไปแต่ก็ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยมาแล้วหลายต่อหลายครั้งจนแน่ใจได้ว่าทางเสียวๆ แบบนี้จะไม่ทำให้สื่อมวลชนชาติต่างๆ ถึงกับขายขี้หน้าหากเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา

ที่ตีนเนินชันในสถานีออฟโรดจุดแรก ผมค่อยๆ กดคันเร่งพร้อมกับกำพวงมาลัยแน่นจนเจ็บข้อมือจากความตื่นเต้นเมื่อรถเริ่มต้นไต่ขึ้นสู่เนินสูงชันที่ชันโด่งโจ้งราวกับแท่นยิงจรวดของนาซา ค่อยๆ ไหลขึ้นไปจนถึงกลางเนิน ระบบ Up Hill start assist ทำงานทันทีที่เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าตัวรถกำลังอยู่ในองศาของการไต่ขึ้นเขา การทดกำลังของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4 Matic จากที่เคยกระตุกกระชากใน GLK รุ่นเก่า พอมาถึงเจ้า GLC รุ่นใหม่กลับมีความนิ่มนวลเพิ่มมากขึ้นทำให้การควบคุมไม่ออกอาการเสียวสันหลังมากจนเกินงามจากประสิทธิภาพของชุดขับเคลื่อนกับตัวช่วยไฟฟ้า ขับจนเลยกลางเนินขึ้นไปจนเกือบจะสุดยอดเนินสิ่งที่ผมพอจะมองเห็นก็คือท้องฟ้าสีครามในแถบไร่องุ่นของย่าน Ettenheim มันเหมือนกับคุณกำลังนั่งอยู่ในจรวดที่ถูกตรึงแน่นอยู่กับฐานปล่อยและเตรียมพร้อมจะถูกส่งออกไปนอกวงโคจรของโลก ความตั้งชันของเนินในไร่องุ่นอันแสบสันเล่นเอาท้องไส้ของผมถึงกับปั่นป่วนไปหมดจากความกลัวที่จะบังคับควบคุมจนอาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาแล้วกลิ้งตกเขาลงไปด่านล่าง เจ้า GLC 250 4Matic โผล่หัวขึ้นมาบนยอดเนินแบบทุลักทุเล พอพ้นยอดเนินก็ต้องหักพวงมาลัยไปทางขวาสุดทันทีเพื่อไม่ให้หัวรถพุ่งเข้าไปในไร่องุ่นของชาวบ้าน สถานีแรกของสเตชั่นออฟโรดเล่นกันถึงกับเหงื่อตกกีบแบบนี้กว่าจะวิ่งครบคงเสียวซ้ำซากต่อเนื่องอย่างแน่นอน


พ้นยอดเนินลงมา คุณลุง instructor แจ้งว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นการขับลงเนินชันต่อเนื่องด้วยระบบ Down Hill start assist ซึ่งพอหัวรถเริ่มมุดลงจากยอดเนินก็สามารถยกเท้าออกจากแป้นเบรกได้เลย ในสภาพที่หัวทิ่มลงมาแบบทิ้งดิ่งและเซ็นเซอร์ตรวจจับของระบบ Down Hill start assist เริ่มต้นการทำงาน ระบบจะสั่งให้เบรกจับตัวเองแบบอัตโนมัติโดยทำการกระจายแรงเบรกไปยังล้อทั้งสี่อย่างสมดุลเพื่อทำให้รถค่อยๆ ไหลลงจากเนินอย่างช้าๆ ผมแค่ขยับพวงมาลัยไปยังทิศทางที่ครูฝึกบอก เจ้า GLC 250 4Matic ซึ่งแปลงสภาพตัวเองจากรถหรูมาเป็นรถถังไหลลงเนินชันแบบสบายๆ แถมยังเบรกให้อย่างนิ่มนวลในช่วงที่ลงมาเร็วเกินไป การตัดต่อกระจายแรงเบรกรวมถึงการกระจายแรงบิดโดยลดหรือเพิ่มไปยังล้อทั้งสี่นั้นเจ๋งกว่า X3 เห็นๆตรงที่ความนวลเนียนไม่มีการกระชากกระตุกหรือหัวทิ่มหัวตำแต่อย่างใดทั้งสิ้น ความฉลาดแสนรู้ของระบบรองรับการขับขี่แนวออฟโรดทำให้ช่วงลงเนินนั้นดูน่ากลัวน้อยกว่าตอนขาขึ้น แต่ก็เล่นกันแรงจนน้ำลายเหนียวคออยู่เหมือนกัน

หลังจากสนุกสนานกับการไต่ลงเนินชันท่ามกลางธรรมชาติของไร่องุ่นในแถบ Ettenheim ผมกับคุณลุง instructor ชาวเยอรมันก็ขับมาถึงสถานีต่อไปนั่นก็คือเนินเอียงเทลาดที่มีองศาของความเอียง 30 องศา การจำลองสถานการณ์สำหรับขับลุยแบบออฟโรดของ Mercedes Benz นั้นคล้ายกับ BMW Group ตรงที่ความโหดของสนามทดสอบ เนินเอียงซ้ายทำให้รถขับซ้ายหรือตำแหน่งของพวงมาลัยอยู่ด้านซ้ายมือเพิ่มความเสียวสยองเมื่อวิ่งอยู่บนสันเนิน ระดับของความลาดเอียงที่ถูกคำนวนมาเป็นอย่างดีและไม่ทำให้รถถึงกับพลิกคว่ำให้ความรู้สึกถึงความเพียรพยายามในการที่จะเอาชนะต่ออุปสรรคบนเส้นทางสไตล์ออฟโรดของ GLC จากการที่มันทำตัวเป็นน้องใหม่ค่ายที่ชอบวิ่งลุยป่าลุยเขา Mercedes Benz New GLC จึงมีหลายสิ่งที่ต้องพิสูจน์นอกเหนือไปจากความสดของตัวรถ นับเป็นครั้งแรกที่ชื่อ GLC ถูกใช้เป็นชื่อโมเดลออฟโรดไซส์กลาง มันไม่ใช่ยานยนต์อเนกประสงค์ที่มีเรือนร่างใหญ่โตเหมือนรุ่นพี่อย่าง ML Class แต่นั่งสบายคลายกังวนเมื่อนำออกมาลุยแบบนี้ สิ่งที่ GLC มีให้อย่างจุใจก็คืออัตราทดของเกียร์ 9 สปีด 9G Tronic ที่ต่อพ่วงกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมโครงสร้างที่แข็งแรงสำหรับการขับบนทางโหดๆ พอพ้นจากเนินเอียงแบบเทกระจาด คุณลุง instructor หันมายิ้มให้อย่างรู้ใจเมื่อเห็นผมสนุกไปกับความสามารถของเจ้า GLC จู่ๆ ลุง instructor ผู้อาวุโสชาวเยอรมันก็บอกว่าผมจะสนุกมากกว่านี้เพราะ Mercedes Benz AG กำลังจะผลิตรถกระบะออกขาย เป็นรถปิกอัพที่เน้นทั้งการบรรทุกและการขับขี่โดยเฉพาะการลากจูงเทรลเลอร์พ่วงเรือ ลากรถบ้านหรือบรรทุกของหนักบนกระบะท้าย โดยเน้นการทำตลาดไปที่สหรัฐอเมริกาเป็นแห่งแรก กระบะจากแบรนด์ตราดาวอาจไม่ฟู่ฟ่าเท่ากับรถกระบะของอเมริกันหรือญี่ปุ่นเนื่องจากความนิยม แต่ลูกค้าของ Mercedes Benz จำนวนไม่น้อยก็ชื่นชอบรถอเนกประสงค์แบบนั้น ดูๆไปแล้ว ปี 2016 -2020 พนักงานของแบรนด์ตราดาวโดยเฉพาะแผนกประชาสัมพันธ์คงมีงานทำล้นมือสำหรับการแนะนำผลิตภัณฑ์ยานยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ทยอยปล่อยออกมาขายอย่างต่อเนื่องราวกับการผลิตโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ของ Apple

จบจากการลุยแหลกในช่วงบ่ายยังคงเหลือระยะทางทดสอบในช่วงสุดท้ายของวันแรกอีก 62 กิโลเมตร จาก Ettenheim ในเยอรมนีไปยังโรงแรมที่พัก Hotel Les Haras ในเมืองสตารส์บูร์กประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของบาเซิล ผมรับหน้าที่ขับกลับโรงแรมโดยมีคุณปิ๊ก ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ เพื่อนสื่อมวลชนจากค่ายสื่อสากลนั่งเป็นเพื่อน ระยะทาง 62 กิโลเมตร ในช่วงขากลับบน GLC 250 4Matic AMG Dynamic ท่านั่งที่ผ่อนคลายในตำแหน่งคนขับถูกปรับตั้งมาเป็นอย่างดีโดยเฉพาะความสูงของเบาะทำให้เห็นได้ไกลรอบตัว กระจกของรถทดสอบที่ไม่ติดฟิมส์กรองแสงเพิ่มความโปร่งโล่งด้านมุมมองบวกกับสารพัดอุปกรณ์ที่คอยอำนวยการขับเพื่อความสบายทำให้คนรวยที่ชอบรถสไตล์นี้ตกหลุมรักมันได้อย่างง่ายดาย พวงมาลัยไฟฟ้าแม่นยำและเต็มไปด้วยสัมผัสที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ชุดบังคับเลี้ยวราคาแพงที่ใช้มอเตอร์กับเซ็นเซอร์ควบคุมต่อพ่วงขึ้นตรงกับโหมดของการขับเคลื่อน 4 รูปแบบ ( ECO/Comfort / Sport / Sport+) ผมกดเลือกโหมด ECO ซึ่งเป็นโหมดประหยัดพลังงานสำหรับการวิ่งบนทางสายรองก่อนที่จะไปโผล่บนไฮเวย์เส้น E52 โหมดประหยัดใน GLC 250 ที่วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1991 ซีซี มอบความรู้สึกของความนิ่มนวลชวนฝันแบบลอยไปบนผิวถนนเมื่อพบเจอกับทางเรียบๆ ในโหมดประหยัดนั้นการวิ่งแบบเรื่อยๆมาเรียงๆบน GLC คล้ายกับการทำตัวเป็นรถที่ขับได้สองแบบสองบุคลิก ขับช้าก็จะได้ความประหยัดพอขับเร็วๆ ก็จะได้ความสนุก กำลัง 211 แรงม้ากับแรงบิด 350 นิวตันเมตรมากพอที่จะกดคันเร่งแซงรถช้าแม้จะคาอยู่ในโหมดต่ำสุด การตอบสนองของพวงมาลัยนั้นแม้จะเบาสบายมือแต่ยังมีความมั่นคงและแม่นยำจากการปรับเซตน้ำหนักของพวงมาลัยไฟฟ้าผ่าน ECU ชุดส่งกำลังแบบใหม่ 9G Tronic ที่มีอัตราทดมากถึง 9 ตำแหน่งจะปรับตัวเองไหลขึ้นไปยังเกียร์สูงหรือเกียร์ 9 อย่างรวดเร็วเพื่อลดรอบเครื่องยนต์ ระบบ Auto Start/Stop ทำงานทันทีที่ตัวรถหยุดนิ่งเมื่อขับมาจอดรอสัญญาณไฟจราจร เมื่อเครื่องยนต์ดับตัวเองลงในระหว่างที่จอดรอสัญญาณไฟเขียว ระบบปรับอากาศยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องแต่คอมเพรสเซอร์แอร์นั้นหยุดทำงานตามเครื่องยนต์ไปด้วย หากติดไฟแดงนานๆ แล้วเซ็นเซอร์ตรวจพบว่าอุณหภูมิภายในห้องโดยสารกำลังสูงขึ้น ระบบจะสั่งให้เครื่องยนต์ติดเองแบบอัตโนมัติเพื่อทำให้คอมแอร์กลับมาทำงานอีกครั้งแล้วส่งไอเย็นกลับมาหมุนเวียนเป็นวงจรการทำงานที่มีความต่อเนื่องและราบรื่นของ GLC ในโหมด ECO

โหมดต่อมาเป็นโหมดการขับเคลื่อนปกติทั่วไปหรือ Comfort คันเร่งไวขึ้นมาอีกนิด พวงมาลัยจากที่เคยยืดหยุ่นผ่อนคลายก็กลับมากระชับตึงไม้ตึงมือมากกว่าโหมดต่ำสุด โหมด Comfort เหมาะกับการใช้วิ่งสลับทั้งในและนอกเมือง เกียร์ใหม่ 9 สปีดที่เหนือชั้นทำงานอย่างขยันขันแข็งในการเปลี่ยนอัตราทดขึ้น-ลงไปตามสภาพทางความเร็วของตัวรถที่ผกผันอยู่ตลอดเวลาและการใช้คันเร่ง เทียบกับเกียร์ 8 สปีดของ BMW X3 ในด้านความรู้สึกแล้วออกมาสูสีแบบกินกันกันไม่ลง เกียร์ 9G Tronic ของ New GLC จะได้เปรียบเกียร์ ZF 8 Speed ของ BMW X3 xDRIVE 20d อยู่นิดๆตรงที่มีอัตราทดเหนือกว่าอยู่ 1 ตำแหน่ง นอกเหนือไปจากนั้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวคุณเองผ่านแป้น Paddle Shift หรือให้มันเกียร์เปลี่ยนเองแบบอัตโนมัติในตำแหน่ง D เกียร์ของ BMW และ Mercedes Benz ก็มีประสิทธิภาพดีพอฟัดพอเหวี่ยงด้วยกันทั้งคู่ มันมีให้คุณทั้งความราบเรียบไร้อาการกระตุกกระชาก มอบอารมณ์แบบไหลขึ้น-ลงอย่างต่อเนื่องคล้ายกับการทำงานของเกียร์ CVT แต่อย่าลืมว่าเกียร์แบบฟันเฟืองทอร์คคอนเวอร์เตอร์ของทั้งสองแบรนด์นั้นมีกลไกภายในโคตรจะซับซ้อนซึ่งประกอบไปด้วยเฟืองต่างขนาดจำนวนมาก รวมถึงขนาดและน้ำหนักของเกียร์ที่มากกว่าบวกกับราคาค่าตัวที่แพงกว่าเกียร์ CVT ในรถญี่ปุ่นหลายเท่านัก สมรรถนะอันยอดเยี่ยมของ New GLC ส่วนหนึ่งเกิดจากการถือกำเนิดเกิดขึ้นมาหลังการปรากฏตัวของ BMW X3 หลายปี โดย Mercedes Benz ใช้ความพยายามในการที่จะทำให้ New GLC เป็นรถออฟโรดรุ่นใหม่ที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนได้มากกว่า เป็นรถที่มีเสถียรภาพ คล่องตัวและมีเครื่องยนต์ความจุแค่ 1,991 ซีซี แต่สามารถฉุดลากตัวรถที่มีน้ำหนักมากถึง 1735 กิโลกรัมให้ปลิวไปตามสายลมได้อย่างสบายๆ การตอบสนองของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4Matic ทำให้ผู้ขับมีความมั่นใจ ช่วงล่างโอนอ่อนผ่อนคลายมากกว่า X3 ทำให้นั่งได้นุ่มสบายก้นแม้จะวิ่งผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบหรือไม่มีความสม่ำเสมอ ช่วงล่างแบบใหม่ที่มีอะลูมินั่มอัลลอยเสริมเข้ามาในจุดที่ต้องรับแรง เมื่อจับผู้โดยสารเต็มทั้ง 5 ที่นั่งบวกสัมภาระเต็มคันก็ยังไม่กระทบกับประสิทธิภาพของตัวรถแต่อย่างใดทั้งสิ้น

โหมด Sport ถูกผมกดใช้งานเมื่อระบบนำทางด้วยดาวเทียมพาผมและเจ้า GLC ทะยานขึ้นมาบนไฮเวย์หมายเลข E52 ซึ่งเป็นทางด่วนแบบฝั่งละ 3 ช่องจราจรที่สามารถทำความเร็วได้ถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด สัมผัสในโหมดนี้มอบความรู้สึกถึงการตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าไวขึ้นมาก ส่วนอัตราเร่งของ GLC รุ่นเครื่องยนต์เบนซินจาก 0-100 นั้นทำได้ที่ 7.3 วินาที ว่องไวสุดๆ กันไปเลยทีเดียว ในโหมด Sport สร้างความกระฉับกระเฉงโดยเฉพาะอัตราเร่งที่ดุดันเกินปริมาตรความจุแค่ 2.0 ลิตรของเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่จาก Mercedes ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบผนวกอินเตอร์คูลเลอร์สำหรับการลดอุณหภูมิไอดีก่อนประจุอัดเข้าไปยังห้องเผาไหม้สร้างแรงบิดที่กลายมาเป็นการวิ่งแบบว่องไวปราดเปรียว เมื่อถนนโล่ง เจ้า GLC 250 4Matic AMG ในโหมด Sport ทะยานพุ่งไปข้างหน้าอย่างร่าเริง เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานอย่างขยันขันแข็งช่วยทำให้สมรรถนะของมันเกือบจะขึ้นไปเทียบชั้นกับ Porsche Macan ในรุ่นมาตรฐานเลยทีเดียวแชสซีส์ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพสำแดงฤทธิ์เดชออกมาให้เห็นเมื่อต้องเปลี่ยนช่องทางแบบเร็วๆ คล้ายกับการมุดเข้ามุดออกของรถซิ่ง โหมด Sport ไม่ต้องมานั่งเรียนรู้จังหวะจะโคนของการใช้คันเร่งแต่อย่างใดทั้งสิ้น แค่กระแทกคันเร่งลงไปจนสุดมันก็จะพุ่งทะยานไปตามแรงฝ่าเท้าทันที GLC 250 4Matic AMG นับได้ว่าเป็นรถ SUV ไซส์กลางที่มีเครื่องยนต์ พวงมาลัยและเบรกในระดับสุดยอด โดยเฉพาะตอนพุ่งเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมั่นคง ทำให้ผมและคุณปิ๊กถึงกลับมาถึงที่หมายก่อนเพื่อนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการขับทดสอบ Mercedes Benz GLC จากโรงแรม Les Haras ในเมืองสตารส์บูร์กประเทศฝรั่งเศสกลับไปยังสนามบินนานาชาติ Euro Airport Basel ผ่านจุดแวะพักในช่วงเช้าที่ Maison du Fromage ระยะทาง 100 กิโลเมตร ผมและคุณปิ๊กเลือกรถทดสอบ GLC รุ่น 250d 4Matic ซึ่งเป็นรถรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 2143 ซีซี 204 แรงม้ากับแรงบิดมหากาฬในระดับ 500 นิวตันเมตร เจ้า GLC เครื่องดีเซลจะเป็นพาหนะที่ใช้สำหรับการวิ่งทดสอบประสิทธิภาพช่วงสั้นๆ แค่ 180 กิโลเมตรในวันสุดท้ายโดยรถทดสอบทั้งหมดจะต้องวิ่งกลับเข้าไปในสนามบินเพื่อส่งมอบให้กับนักข่าวชุดต่อไป ออกสตาร์ตกันตั้งแต่ตอน 8 โมงเช้าโดยขับตามกันออกมาเป็นขบวนคาราวาน พอวิ่งขึ้นทางไฮเวย์ได้ก็ซัดกันต่อแบบตัวใครตัวมัน บน GLC รุ่น 250d 4Matic เครื่องยนต์ดีเซลมีเสียงการทำงานที่เงียบขึ้นรวมถึงแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ก็ยังลดลงไปมากเมื่อเทียบกับออฟโรดเครื่องดีเซลทั่วไป ผลงานของ Mercedes แสดงประสิทธิภาพจากช่วงล่างที่มั่นคงนุ่มนวลพวงมาลัยหมุนได้อย่างคล่องมือปราศจากอาการสับสนและให้รสชาติที่มีความแตกต่างไปจากพวงมาลัยของรถออฟโรดราคาล้านกลางๆ อย่างชัดเจน สำหรับพวกที่ชอบพวงมาลัยหนักๆ แน่นก็ต้องปรับโหมดการขับเคลื่อนไปที่ Sport + พวงมาลัยของ GLC 250d จะตึงบึ้กขึ้นมาทันทีเหมาะสำหรับการทดสอบในช่วงพิเศษก่อนถึง Maison du Fromage ซึ่งเป็นทางขึ้น-ลงเขาที่มีความคดเคี้ยวจากทางโค้งวกไปวนมารอบๆ หุบเขา การถ่ายเทน้ำหนักบนโค้งของ New GLC เรือนร่างที่อวบใหญ่โดยเฉพาะฐานล้อที่กว้างกว่า BMW X3 เล็กน้อยทำให้การหักเลี้ยวพวงมาลัยลัดเลาะไปตามโค้งหน้าตาแปลกๆ เต็มไปด้วยความมั่นใจ รถมีอาการโคลงตัวบ้างเมื่อใส่เข้าไปแรงๆ ในโค้งแต่ก็ไม่ได้มากจนเกิดความเสียว การปรับไปที่โหมดสูงสุดหรือ Sport Plus ปลดปล่อย Dynamic ที่ดีของตัวรถออกมาจนหมดเปลือก มันช่วยเติมความหนืดของพวงมาลัยไฟฟ้าคล้ายกับเชือกที่ถูกขันจนตึงลดระยะฟรีที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของพวงมาลัยในตำแหน่งจุดศูนย์กลางซึ่งเหมาะสมมากสำหรับการควบคุมเมื่อต้องถ่ายเทมวลจากซ้ายไปขวาสลับสับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางภูเขา เกียร์ 9G Tronic ในโหมดนี้ถูก ECU ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของเกียร์คาเอาไว้ในตำแหน่งเกียร์ 3-4-5 เพื่อเรียกแรงบิด เป็นคุณสมบัติที่ดีของ SUV หรูที่ต้องทำตัวให้เหนือชั้นกว่ารถราคาถูกทั่วไป GLC ได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถของทีมวิศวกร Mercedes ที่ได้ลงมือลงแรงปรับจูนตัวรถจนสุดความสามารถเพื่อทำให้สื่อมวลชนรู้สึกประทับใจเมื่อได้ลองขับ

โดยภาพรวมรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล GLC 250d 4Matic กำลัง 204 แรงม้า กับอัตราเร่งจาก 0-100 ใน 7.6 วินาทีนั้นเหมาะกับการขับใช้งานในไทยมากที่สุด ไม่ถึงกับสุดยอดแต่ทุกระบบทำงานประสานกันได้อย่างลื่นไหลราวกับสายน้ำ เสียงเครื่องยนต์ในรอบต่ำเงียบงันและมีกำลังในรูปของแรงบิดมากพอที่จะเร่งจังหวะแซงรถขับช้า ส่วนรุ่นเบนซิน GLC 250 4Matic AMG Dynamic เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 211 แรงม้า มีแรงดึงดีและเงียบกว่าเล็กน้อย ทั้งสองรุ่นถูกสร้างขึ้นมาให้เหมาะสมกับลูกค้าประเป๋าหนักที่ชอบขับเร็ว เวลาอยู่บนถนนในยุโรปผมสามารถพุ่งออกจากวงเวียนด้วยความเร็วที่ทันอกทันใจ การถ่ายเทแรงบิดจากเครื่องไปยังเกียร์ 9 สปีดลงไปที่ล้อขับเคลื่อนทั้ง 4 ล้อก็ไม่มีจุดอ่อนจุดด้อยแต่อย่างใดทั้งสิ้น สิ่งที่จะทำให้เจ้าของใหม่รู้สึกชื่นชมนอกเหนือไปจากสภาพการควบคุมที่ดีก็คืองานตกแต่งภายในของห้องโดยสารซึ่งใช้สีโทนสว่างมาตัดกับสีเทาดำได้อย่างลงตัว ภายในกว้างมากพอสำหรับคน 5 คนและเต็มไปด้วยวัสดุคุณภาพสูงราคาแพง ไล่เรียงตั้งแต่เบาะหนังที่ตัดเย็บอย่างประณีต งานลายไม้แบบใหม่ที่มีให้เลือกมากมายหลายแบบ จอทัชสกรีนความละเอียดสูงขนาดใหญ่ยักษ์ที่ทำให้ภายในของ GLC โดดเด่นตระการตาและออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานของคนขับเป็นสำคัญ นอกจากจอแสดงผลส่วนกลางแล้วยังมีจอ MID แบบ TFT - Thin film transistor อยู่กลางหน้าปัดมาตรวัดคอยแจ้งเตือนค่าต่างๆของตัวรถกับจอ HUD - Head up display ที่คอยอำนวยความสะดวกซึ่งต่อเชื่อมกับระบบนำทางดิจิตอล จอต่างๆ ของ GLC รองรับการใช้งานที่หลากหลายและมีความคมชัดไม่แพ้กัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการออกแบบอันสุดยอดก็คือแผงหน้าปัดมาตรวัดสะอาดตาปราศจากปุ่มสวิตช์ที่รกรุงรังและสร้างความสับสนให้กับคนขับ ระบบควบคุมผ่านแป้นสัมผัสใช้งานได้สะดวกสามารถเลื่อนขึ้น-ลงอย่างลื่นไหลและเข้าหรือออกจากเมนูได้อย่างรวดเร็วหลังจาก Mercedes เคยถูกต่อว่าในรถรุ่นเก่า เบาะนั่งแถวที่สองรองรับผู้โดยสารได้ 3 คนโดยมีพื้นที่วางเท้าอย่างพอเพียง

สิ่งที่โดดเด่นใน New GLC ทุกรุ่นทุกเครื่องยนต์ก็คือการวิ่งใช้งานในชีวิตประจำวันที่น่าประทับใจ การเก็บเสียงที่ยอดเยี่ยม เครื่องยนต์และเกียร์รวมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทำงานผสานกันอย่างราบรื่นต่อเนื่องครอบคลุมทุกโหมดของการขับ ทุกสิ่งทุกอย่างใน GLC ถูกปรับปรุงทั้งในด้านภาพลักษณ์และคุณภาพของงานประกอบ พร้อมด้วยการเสริมประสิทธิภาพของการขับขี่ด้วยตัวช่วยอิเล็กทรอนิกส์นับสิบรายการเพื่อทำออกมาให้เหนือชั้นกว่ารถคู่แข่งอย่าง X3 รุ่น GLC 250d 4Matic เครื่องยนต์ดีเซล เป็นรุ่นที่ Mercedes Benz Thailand จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย จากการคิดคำนวนส่วนตัวของผม คาดว่าราคาของรถรุ่นนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3.5-3.7 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารใน Mercedes Benz Thailand เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปถึง BMW ว่าต่อไปนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับการสร้างยานยนต์ออฟโรดจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆอีกต่อไป ออฟชั่นเสริมที่เปลี่ยนจากรถปกติให้กลายเป็นออฟโรดพันธุ์ดุนั้นมีราคาแพงหูดับ รวมถึงระบบกันสะเทือนแบบปรับระดับได้หรือ Air Matic ที่ไม่เหมาะกับถนนหนทางในไทยก็จะไม่นำเข้ามาขายเนื่องจากความแพงนั่นเอง ตลอดระยะเวลา 126 ปีของแบรนด์ตราดาว Mercedes Benz ได้สร้างสรรค์ยานยนต์หลากหลายรูปแบบขึ้นมาบนโลกใบนี้เพื่อการใช้งานที่แตกต่างและช่วยเสริมภาพลักษณ์ในด้านความมีระดับ อีกไม่นานนับต่อจากนี้ The New GLC กับพี่น้องร่วมสายพันธุ์ของมันจะเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นยานยนต์ออฟโรดขั้นสุดยอดที่สามารถกวาดยอดขายเทียบเคียง BMW ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นั่นหมายความว่ามันสอบผ่านและดีพอที่จะเป็นพาหนะตัวลุยคันใหม่ของเศรษฐีทั่วโลกนั่นเอง.

Mercedes-Benz GLC pricing (plus on-road costs)
Mercedes-Benz GLC 220d 4MATIC – $64,500
Mercedes-Benz GLC 250 4MATIC – $67,900
Mercedes-Benz GLC 250d 4MATIC – $69,900

MERCEDES BENZ GLC 250d 4MATIC Specifications
เครื่องยนต์.................................................ดีเซลแบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว (4 วาล์วต่อสูบ)
ปริมาตรความจุ..........................................2,143 ซี.ซี.
อัตราส่วนกำลังอัด......................................16.2:1
กระบอกสูบคูณช่วงชัก................................83.0 มิลลิเมตร x 99.0 มิลลิเมตร
แรงม้าสูงสุด..............................................150 กิโลวัตต์ 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด...............................................500 นิวตันเมตร ที่1,600-1,800 รอบต่อนาที
ระบบเชื้อเพลิง............................................ดีเซลคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น
ระบบอัดอากาศ.........................................เทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ Two-Stage พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
มาตรฐานมลพิษ........................................EURO-6
ระบบส่งกำลัง............................................Electronically controlled nine-speed 9G tronic transmission system
ระบบขับเคลื่อน..........................................ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยระบบ 4Matic
ระบบบังคับเลี้ยว.........................................พวงมาลัยไฟฟ้าแบบแรคแอนพีเนียน
อัตราเร่งจาก0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง.......7.6 วินาที
ความเร็วสูงสุด............................................223 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อัตราสิ้นเปลืองลิตร/100กิโลเมตร...............5.6-6.5 ลิตร/100 กิโลเมตร
มาตรฐานมลพิษ.........................................EURO-6

ระบบรองรับ
ด้านหน้า.....................................................โฟร์ลิ้งค์ สปริง โช๊คอัพ เหล็กกันโคลง
ด้านหลัง......................................................มัลติลิ้งค์ สปริง โช๊คอัพ เหล็กกันโคลง
ล้อและยาง(คันทดสอบ)..................................... Pirelli Scorpion Verde 255/45R20

มิติตัวถัง
ความกว้าง............................................1,890 มิลลิเมตร
ความยาว.............................................4,656 มิลลิเมตร
ความสูง...............................................1,639 มิลลิเมตร
ความกว้างฐานล้อหน้า................................1,621 มิลลิเมตร
ความกว้างฐานล้อหลัง................................1,617 มิลลิเมตร
ความยาวฐานล้อหน้า-หลัง...........................2,873 มิลลิเมตร
ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้อง............................181 มิลลิเมตร
สัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศ....................cd.0.31
ความจุถังเชื้อเพลิง.......................................50 ลิตร
น้ำหนัก..................................................1,845 กิโลกรัม

ขอขอบคุณ
บริษัท Mercedes Benz Thailand สำหรับการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง
บริษัท Nikon Thailand สนับสนุนอุปกรณ์บันทึกภาพถ่าย

Camera and lens
Nikon D4
AF ED 28-70f2.8D
AF ED 24-120 f4 NANO
AF ED70-200 f2.8 VRII NANO

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th 
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom 

เค้ามาแล้ว ตอนสองกับการขับทดสอบ MERCEDES BENZ GLC อภิมหา SUV สุดหรูจากแบรนด์ตราดาว ทำตลาดในไทยกับรุ่นฮอต GLC250d 4MATIC ท้าชน BMW X3 xDRIVE 20d ศัตรูคู่อาฆาตร่วมสัญชาติเยอรมนี ... 29 ก.ค. 2558 15:32 30 ก.ค. 2558 16:18 ไทยรัฐ