วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลุยโหดแบบนี้ขอเรียกพี่ว่ารถถัง เชิญพบกับ MERCEDES BENZ GLC จอมหรูตะกุย 4 ล้อจากแบรนด์ตราดาว

ลุยโหดแบบนี้ขอเรียกพี่ว่ารถถัง เชิญพบกับ MERCEDES BENZ GLC จอมหรูตะกุย 4 ล้อจากแบรนด์ตราดาว

  • Share:

คำจำกัดความหรือนิยามของรถ SUV - Sport utility vehicle ที่ผลิตโดย Mercedes Benz คือยานยนต์ที่สามารถแล่นไปได้ในทุกๆพื้นที่และมีการขับขี่ที่สบายเหมือนรถเก๋ง นับเป็นความคาดหวังที่สูงมากในการที่จะเอาชนะรถ SUV คู่แข่งซึ่งทำตลาดมาก่อนหน้านี้อย่าง BMW X3 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบขับเคลื่อน เครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง แชสซีส์ จุดศูนย์ถ่วงและอากาศพลศาสตร์ เป็นจุดที่ทำให้การสร้าง SUV รุ่นใหม่ของแบรนด์ตราดาวต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่เคยเป็นมา ความสามารถและประสิทธิภาพของตัวรถอันสูงส่งที่ถูกกำหนดโดยแบรนด์คู่แข่ง ส่งผลให้ทีมวิศวกรของ Mercedes Benz มีงานล้นมือในการพัฒนา SUV รุ่นล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า GLC

การเปลี่ยนแปลงเชิงวิศวกรรมที่ประกอบขึ้นจากหลักการทำตลาดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Mercedes Benz เล็งเห็นว่า BMW นั้นสามารถขายรถ SUV รุ่น X3 ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำพร้อมกับการโกยเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยออกจากกระเป๋าของพวกคนรวยที่ชอบรถอเนกประสงค์ ค่ายตราดาวจึงเริ่มต้นทำการวิจัยพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ยานยนต์แบบออฟโรดที่มีอยู่เดิม โดยใช้โมเดล GLK มาทำการปรับปรุงพัฒนาใหม่หมด ไล่เรียงจากเปลือกตัวถัง โครงสร้างของตัวรถไปจนถึงเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนที่ต้องทำให้ออกมาเหนือกว่ารถคู่แข่งอย่าง X3 ภายใต้แนวคิดใหม่ของผู้บริหารจากแบรนด์ตราดาว เรือนร่างที่เชื่อมโยงกับความงามเกิดจากงานออกแบบอันเข้มข้นของทีมดีไซน์ รถ Mercedes Benz GLC 2016 รุ่น 250d 4Matic ซึ่งเป็นรุ่นที่คาดว่าจะเข้ามาทำตลาด SUV ระดับบนของประเทศไทย


GLC ใหม่นั้นมีทรวดทรงออกมาในแนวรถอเนกประสงค์ขนาดกลาง ความกว้างของตัวรถอยู่ที่ 1,890 มิลลิเมตร ยาว 4,656 มิลลิเมตร สูง 1,639 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อหน้า 1,621 หลัง 1,617 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อหน้า-หลัง 2,873 มิลลิเมตร สัดส่วนของความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องมีตัวเลขที่ 181 มิลลิเมตร หนัก 1,845 กิโลกรัม เทียบไซส์เทียบขนาดกับ BMW X3 xDRIVE 20d ซึ่งมีความกว้างของตัวรถอยู่ที่ 1,881 มิลลิเมตร ยาว 4,657 มิลลิเมตร สูง 1,661 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อหน้า 1,616 หลัง 1,632 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อหน้า-หลัง 2,810 มิลลิเมตร สัดส่วนของความสูงจากพื้นถึงใต้ท้อง 204 มิลลิเมตร หนัก 1,850 กิโลกรัม จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่ารถ SUV ไซส์กลางจากแบรนด์เยอรมนีทั้งสองคันมีขนาดเรือนร่างและน้ำหนักตัวที่พอฟัดพอเหวี่ยงแบบกินกันไม่ลง แต่ Mercedes Benz GLC ได้เปรียบกว่าตรงที่ความสดใหม่จากเรือนร่าง เทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนและการเรียนรู้จากประสบการณ์สำหรับการทำตลาดด้วยนวัตกรรมของตัวรถที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ไล่เรียงจากรูปลักษณ์ใหม่ของไฟหน้าและกระจังหน้าที่คล้ายกับใบหน้าใหม่ของ SUV รุ่นพี่อย่างออฟโรดรุ่น GLE เพียงแต่ขนาดและสัดส่วนบั้นท้ายของ GLC เท่านั้นที่มีความแตกต่างในด้านขนาดและรูปแบบของตัวรถ

ไฟหน้าแบบใหม่ที่คุณสามารถพบเห็นได้ใน Mercedes Benz รุ่นใหม่ทุกคันในปี 2014-2015 ไล่เรียงตั้งแต่รุ่น C-Class ไปจนถึง S-Class แตกต่างกันที่ขนาดแต่รูปแบบของชิ้นส่วนภายในนั้นใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็นไฟหรี่กลางวันหรือ LED Daytime Running Light รวมถึงไฟต่ำและไฟสูงแบบ Dynamic Projector ที่ให้ความสว่างและมีความคมชัดสูง สปอยเลอร์หน้ามีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเพื่อยกระดับมุมมองในด้านความหรูหราซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ช่องรับอากาศด้านล่างใต้กระจังหน้าแบบสองชั้นล้อมกรอบด้วยงานโครเมี่ยมสีเงินที่ส่งเสริมให้รูปทรงด้านหน้าของโมเดล GLC มีความสง่างาม ฝากระโปรงหน้ายกสันนูนขึ้นเล็กน้อยเพื่อเพิ่มแสงเงา เสาหน้าหรือเสา A pillar วางองศาที่มีความลาดเอียงมากกว่าโมเดลเก่าอย่าง GLK เพื่อลดแรงต้านของกระแสอากาศ ส่วนทรงของตัวรถด้านข้างเน้นความไหลลื่นของเส้นสาย กระจกมองข้างติดตั้งกรอบไฟเลี้ยวตามสมัยนิยม เส้นด้านข้างตัวรถลากจากแก้มหน้าผ่านแนวบานประตูหน้า-หลังไปจนถึงใต้มือจับที่เปิประตูบานหลัง กรอบกระจกล้อมหุ้มเดินเส้นด้วยงานโลหะพวกอะลูมินั่มอัลลอยสีเงิน ซุ้มล้อมีชิ้นงานพลาสติกกันกระแทกบุเอาไว้ในรูปแบบและสไตล์ของรถออฟโรดที่เน้นการลุย ล้ออัลลอยในรุ่น GLC250d 4Matic ใส่ล้อขอบ 17 นิ้วกับยาง 235/65R17 ส่วนรุ่นที่สูงกว่าอย่าง GLC350e 4Matic ยัดล้อขอบ 18 มาให้พร้อมยาง 235/60R18 สำหรับออฟชั่นเสริมเป็นล้อขอบ 20 นิ้วลายก้านรุ่นล่าสุดจาก AMG ใส่ยาง 255/45R20 เป็นยางกึ่งออฟโรดราคาแพงมหาโหดของ Pirelli รุ่น Scorpion Verde เหมาะกับการวิ่งใช้งานทั้งทางเรียบและทางฝุ่น

บั้นท้ายอวบอ้วนกลมมนด้วยดีไซน์ที่ลื่นไหล ฝาท้ายของ Mercedes Benz New GLC ใช้กลไกการเปิด-ปิดแบบไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกสบายขณะขนสัมภาระ ฝาท้ายสามารถเปิดออกด้วยมุมที่กว้างมากกว่าปกติ ส่วนรูปแบบของไฟท้ายใน New GLC มีความคล้ายคลึงกับไฟท้ายของ Macan ซึ่งเป็นรถ SUV จากแบรนด์ Porsche ไฟท้ายทรงยาวรีใช้หลอดไฟแบบ LED เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการส่องสว่างและมุมมองที่ให้ความปลอดภัยสำหรับรถคันข้างหลัง กระจกบานฝาท้ายมีใบปัดน้ำฝนติดมาให้ รวมถึงไฟเบรกดวงที่สามที่ติดตั้งอยู่ด้านบนบริเวณกึ่งกลางของกระจกบานฝาท้าย สิ่งที่ช่วยทำให้บั้นท้ายของเจ้า Mercedes Benz GLC ดูดีขึ้นก็คือสปอยเลอร์หลังและท่อระบายไอเสียที่ใช้โลหะสีเงินล้อมกรอบเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ที่ดูดีของด้านหน้า นอกจากงานโลหะสีเงินที่ทำให้ดูแพงขึ้นแล้ว ยังมีชิ้นงานกรุปิดทับท่อระบายไอเสียและหม้อพักท้ายซึ่งใช้แผ่นอัลลอยสีเงินปิดทับส่วนล่างทั้งหมดเพื่อเป็นทั้งวัสดุกันกระแทกและเพิ่มความสวยงามในด้านมุมมอง ในส่วนของ GLC รุ่นตกแต่งด้วยอุปกรณ์เสริมหล่อจากสำนัก AMG จะมีความแตกต่างจาก GLC รุ่นมาตรฐานด้วยการใช้กรอบกระจกสีดำ พลาสติกปิดทับชายล่างของสปอยเลอร์สีดำ ล้ออัลลอยของ AMG ลายใหม่ขอบ 20 นิ้วกับยาง Pirelli รุ่น Scorpion Verde ขนาด 255/45R20 รวมถึงกระจกมองข้างแบบสปอร์ตสีดำพร้อมเลนส์ไฟเลี้ยวในตัวกรอบ ดูๆ ไปแล้ว มุมมองของ GLC รุ่นมาตรฐานนั้นให้ความหรูหรามากกว่ามุมมองในแบบสปอร์ตของ GLC รุ่นพิเศษที่ตกแต่งด้วยชิ้นส่วนของ AMG จากงานโลหะสีเงินที่มีความโดดเด่นมากกว่าชิ้นงานตกแต่งสีดำ

รุ่นที่สองของ SUV ระดับกลางจาก Mercedes Benz ที่ใช้ชื่อของโมเดลว่า GLC แสดงให้เห็นถึงก้าวหน้าในหลายมุมมอง มาตรฐานที่ดีของระบบขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงควบรวมกับความปลอดภัยของตัวรถซึ่งเป็นจุดขายของแบรนด์ตราดาว จุดเด่นของ New GLC อยู่ที่ระบบให้การช่วยเหลือในระหว่างการขับใช้งานและประสิทธิภาพของการใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ การบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการปรับจูนใหม่ ทำให้ GLC ประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้นถึง 19% เมื่อเทียบกับ GLK รุ่นก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน BODY AIR CONTROL หรือระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับความสูง-ต่ำของตัวรถให้ผกผันไปตามสภาพเส้นทางขณะลุย ผสานระบบอากาศพลศาสตร์ที่ผ่านการขัดเกลาในอุโมงค์ลมระหว่างการพัฒนาทำให้ตัวเลขค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศดีขึ้น (cd GLC 0.31 cd GLK 0.87) วิศวกรรมระบบส่งกำลังขั้นสูงจาก Mercedes Benz ขยายขอบเขตด้าน Dynamic ของเกียร์ให้เหนือกว่ารถคู่แข่งในด้านอัตราทด การปล่อยมลพิษที่ลดลงและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นจากเกียร์แบบใหม่ที่มีให้ใช้งานมากถึง 9 สปีด ควบรวมการทำงานของเกียร์เข้ากับโหมดการขับเคลื่อน 4 รูปแบบ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันลือลั่นสนั่นซอยที่ Benz เรียกว่า 4 Matic ความสะดวกสบายในการนั่ง ความคล่องตัวแบบสปอร์ต การออกแบบที่ชัดเจนและตระการตาของ New GLC กลายเป็นมาตรฐานสำหรับครอบครัว SUV ของ Mercedes Benz ในอนาคต

ภายในห้องโดยสารหรือ Cockpit ของ New GLC มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์พื้นที่ของการใช้งานที่เน้นความอเนกประสงค์บนความสบาย ภายในไล่จากคอนโซล เบาะกับงานตกแต่งที่มีความหรูหราเริ่ดสะแมนแตนมากกว่าเดิม Mercedes Benz ใช้รูปแบบภายในอันสง่างามของ New C-Class มาปรับใช้กับ New GLC ด้วยการแปลงรูปแบบของคอนโซลและอุปกรณ์บางชิ้นที่ให้ทั้งความสะดวกสบายและความสวยงาม อุปกรณ์ราคาแพงพวกเบาะหนังแท้โทนสีดำสลับขาว แผงประตู ปุ่มและสวิชต์สำหรับสั่งงานที่เน้นความหรูแบบสุดขั้ว เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังรถคู่แข่งอย่าง BMW X3 ด้วยงานออกแบบและตกแต่งห้องโดยสารที่อ้างอิงความหรูกับโมเดลรุ่นพี่อย่าง S-Class การปรับรุ่นแยกย่อยสำหรับการตกแต่งภายในที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน อุปกรณ์พวกอีเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย​​สอดคล้องกับมาตรฐานอันสูงส่งที่ถูกกำหนดโดยตัวรถรุ่นพี่อย่าง New GLE งานตกแต่งภายในของ New GLC ที่มีความประณีตบรรจงจากงานประกอบสำหรับการเชื่อมโยงบรรยากาศภายในห้องโดยสารสไตล์ Mercedes Benz ผนวกเข้ากับการใช้งานผ่านผิวสัมผัสของวัสดุชั้นสูง เช่น หนัง nappa ลายไม้ที่จัดทำอย่างพิถีพิถันที่มีทั้งรายละเอียดและผิวสัมผัส หลังคากระจกแบบพาโนรามาถูกติดตั้งเพื่อเพิ่มความสว่างและความรู้สึกโปร่งสบาย

แดชบอร์ดและคอนโซลกลางมีขนาดใหญ่จากรูปแบบของแดชบอร์ดใน New C-Class มาปรับขนาดให้เข้ากับพื้นที่ภายในของ New GLC แผงคอนโซลแบบชิ้นเดียววางช่องระบายอากาศทรงกลมสไตล์ C-Class พนักเท้าแขนเชื่อมกับอุโมงค์เพลากลางแบ่งเขตแดนของพื้นที่ระหว่างคนขับกับผู้โดยสารตอนหน้าอย่างชัดเจนและออกมาในแนวสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เส้นสายลวดลายของภายในที่มีความชัดเจนในตัวตนบนความหรูหรามีระดับจากวัสดุราคาแพง สร้างความรู้สึกของการเปิดพื้นที่และความพิถีพิถันของงานตกแต่งด้วยบรรยากาศที่มีความทันสมัยเทียบเท่า GLE ผู้พี่ ทัชแพดหรือจอแสดงผลส่วนกลาง สั่งงานด้วยระบบสัมผัสเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อลดปุ่มกดหรือสวิชต์สั่งงานต่างๆ ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ คอนโซลกลางใช้งานไม้สีดำคล้ายถ่านแต่ให้ความรู้สึกถึงความเคร่งขรึมในฐานะที่เป็นยนตรกรรมแนวออฟโรดหรู ต่ำลงมาจากจอมอนิเตอร์ระบบสัมผัสเป็นช่องแอร์ทรงกลม 3 วง กับแผงควบคุมอุณหภูมิแบบใหม่ที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น ระบบจอสัมผัสแบบทัชแพดครอบคลุมการใช้งานโดยสามารถเขียนตัวอักษรหรือตัวเลข ระบบ Comand Online สื่อสารกับโลกภายนอกด้วยอินเทอร์เนท ตำแหน่งศูนย์กลางของการแสดงผลแบบบูรณาการด้วยแผงควบคุมระบบอากาศซึ่งจะแสดงผลที่หน้าจอสำหรับการปรับตั้งระบบแอร์ในห้องโดยสาร ฟังก์ชั่นอันหลากหลายของการปรับตั้งที่ทำออกมาให้มีความน่าใช้งานผสมกับความง่ายในการเข้า-ออกจากเมนู จอภาพและกราฟิกที่สร้างความคมชัดด้วยรูปแบบที่น่าสนใจทำให้ภายในของ Mercedes Benz New GLC มีความโดดเด่นกว่ารถคู่แข่งแบบเห็นๆ

เปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ในโมเดล GLK ตัวรถรุ่นใหม่อย่าง GLC มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในด้วยการเพิ่มพื้นที่ของห้องโดยสารให้กว้างมากขึ้น พื้นที่ที่เพิ่มเข้ามาสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและหลัง ด้วยการเพิ่มขึ้นของขนาดความยาวใน GLC เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นจากงานออกแบบที่มีประสิทธิภาพโดยพยายามปรับพื้นที่ภายในให้เกิดประโยชน์กับการใช้งานมากที่สุด เกือบทุกปัจจัยขึ้นตรงกับความสะดวกสบาย พื้นที่สำหรับวางเท้าถูกขยายขึ้นอีก 34 มิลลิเมตร ตามวัตถุประสงค์หลักของการออกแบบเพื่อทำให้สามารถเข้าและออกจากรถได้สะดวกมากขึ้น วิศวกรของ Mercedes Benz ยังมีการออกแบบเพื่อเพิ่มขนาดของช่องเก็บสัมภาระโดยมีระดับพื้นที่โหลดสัมภาระให้พอเพียงต่อการใช้งาน เบาะนั่งด้านหลังใช้รูปแบบของการพับ 40/20/40 ปริมาตรของพื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายที่ 580 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลงราบกับพื้นจะได้พื้นที่มากถึง 1,600 ลิตร เพิ่มอีก 50 ลิตรจากโมเดลเก่า เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับการโหลดสัมภาระยกเข้าไปยังพื้นที่เก็บของ โดยมีสัดส่วนความสูงของแนวฝาท้ายลดลงอีก 40 มิลลิเมตร ออฟชั่นเสริมสำหรับควบคุมความสูงของตัวรถขณะบรรทุกสัมภาระหรือ BODY AIR สั่งงานด้วยการกดปุ่ม ฝาท้ายจะเปิดขึ้นอัตโนมัติด้วยการกวาดเท้าเคลื่อนไหวผ่านใต้กันชนหลังเพื่อให้เซ็นเซอร์ตรวจจับและทำงานเปิดยกฝาท้ายแบบอัตโนมัติคล้ายกับ BMW X3 นั่นเอง

GLC250 4Matic Engine

GLC250d 4Matic Engine

GLC350e 4Matic Hybrid Engine

ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ / โหมดการขับเคลื่อน
Mercedes-Benz ใช้มาตรการขั้นสูงในการผลิตเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ใน GLC มีการ เพิ่มพลศาสตร์ของย่านกำลังและระบบเกียร์ที่ออกแบบให้มีน้ำหนักเบา เป็นปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังประสิทธิภาพของการใช้เชื้อเพลิงทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน รวมถึงรุ่นเครื่องยนต์ลูกผสมแบบ Hybrid อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงถูกปรับลดลงถึงร้อยละ 19 รวมไปถึงการปล่อย CO2 ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์และเกียร์ในรุ่นก่อนหน้า Mercedes Benz New GLC ทุกรุ่นทุกเครื่องยนต์ มีมาตรฐานการปล่อย CO2 ในระดับ EURO-6 ฟังก์ชั่น Auto Start/Stop ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก ไล่เรียงจาก GLC220d 4Matic / GLC 250d 4Matic / GLC250 4Matic / GLC 350e 4Matic สำหรับรุ่น Plug in Hybrid - GLC 350e 4MATIC ผสมผสานข้อดีของมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรง แบตเตอรี่ ระบบชาร์จไฟแบบเสียบปลั๊กและความสามารถของกลไกกระจายแรงบิดแบบทุกล้อที่มีการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษต่ำ รุ่น GLC 350e 4Matic กลายเป็น SUV ขนาดกลางที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยปล่อย CO2 เพียงแค่ 60 กรัมต่อระยะทาง1 กิโลเมตร พลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์วิ่งได้ระยะทาง 21 ไมล์โดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ เมื่อทั้งสองระบบทำงานร่วมกันจะทำให้ GLC 350e 4Matic มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 5.9 วินาที ส่วน Mercedes Benz GLC รุ่นเครื่องยนต์แบบอื่นก็ยังเน้นไปที่สมรรถนะ ความสะดวกสบาย ด้วยระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ จากความยืดหยุ่นของเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังที่ปรับอัตราทดมาครอบคลุมทุกลักษณะของการใช้งาน เป็นการดำเนินงานผลิตรถยนต์ที่ใช้กลยุทธ์อันชาญฉลาดผ่านโปรแกรมการขับ 4 รูปแบบ (Eco / Comfort / Sport / Sport+)

แม้จะมีขนาดใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัดจากขนาดด้านนอกของฐานล้อกับน้ำหนักของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประดังเข้ามาใส่ไว้ในตัวรถ GLC รกรุงรังเต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่น้ำหนักตัวรถทั้งคันของ GLC กลับลดลงถึง 80 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับรถรุ่นพี่อย่าง GLK จากปัจจัยที่สนับสนุนหลักการลดน้ำหนักด้วยการนำเอาวัสดุประเภทอะลูมิเนียมและโลหะเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงเป็นพิเศษ ชิ้นส่วนอะลูมิเนียมยังถูกใช้ที่ช่วงล่างของตัวรถ การลดน้ำหนักของตัวถัง โดยเฉพาะชุดส่งกำลังแบบใหม่ล่าสุด 9G-Tronic โครงสร้างของเกียร์ทั้งลูกทำจากแมกนีเซียม ลดน้ำหนักลงไปได้อีก 12 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับเกียร์ 7G Tronic Plus ซึ่งเป็นเกียร์ของ GLK รุ่นก่อนหน้านี้

AIR BODY CONTROL
GLC ใหม่วางรากฐานของแชสซีส์และระบบรองรับแบบ AGILITY CONTROL โดยกำหนดเป็นออฟชั่นเสริมพิเศษราคาแพง ใช้โช๊คอัพและสปริงแบบไฟฟ้ามีถุงลมอยู่ภายในแกนกลาง เพื่อเพิ่มหรือลดระดับความสูงของตัวรถและปรับค่าความแข็ง-อ่อนของช่วงล่างสอดคล้องไปกับสภาพทาง ช่วงล่างแบบ Air Matic มีความเหมาะสมกับตัวถัง ขนาดและน้ำหนักของตัวรถ ที่มีรูปแบบสนับสนุนการทำงานของระบบกันสะเทือนผ่านการควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หลักการทำงานขึ้นตรงกับโหมดของการขับเคลื่อน โดยระบบ Air Matic จะปรับตัวเองอย่างอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง เพิ่มเสถียรภาพของการขับขี่และความคล่องตัวแบบสปอร์ตบนความสะดวกสบาย ลักษณะเฉพาะที่ผู้ขับสามารถเลือกโปรแกรมการขับไว้ล่วงหน้าตามการตั้งค่าของโหมดขับเคลื่อน โดยเลือกโปรแกรมการขับ 4 รูปแบบ (Eco / Comfort / Sport / Sport+) ในโหมด Sport ตัวถังจะลดระดับความสูงลง 15 มิลลิเมตร ส่วนโหมด Comfort มุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานด้วยการเชื่อมต่อที่อ่อนนุ่มของแชสซีส์และช่วงล่าง เพื่อความปลอดภัยของการขับขี่ ทุกโหมโหมดจะทำงานภายในเวลาเพียงแค่ 60 มิลลิวินาทีสำหรับการตอบสนอง แพ็กเกจพิเศษซึ่งเป็นงานวิศวกรรมยานยนต์ Off-Road ขั้นสูง AIR BODY ควบคุมการกระจายแรงบิดของล้อแต่ละข้างเพื่อให้มั่นใจสูงสุดขณะทำความเร็ว ระบบAir Matic ยังสามารถยกตัวรถได้อีก 50 มิลลิเมตร เพื่อประสิทธิภาพบนทางออฟโรด รวมถึงการลดความสูงของตัวรถส่วนท้ายลงอีก 40 มิลลิเมตรเมื่อขนสัมภาระ (ออฟชั่นเสริมพิเศษระบบ Air Matic ของ Mercedes Benz GLC ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย)

Powertrain
GLC ใหม่ใช้ระบบส่งกำลังหรือเกียร์แบบใหม่ล่าสุดที่มีอัตราทดมากถึง 9 สปีดในชุดเกียร์ 9G Tronic Plus เป็นชุดส่งกำลังที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิศวกรของ Mercedes Benz เน้นไปที่อัตราทดกว้างและครอบคลุมทุกย่านความเร็ว มีระบบการควบคุมการจัดการ DYNAMIC SELECT กับโปรแกรมการขับที่เป็นมาตรฐานติดตั้งมาให้จากโรงงานเช่นเดียวกับ BMW X3 ที่ใช้เกียร์ ZF 8 สปีด ใน New GLC โหมดการขับเคลื่อนเริ่มจาก ECO / COMFORT / SPORT / SPORT + เจ้าของรถสามารถติดตั้งแพ็กเกจ Off-Road เพื่อเพิ่มเติมความสามารถในการลุยทางวิบาก ประกอบด้วยโปรแกรมการขับ 5 รูปแบบที่ครอบคลุมลักษณะของการใช้งานที่เน้นความสมบุกสมบัน แพ็กเกจ Off-Road จะมีการทำงานร่วมแกนกับ AIR BODY ควบคุมตัวรถด้วยการเพิ่มหรือลดความสูงไปตามโปรแกรมการขับเคลื่อนที่ปรับตั้งได้ ระดับสูงสุดของการลุย ช่วงล่างแบบ Air Matic จะยกความสูงเพิ่มขึ้นอีก 50 มิลลิเมตร การควบคุมกระจายแรงบิดขึ้นตรงกับคอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่จะคอยประเมินผลตรวจจับล้อที่เกิดอาการลื่นไถล โดยจะทำการลดแรงบิดในล้อที่หมุนฟรีแล้วถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อที่ยึดเกาะกับผิวถนน ออฟชั่นเสริมออฟโรดโปรแกรมถูกออกแบบมาสำหรับการวิ่งฝ่าเส้นทางทุรกันดาน ใช้ลากจูงรถพ่วง อำนวยความสะดวกสำหรับการขับใช้งานเมื่อออกจากเส้นทางปกติเพื่อการลุย แพ็กเกจ Off-Road เชื่อมต่อไปถึงระบบเฝ้าระวัง Gemtex underride ที่เน้นความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะวิ่งแบบไต่เนินชันหรือไหลลงจากทางที่มีความลาดชันมากๆ ระบบซึ่งเป็นไปตามชื่อย่อของ DSR ทำงานอัตโนมัติโดยรักษาความเร็วให้คงที่ขณะขับขึ้นหรือลงเนินลาดชัน ถ่ายเทแรงบิดด้วยความเรียบเนียนปราศจากอาการกระตุกกระชากที่เหนือกว่ารถคู่แข่งอย่างชัดเจน

GLC ทุกรุ่นมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4Matic สามารถกระจายถ่ายเทแรงบิดแบบผกผันจากล้อหน้าไปล้อหลังหรือจากล้อหลังมายังล้อหน้าได้ 45% ถึง 55% ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางที่วิ่งผ่าน การกระจายแรงบิดระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังเชื่อมโยงกับระบบควบคุมการทรงตัว ESP® / ASR และ 4ETS ระบบควบคุมการจัดการแบบไดนามิกนี้ มีให้สำหรับการจัดการที่เหนือกว่าและสามารถคาดเดาได้อย่างชัดเจน คลัตช์หลายแผ่นที่แตกต่างกันในชุดขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4Matic ช่วยเพิ่มการยึดเกาะระหว่างยางกับผิวถนน เช่น การขับบนหิมะหรือน้ำแข็ง แรงล็อกขั้นพื้นฐาน 50 นิวตันเมตร ระหว่างเพลาด้านหน้าและเพลาหลังกับการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อต้องลากจูงวัตถุที่ส่งผลกับเสถียรภาพของตัวรถ ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-TRONIC หรือเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 อัตราทดรุ่นล่าสุดสร้างโดยวิศวกรของ Mercedes Benz ถูกติดตั้งให้เป็นเกียร์มาตรฐานใน GLC 220 d 4MATIC / GLC 250 d 4MATIC และ GLC 250 4MATIC ทั้งนี้ เพื่อให้เหนือกว่าเกียร์แบบ 8 สปีดในรถคู่แข่งอย่าง BMW X3 โดยขึ้นอยู่กับโหมดที่ผู้ขับขี่ทำการเลือกสำหรับการควบคุมแบบ DYNAMIC เกียร์ 9 สปีดแบบใหม่ที่มีอัตราทดเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ตำแหน่ง ครอบคลุมทุกสภาพเส้นทางโดยเน้นไปที่ความคล่องตัวและการตอบสนองที่ดีของเครื่องยนต์โดยเฉพาะย่านของแรงบิดที่กว้างมากยิ่งขึ้น เกียร์โอเวอร์ไดรฟหรือเกียร์ 9 เน้นไปที่ความประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด ศักยภาพในการส่งกำลังที่เหนือกว่าเกียร์แบบอื่นๆ เน้นคุณประโยชน์ของการขับใช้งานได้อย่างเต็มที่ เกียร์แบบใหม่ในNew GLC ยังมีการเปลี่ยนแปลงอัตราทดด้วยความว่องไวอย่างน่าประทับใจ จากความแม่นยำและเรียบเนียนราวกับเกียร์ CVT มอบอัตราเร่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเร่งความเร็วเพื่อแซง ผสานกับความอ่อนโยนนิ่มนวลเมื่อเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง สำหรับ GLC 350 E 4MATIC รุ่นไฮบริดจาก Mercedes-Benz มาพร้อมกับระบบส่งกำลังรุ่นล่าสุด 7G-TRONIC PLUS ซึ่งได้รับการปรับปรุงโดยเฉพาะค่าของความสอดคล้องกับความต้องการของการใช้งาน เกียร์ 7 สปีดใน GLC รุ่นไฮบริดซึ่งมีมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งอยู่ภายใน มอบความสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมสำหรับการขับเคลื่อนที่เน้นความประหยัดกับสมรรถนะของอัตราเร่งเป็นสำคัญ


ถุงลมนิรภัย / โครงสร้างของตัวรถ
การรักษาความปลอดภัยในตัวรถด้วยประเพณีอันดีงามของ Mercedes-Benz ในยนตรกรรมรุ่น GLC มีรูปแบบพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยและป้องกันความผิดพลาดที่กลายเป็นแบบอย่างของยานยนต์ในระดับพรีเมี่ยม เริ่มต้นด้วยความแข็งแรงของโครงสร้าง โดยเฉพาะห้องโดยสารที่คงทนต่อแรงกระแทก ด้วยการกระจายแรงประทะให้เบี่ยงเบนออกไปยังทิศทางอื่นเพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุกลายเป็นรูปแบบหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์ของ Mercedes Benz ด้วยการออกแบบโครงสร้างรวมถึงการทดสอบภาคสนามด้วยมุมของการชนปะทะในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารโดยอาศัยผลลัพธ์จากงานหล่อชิ้นส่วนอะลูมิเนียมและวัสดุพิเศษที่มีความแข็งแรงสูงที่ใช้ในการทำโครงแชสซีส์ผนวกเข้ากับการทดสอบการชนปะทะมาปรับแก้ในขั้นตอนของการพัฒนา เพื่อทำให้ Mercedes Benz GLC มีความปลอดภัยในระดับหัวแถวของยานยนต์ประเภท SUV

นอกจากเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดยึด ซึ่งเป็นเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติแล้ว ผู้โดยสารด้านหน้าและผู้โดยสารตอนหลังที่อยู่ในที่นั่งด้านหลังยังมีการเสริมด้วยถุงลมนิรภัยจำนวนมาก ทำหน้าที่ในการปกป้องผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้ายังสามารถติดตั้งเบาะที่นั่งของเด็กเล็ก ช่วยให้เด็กนั่งโดยสารในตำแหน่งที่มีความปลอดภัยสูงสุด โดยถุงลมนิรภัยจะถูกปิดการใช้งานแบบอัตโนมัติเมื่อที่นั่งเด็กถูกติดตั้งและเปิดใช้งานผ่านระบบความปลอดภัยที่สามารถปรับตั้งได้


Mercedes Benz GLC มี 4 รุ่นพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC เป็นมาตรฐานของตัวรถ

GLC 220 d 4MATIC เครื่องยนต์ดีเซลแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาว์ล ปริมาตรความจุ 2,143 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบดีเซลคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น กำลัง 125 กิโลวัตต์ (170 แรงม้า) แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,400-4,200 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังแบบ 9 G Tronic พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop

GLC 250 d 4MATIC เป็นรุ่นที่คาดว่าจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยภายในไตรมาตรที่ 4 นี้ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 2,143 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดแบบดีเซลคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น กำลัง150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า แรงบิดให้มาล้นๆที่ 500 นิวตันเมตรในย่าน 1,600-1,800 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังแบบ 9 G Tronic พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop

GLC 250 4MATIC เครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 1991 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบไดเรคอินเจคชั่น กำลัง 155 กิโลวัตต์ หรือ 211 แรงม้า ที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1200 - 4000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังแบบ 9 G Tronic พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop

GLC 350 E 4MATIC เครื่องยนต์เบนซินแบบปลั๊กอินไฮบริด เป็นเครื่องแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 1991 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบแบบ High-pressure direct injection turbocharger กำลังเครื่องยนต์ 155 กิโลวัตต์ หรือ 211 แรงม้า +กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 85 กิโลวัตต์ หรือ 116 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1200-4000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังแบบ 7G Tronic Plus พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop

Mercedes Benz ไม่เคยมี SUV ที่ยัดคุณภาพของงานประกอบและงานตกแต่งภายในขั้นสูง โมเดลใหม่อย่าง GLC ยังมอบความหลากหลายของอุปกรณ์ที่คอยช่วยเหลือคนขับ การปรากฏตัวของ GLE ต่อเนื่องด้วย GLC ถือเป็นการกำหนดค่าประสิทธิภาพของรถยนต์เอสยูวีภายใต้ตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกให้มีความเหนือชั้นมากกว่ารถคู่แข่งในด้านอุปกรณ์พื้นฐานรวมถึงรายละเอียดของระบบช่วยขับต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ใน GLC โดยเฉพาะระบบช่วยขับที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยนับสิบรายการ เช่น ระบบป้องกันการชน ASSIST PLUS, Crosswind Assist, ไฟหน้าแบบ Active Assist ระบบควบคุมการทรงตัวขั้นก้าวหน้า ESP® ฟังก์ชั่นเสริมซึ่งเป็นตัวเลือกจาก GLC รุ่นล่าสุด ด้วยแพ็กเกจการให้ความช่วยเหลือคนขับซึ่งเข้ามาช่วยลดภารกรรมการขับขี่ ในขณะเดียวกันก็ยังเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารโดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านความปลอดภัยขณะขับ เช่น ระบบ Distronic PLUS กับพวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Active Steering wheel Assist และระบบ Stop & Go ตัวช่วยสำคัญในระบบ PRE-SAFE® ระบบเบรกไฟฟ้าที่ใช้การตรวจสอบคนเดินเท้า BAS PLUS กับคนข้ามทางม้าลายหรือกำลังข้ามถนนในบริเวณจุดบอดที่มองไม่เห็นเพื่อป้องกันการชน ระบบ Lane keeping assist ป้องกันอาการหลับในหรือการเปลี่ยนช่องทางจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่วยทำให้การขับขี่ใช้งานรถยนต์ SUV จากแบรนด์ตราดาวมีความปลอดภัยสูงสุดด้วยการเปิดใช้งานระบบ PRE-SAFE® PLUS

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th 
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้