29 ก.ค.วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก คืน "เสือ" ให้ "ป่า"

ข่าว

    29 ก.ค.วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก คืน "เสือ" ให้ "ป่า"

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      28 ก.ค. 2558 05:15 น.

      29 ก.ค.ของทุกปี คือ “วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก” หรือ “วันอนุรักษ์เสือโลก” 

      เสือโคร่ง สัตว์ที่มีความสง่างามที่สุดในโลก แต่กลับถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากการถูกไล่ล่า ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุด โดยชิ้นส่วนของเสือโคร่งนับเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดการค้าสัตว์ป่าของเอเชีย รองจากการค้างาช้างและนอแรด

      ซ้ำร้าย ถิ่นที่อยู่อาศัยยังถูกคุกคามจากการลดลงของผืนป่า

      ปัจจุบันมีเพียง 13 ประเทศทั่วโลกเท่านั้น ที่มีประชากรเสือโคร่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติ คือ บังกลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า เนปาล รัสเซีย เวียดนาม และไทย

      โดยทั้ง 13 ประเทศมีการทำสัตยาบันร่วมกันเมื่อปี 2553 ว่า ภายในปี 2565 หรืออีก 6 ปีข้างหน้าทุกประเทศจะต้องทำให้ประชากรเสือโคร่งในป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากปริมาณที่มีอยู่ปัจจุบัน

      ทั้งนี้ จากข้อมูลของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีเสือโคร่งประมาณ 200-250 ตัว ส่วนใหญ่พบในผืนป่าตะวันตกตั้งแต่ จ.ตากเรื่อยลงมาถึง จ.กาญจนบุรี เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์ฯ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เขตรักษาพันธุ์ฯทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออก รวมทั้งเขตรักษาพันธุ์ฯอุ้มผาง อุทยานฯ แม่วงก์ เป็นต้น รองลงมาพบที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และกลุ่มป่าฮาลา-บาลา ส่วนกลุ่มป่าอื่นพบน้อยมาก

      “นับจากปี 2553 เป็นต้นมา ด้วยมาตรการเข้มข้นในการปราบปราม ทำให้ประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติเพิ่มขึ้น ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
      ถือเป็นพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการอนุรักษ์เสือโคร่ง ห้วยขาแข้งมีพื้นที่ประมาณ 2,700 ตารางกิโลเมตร ขณะนี้มีเสือโคร่ง อยู่ประมาณ 80 ตัว เสือนั้นมีอาณาเขตหากินตัวละประมาณ 80 ตารางกิโลเมตร ถือได้ว่าที่มีอยู่เกือบจะเต็มพื้นที่แล้ว แต่ปรากฏการณ์ที่น่ายินดีอย่างมากคือ พื้นที่ป่า
      ที่ติดต่อกับห้วยขาแข้ง คือ อุทยานฯแม่วงก์ และอุทยานฯ คลองลาน เริ่มมีประชากรเสือโคร่งมากขึ้น โดยในอุทยานฯแม่วงก์ มีเสือแม่ลูกอ่อน 2 ตัว ทั้ง 2 ตัว มีลูกรวมกัน 5 ตัว และมีเสือตัวผู้อีก 3 ตัว และจากกล้องแคมเมราแท็ปส์ ที่ติดกับต้นไม้ตามจุดต่างๆสามารถถ่ายภาพเสือโคร่งในป่าแม่วงก์ได้ไม่ต่ำกว่า 12 ตัว ส่วนที่อุทยานฯ คลองลาน เจ้าหน้าที่พบรอยตีนเสือโคร่งหลายแห่ง ที่น่าประหลาดใจและน่ายินดีอย่างมากคือ พบเสือตัวเมียจากห้วยขาแข้ง 2 ตัว ตัวหนึ่งเดินไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี และอีกตัวหนึ่งเดินไปที่อุทยานแห่งชาติถ้ำธารลอด ระยะทางมากกว่า 100 กิโลเมตร ที่ว่าประหลาดใจก็เพราะป่าห้วยขาแข้งกับป่าสลักพระนั้นไม่ได้ติดต่อเชื่อมโยงกัน มีหมู่บ้านและถนนลาดยางกั้นหลายแห่ง” นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุถึงสถานการณ์เสือโคร่งของประเทศไทย

      ส่วนที่อื่นๆทั้งอุทยานฯแก่งกระจานอุทยานฯ กุยบุรีและพื้นที่ป่ามรดกโลกอย่างดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ก็พบว่ามีปริมาณเสือโคร่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอุทยานฯ เขาใหญ่ที่เชื่อมต่อกับอุทยานฯ ทับลาน พบเสือโคร่งไม่ต่ำกว่า 10 ตัว จากเดิมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา แทบจะไม่เคยเจอเสือโคร่งเลย

      นั่นก็หมายความว่า การเพิ่มขึ้นของเสือโคร่งมาจาก 2 ปัจจัย คือ 1.ป่าในพื้นที่นั้นยังอุดมสมบูรณ์เสือถึงอยู่ได้ และ 2.ในบริเวณที่เสืออาศัยอยู่ มีเหยื่อให้กินอย่างเพียงพอ

      “ถ้าจะว่าไปแล้วประเทศไทยดูแลเสือโคร่งได้ดีในลำดับต้นๆ โดยในรายงานขององค์การอนุรักษ์เสือโลกยกย่องให้ประเทศไทยอยู่อันดับ 4 ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถอนุรักษ์ ฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณเสือโคร่งในป่าธรรมชาติได้ดีรองจากประเทศอินเดีย รัสเซียและเนปาล” รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว

      ขณะที่แผนการเพิ่มประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติของกรมอุทยานฯ ยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการฟื้นฟูประชากร เสือในพื้นที่ป่าตะวันตก แนวเทือกเขาตะนาวศรีและผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่รวมทั้งฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในผืนป่าที่มีศักยภาพอื่นๆ เช่น กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาวและกลุ่มป่าคลองแสง-เขาสก เป็นต้น

      และในวันที่ 29 ก.ค.2558 กรมอุทยานฯ ในฐานะผู้รับผิดชอบ ในส่วนของประเทศ ไทย จัดให้มีการประชุมวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก โดยวาระสำคัญคือการทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติ เพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง พ.ศ. 2553-2565 ว่า ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา แผนงานมีความคืบหน้ามากน้อยเพียงใด ผลลัพธ์ที่ทำออกมาน่าพอใจหรือไม่ เพราะในปี 2565 ประเทศไทยจะต้องไปรายงานสถานการณ์เสือโคร่งให้ภาคีสมาชิกประเทศที่มีเสือโคร่ง 13 ประเทศ ว่า ประเทศไทยสามารถเพิ่มปริมาณเสือในป่าธรรมชาติได้อีก 50% จากของเดิมที่มีอยู่ 200–250 ตัว นั่นคือ ต้องเพิ่มประชากรเสือให้ได้ประมาณ 100-125 ตัว ได้หรือไม่

      ถือเป็นภาระที่หนักหนามิใช่น้อย

      “ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” ขอเอาใจช่วยกรมอุทยานฯ ให้ประสบความสำเร็จบรรลุสัตยาบันตามเป้าหมาย เพราะเรามองว่าที่ผ่านมาแม้การทำงานจะนับได้ว่าน่าพอใจระดับหนึ่ง เพราะภัยคุกคามเสือโคร่งลดลง แหล่งที่อยู่อาศัยและเหยื่อของเสือโคร่งเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณของเสือโคร่งเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มไปในทางที่ดี

      แต่ปัญหาคือจะรักษามาตรฐานการดูแลรักษาเสือโคร่งไว้ให้มั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไร

      เพราะต้องไม่ลืมว่าเสือโคร่ง อยู่ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า ซึ่งมีราคาค่าตัวมหาศาลถึงตัวละประมาณ 1 ล้านบาท และยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มนายทุน ขณะที่ป่าอนุรักษ์ ที่เปรียบเสมือนบ้านของเสือโคร่งยังคงถูกทำลายลงทุกวัน

      คงน่าเศร้าหากพบว่าวันหนึ่งเสือโคร่ง ต้องกลายสภาพจากนักล่าผู้งามสง่าเป็นแค่สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หรือกลายสภาพเป็นเครื่องประดับและเมนูบำรุงกำลังในภัตตาคารเปิบพิสดาร

      ความหวังที่เสือโคร่งจะยังคงอยู่ในป่าธรรมชาติ คงอยู่ที่ความร่วมมือและความพยายามของทุกคน

      อย่าทำร้ายลูกหลานไทยด้วยการให้รู้จักเสือโคร่งเพียงแค่จากนิทานพื้นบ้าน ที่ไม่เหลือตัวตนจริงในป่าของประเทศไทยเลย!!!

      ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เวลา 00:53 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์