วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขาลง ขาดิ่ง และขาเดี้ยง

นักลงทุนหุ้นจำนวนไม่น้อยติดหุ้นดอยซ้ำรอยรุ่นใหญ่ในอดีต นักลงทุนทองคำจำนวนมากติดทองยอดดอยซ้ำรอยรุ่นเก๋าในอดีต นักลงทุนอัตราแลกเปลี่ยนบางกลุ่มติดเงินบาทกลางดอยซ้ำรอยหลายรุ่นในอดีต และยังมีนักลงทุนคอนโดฯ ที่ดิน ไปจนถึงบ้านมือสอง ติดหล่มกำลังซื้อจากการเก็งกำไรที่ไม่เห็นกำไรงดงามอย่างที่จิ้นกันไว้ ช่องทางลงทุนหวังผลตอบแทนงามๆ ดูจะไม่ต่างจากคำพูดที่ว่า “ขาลง ขาดิ่ง และขาเดี้ยง”


“สภาพขาลง” ของดัชนีหุ้นไทย หรือ SET จากต้นปีนี้มาถึงวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านไป ให้ผลตอบแทนติดลบ 3.94% พูดภาษาชาวบ้านก็ไม่ต่างจากซื้อต้นปีมาถึงกลางปี ดอกผลนอกจากไม่งอก ยังขาดทุนให้ใจหาย นักลงทุนหุ้นไทยยิ้มตาเป็นมันจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเลขไม่มงคลของฝรั่งแต่เป็นเลขสวยงามของตลาดหุ้นไทย นักลงทุนหลายคนเห็นดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปทำสถิติสูงสุดในรอบปีนี้ที่ระดับ 1,615 จุด จุดหุ้นติดดอยใหม่ถูกสร้างขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่หลังจากนั้นหุ้นไทยก็เกิดอาการขาลงต่อเนื่องหายไปถึง 10.4% จากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ สารพัดปัจจัยลบที่กระหน่ำแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น รวมถึงความรู้สึกของนักลงทุนที่อยู่เหนือรายงานวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้งหนักสุดในรอบ 50 ปี ส่งออกไทยเดือนแล้วเดือนเล่าก็หาจุดต่ำสุดไม่เจอ ยอดขายรถยนต์ทรุดหนักกว่า 18% ในรอบครึ่งแรกของปีนี้ หรือแม้แต่วิกฤติหนี้กรีซที่ยังฝ่ากันไม่พ้น รวมถึงแบงก์ชาติสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นในช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างแน่นอน นั่นทำให้แม้แต่นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยยังต้องขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านไปมากถึง 40,315 ล้านบาท ด้วยเพราะฝรั่งเล่นหุ้นไทยก็ยังขวัญผวากับตัวชี้วัดตลาดหุ้นไทยว่าแพงหรือถูก ที่เรียกกันติดปากในหมู่นักลงทุนว่า ค่าพีอี หรือ P/E Ratio ก็ในเมื่อค่าพีอีของดัชนีหุ้นเอ็มเอสซีไอของตลาดหุ้นเกิดใหม่ในปัจจุบันอยู่ที่ 11.5 เท่า แต่ค่าดังกล่าวของตลาดหุ้นไทยถึงวันนี้อยู่ที่ 13.8 เท่า ถ้าไปนับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ วันนั้นค่าพีอีตลาดหุ้นไทยพุ่งไปแตะ 15.4 เท่า ท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานลบ และข่าวร้ายทางเศรษฐกิจที่กลายเป็นจริงเพียบ ใช่หรือไม่ที่จะแห่ขึ้นดอยใหม่ มีนักลงทุนจำนวนก็ไม่น้อย นั่งตั้งคำถามสะพัดกันว่า ดัชนีหุ้นไทยจะหลุด 1,400 จุดหรือไม่?


“สภาพขาดิ่ง” ของเงินบาทไทยเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ถูกสะท้อนมาจากความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจไทย เมื่อเทียบกับแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน หรือกับกลุ่มประเทศในเศรษฐกิจเกิดใหม่ เงินบาทไทยเมื่อวันพุธที่ผ่านไปอ่อนค่าลงถึง 0.5% นับเป็นวันที่ 8 ติดต่อกันที่เงินบาทไม่เคยถูกเทขายอ่อนค่ายาวนานนับตั้งแต่พฤษภาคม ปี 2552 หรือในรอบ 6 ปี แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ทุกท่านรู้ดี เริ่มจากภัยแล้งที่จะฉุดจีดีพีไทยต่ำ 3% ในปีนี้ ซึ่งถูกตอกย้ำทั้งจากผู้ว่าแบงก์ชาติไปถึงนายแบงก์ใหญ่โตหลายค่าย ส่งออกไทยก็มั่นใจได้ว่าปีนี้ติดลบเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ทำให้ส่งออกไทยไม่เคยย่ำแย่ในรอบ 6 ปีผ่านมา ท่ามกลางเงินบาทอ่อนค่าจากต้นปีที่ 33 บาท มาถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านไปถึงกว่า 5.69% มาอยู่ที่ 35 บาท เข้าตำราของไทยถูกยังไง ลูกค้าต่างชาติก็ไม่ซื้อ เพราะเศรษฐกิจบ้านเขาก็ย่ำแย่ไม่ต่างจากบ้านเรา สารพัดยอดขายสินค้าตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงสินค้าเกษตร ล้วนถูกมัดกำลังซื้อด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่สามารถกดต่ำลงให้เห็นชัดเจน ท่ามกลางราคาน้ำมันถูกตามกระแสนน้ำมันดิบในตลาดโลก แม้จะช่วยประหยัดเงินรัฐบาลในแง่นำเข้าน้ำมันถูกลง แต่ไม่แรงพอที่จะสร้างความมั่นใจการใช้เงินของประชาชน แบงก์ชาติเองก็สร้างความประหลาดใจด้วยการลดดอกเบี้ยลงแตะ 1.5% ท่ามกลางโจทย์บริหารดอกเบี้ยของแบงก์ชาติจากวันนี้ไป กำลังถูกท้าทายด้วยการขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติสหรัฐที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก คนทำธุรกิจนั่งตั้งคำถามต่อไปว่า เงินบาทจะหลุด 35 บาทหรือไม่?


“สภาพขาเดี้ยง” ของนักลงทุนทองแท่ง ทองรูปพรรณ ไปถึงทองกระดาษ หรือสัญญาทองคำล่วงหน้า จากต้นปีถึงวันศุกร์ที่ผ่านไปนั้น ผลตอบแทนทองคำในไทยติดลบ 1.89% โดยมีช่วงเขย่าขวัญนักลงทุนในทองคำในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งได้เห็นราคาทองคำร่วงลงต่ำกว่าบาทละ 18,000 บาท ทำสถิติลงต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี ชวนทำให้นึกถึงคนไทยที่ซื้อทองคำที่บาทละ 26,000-27,000 บาทเมื่อ 2-3 ปีผ่านมานั้น กลายเป็นราคายอดดอยที่นับวันยากจะได้เห็นยอดใหม่ขึ้นไป เพื่อให้นักลงทุนได้ข้ามไปซื้อหาราคาแพงกันต่อไป แม้แต่ภาพนักลงทุนแห่เข้าไปซื้อทองคำตามร้านขายทองในปลายสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเห็นทองคำลงแตะบาทละ 17,900 บาท ก็ชวนให้สงสัยว่าซื้อได้ในราคาต่ำสุดแล้วหรือ และอีกนานแค่ไหนที่จะหวังผลกำไรงามๆ ตามที่ตั้งใจไว้? ในเมื่อตลาดทองคำไม่ได้เป็นที่น่าสนใจอีกต่อไปนับจากเมื่อ 2 ปีผ่านมาและในอนาคตอีกไม่น้อยกว่า 3-5 ปี สะท้อนจากการเทขายทองคำล่วงหน้ายาวนานถึง 10 วันติดต่อกันที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 19 ปี หรือนับตั้งแต่กันยายนปี 2539 คนจีนชะลอซื้อทองคำจากเศรษฐกิจในประเทศที่ย่ำแย่ และตลาดหุ้นจีนเกิดฟองสบู่แตกเมื่อ 2 สัปดาห์ผ่านมา ส่งผลความต้องการใช้ทองคำในจีนทรุด 9% ตามด้วยความต้องการใช้ทองคำและเหรียญทองคำทั่วโลกดิ่งลงกว่า 17% กระทั่งธนาคารชั้นนำระดับโลกอย่าง มอร์แกน สแตนเล่ย์ ยังออกรายงานมาล่าสุดว่า ทองคำในตลาดโลกจะร่วงลงไปแตะ 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากราคาปิดทุกวันนี้ที่ต่ำกว่า 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทองจะลงต่ำกว่าบาทละ 18,000 หรือ 17,000 หรือไม่?


ทุกคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาของแต่ละย่อหน้า อาจจะหาคำตอบเป๊ะๆ เป็นเรื่องยาก แต่หาแนวโน้มเป็นที่ชัดเจนเป็นเรื่องง่าย คำตอบอยู่ที่การทยอยขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นของแบงก์ชาติสหรัฐฯ ที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 0.13% ในการประชุมที่เหลือ 3 ครั้งของปีนี้ แม้แต่ครั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ ก็อาจได้เห็นปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายก็เป็นไปได้ ใครจะไปรู้ แต่นักลงทุนต้องรู้เสมอ คือ ฟังเรื่องเล่าแต่หาข้อมูลจริง ปิดขาดทุนด้วยใจแต่ทำกำไรด้วยวิธีคิด พลิกความเสี่ยงให้เป็นการสร้างโอกาส

บัญชา ชุมชัยเวทย์

27 ก.ค. 2558 10:45 27 ก.ค. 2558 12:36 ไทยรัฐ