วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเมืองบ่วงปชต. อำนาจคืนความสุข

“การเมือง”...ต้องเคลื่อนไปสู่... “ประชาธิปไตย” คุณภาพหรืออริยะทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืน ป้องกันความรุนแรง ขจัดคอร์รัปชัน มีสมรรถนะในการแก้ปัญหาประเทศ และนำประเทศไปสู่ความรุ่งเรือง

อาจเรียกว่า “ประชาธิปไตยอรรถประโยชน์” ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยมิคสัญญีกลียุค”

ทำไมรัฐบาลต่างๆถึงแก้ปัญหาประเทศไทยไม่ได้? ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ถามเองตอบเอง... “เรามีนายกรัฐมนตรีหลายบุคลิก ตั้งแต่จอมพล ป. ปรีดี สฤษดิ์ สัญญา เสนีย์ คึกฤทธิ์ เปรม ทักษิณ ฯลฯ บางท่านก็เก่งและดีกว่าลี กวน ยู แต่สังคมไทยซับซ้อนและยากกว่าสิงคโปร์มาก...”

ต้นตอของความยากมาจากโครงสร้างของสังคมที่กำหนดพฤติกรรม เราเป็นสังคมที่มีสัมพันธภาพเชิงอำนาจมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โครงสร้างความสัมพันธ์ในสังคมจะมีผลต่อสมองและพฤติกรรมของคน ในสังคมอำนาจผู้คนจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนต่างๆ เช่น โกงมาก เรียนรู้น้อย เป็นศรีธนญชัยไม่ใช้ความจริง นินทาว่าร้าย เฉื่อย...ไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม แตกแยกกันสูง โดยสรุปเป็นสังคมที่ขาดความเป็นธรรม โดยพื้นฐานสังคมที่เป็นอย่างนี้ จะพัฒนาอะไรก็จะยากไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนา

“ไม่มีรัฐบาลใดๆ...จะแก้ปัญหาได้”

ประเด็นจึงไม่ใช่การต่อสู้กันว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล เพราะไม่ว่าพรรคใดเป็นก็แก้ปัญหาไม่ได้ในเรื่องที่สำคัญๆต้องมีความร่วมมือกันระหว่างพรรคโดยเอาประเทศเป็นตัวตั้ง

คำถามต่อไปมีว่า...จากสังคมที่เป็นปัญหาน้อยแตกแยกมาก จะเกิดพลังสร้างสรรค์ออกจากวิกฤติได้อย่างไร? ศ.นพ.ประเวศ บอกว่า จากโครงสร้างและพฤติกรรมของสังคมที่กล่าวถึงในข้างต้น...สังคมไทยมีปัญญาน้อยแตกแยกมาก ทำให้วิกฤติและไม่มีพลังออกจากวิกฤติ ที่ว่ามีปัญญาน้อยเพราะเหตุ 3 อย่าง...

หนึ่ง...อยู่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มีภัยธรรมชาติน้อย จึงขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ สอง...ปกครองด้วยการรวมศูนย์อำนาจมานาน ข้าราชการคุ้นเคยกับการใช้อำนาจมากกว่าใช้ปัญญา และ สาม...ระบบการศึกษาที่เน้นการท่องวิชามากกว่าการเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริง ทำให้คนไทยไม่รู้ความจริงของแผ่นดินไทย

เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ เพราะขาดปัญญารัฐไทยจึงแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อนไม่ได้ เช่น แก้ความยากจนไม่ได้ ไม่สามารถจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน นโยบายของรัฐก่อให้เกิดความล้มละลายของเกษตรกรทั่วประเทศและความแห้งแล้งอย่างไม่มีทางแก้ไขได้ การขาดแคลนน้ำและความยากจนของเกษตรกรขณะนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ที่ไม่มีรัฐบาลใดๆจะแก้ได้ เพราะรัฐไทยขาดปัญญา

การที่คนไทยรู้น้อยและรู้เป็นส่วนๆ จึงแตกแยกกันสูง ทำนองตาบอดคลำช้าง ความแตกแยกมีอยู่ทั่วไปทุกวงการ มีการวิเคราะห์วิจารณ์มากกว่า ขาดภูมิปัญญาทางการสังเคราะห์และการจัดการ ประเทศจึงไม่มีพลังสร้างสรรค์ที่จะออกจากสภาวะวิกฤติ ในสภาพความซับซ้อนและยากเช่นนี้
ใช้อำนาจก็แก้ปัญหาไม่ได้...

“คุณทักษิณก็ถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจที่สุดยังทำไม่สำเร็จ ซึ่งผมเคยเตือนท่านไว้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าสภาพปัญญาน้อยแตกแยกมากทำให้หมดพลัง การสร้างพลังก็ต้องเปลี่ยนเป็นรวมตัวกันและมีกลไกการใช้ปัญญา...”

ศ.นพ.ประเวศ วะสี สะท้อนมุมมองต่อไปว่า ช่วงเวลาระหว่างที่ คสช. ถืออำนาจสูงสุดจะใช้อำนาจนั้นสร้างระบบ พฤติกรรม และความเคยชินใหม่อย่างไร เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอรรถประโยชน์ นอกเหนือไปจากระบบและองค์กรที่มีอยู่แล้ว ควรมีกลไกเฉพาะหน้า 5 ประการ ทำงานเชื่อมโยงกัน คือ

“ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ”...คัดคนที่มีความสามารถสูงๆจากพรรคการเมืองบวกคนนอกมาทำงานร่วมกัน เพื่อฝึกความเคยชินของความร่วมมือกันเพื่อประเทศต่อไป เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ไม่ใช่ต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตาย รัฐบาลแห่งชาติพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ร่วมกับกลไกอีก 4 ประการ

คสช. เลือกทำเฉพาะเรื่องที่ยากสุดๆที่รัฐบาลใดๆก็ทำไม่ได้ ถ้า คสช. ไปทำเสียหมดทุกเรื่องก็หมดกำลัง ทิ้งเรื่องยากไว้ให้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ซึ่งก็คงทำไม่ได้ ประเทศก็จะวิกฤติต่อไป ตัวอย่างของเรื่องยากๆที่ คสช. ควรทำ เช่น ป้องกันการใช้ความรุนแรง สร้างระบบและกลไก

แก้ปัญหาความยากจน และจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ถ้าสามารถจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรที่ยากจนครอบครัวละ 2–3 ไร่ ทำเกษตรยั่งยืนจะแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จถาวร ทั้งเรื่องความยากจน การขาดแคลนน้ำ และค่าแรงขั้นต่ำ

คืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเองในรูปของชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เรื่องนี้จะดูแลแก้ปัญหาของประเทศไปได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ “ปฏิรูประบบราชการ”...โดยกระจายอำนาจให้ผู้อื่นทำให้มากที่สุด โดยระบบราชการปรับบทบาทไปเป็นผู้สนับสนุนทางนโยบายและวิชาการ

ปราบปรามคอร์รัปชัน อิทธิพล นักเลง ที่เกาะกุมทรัพยากรของส่วนรวม...ปฏิรูประบบความยุติธรรมซึ่งรวมถึงกิจการตำรวจ...เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาถ้าระบบการศึกษาเปลี่ยนประเทศไทยจะเปลี่ยนระบบการศึกษาที่ดื้อยามาก ไม่เคยมีรัฐบาลใดๆเปลี่ยนได้ เป็นต้น

ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า...การปฏิรูปใดๆจะประสบการต่อต้าน ต้องทำงานเชิงยุทธศาสตร์เป็น

คณะทำงานยุทธศาสตร์ชาติเข้มแข็งสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งในประเทศและในโลกนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นนโยบาย...ยุทธศาสตร์

ทำการสื่อสารให้รู้ถึงกันทั้งรัฐบาล คสช. หน่วยงานรัฐสาธารณะ เพื่อทำให้เกิดปัญญาร่วม...พลังร่วมเป็นกลไกในการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ให้รัฐบาล คสช. เพื่อบริหารเรื่องยากให้เป็นผลสำเร็จ

ประเด็นต่อมา...ปัญญาตามแบบธรรมดา หาเพียงพอไม่ คณะทำงานยุทธศาสตร์ต้องศึกษาจากผู้นำชุมชนท้องถิ่น และจากประชาคมด้วย ...“ภาคผู้นำชุมชนท้องถิ่น”... ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ ถ้าฐานของประเทศแข็งแรงก็จะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่งคง ขณะนี้มีผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เก่งๆดีๆนับแสนคน คนเหล่านี้รู้ความจริงของประเทศไทยหรือภูมิสังคมต่างจากคนข้างบน เพราะเขาอยู่กับชีวิตจริงปฏิบัติจริง รู้ปัญหาประเทศและวิธีแก้ไข

กระบวนการสมัชชาสุขภาพและสมัชชาปฏิรูปเป็นตัวอย่างการที่พลังประชาคมสามารถสังเคราะห์นโยบายที่สำคัญๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และประเด็นนโยบายที่สังเคราะห์ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสมัชชาด้วยฉันทามติ เป็นตัวอย่างของกระบวนการทางสังคม...ทางปัญญาอย่าง “สร้างสรรค์” และ “สมานฉันท์”

“รัฐบาลก็ตาม คสช.ก็ตาม คณะทำงานยุทธศาสตร์ชาติก็ตาม ควรจะศึกษาประเด็นนโยบายที่เป็นมติของสมัชชาสุขภาพ...สมัชชาปฏิรูป ที่เกิดโดยกระบวนการประชาคม...หาทางปฏิบัติให้ได้ ก็จะทุ่นแรงไปได้มาก กระตุ้นกระบวนการประชาคมให้เติบโตขึ้นจนโครงสร้างของสังคมเปลี่ยนและพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยน”

ถึงตรงนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี สรุปการทำงานเชื่อมโยงกันของ 5 กลไกในระยะเปลี่ยนผ่าน คือ รัฐบาลแห่งชาติ, คสช., คนทำงานยุทธศาสตร์ชาติ, ภาคผู้นำชุมชนท้องถิ่น, ภาคประชาคม

ความเชื่อมโยงจะก่อให้เกิดพลังแห่งการรวมตัว ความเข้มแข็งทางปัญญา แทนที่สภาพความแตกแยก...ความอ่อนแอทางปัญญา เป็นพลังสร้างสรรค์นำชาติออกจากวิกฤติได้

เมื่อทุกภาคส่วนเกิดศรัทธาต่อกระบวนทรรศน์ใหม่ และเป็นแบบแผนแห่งการรวมพลังพัฒนาประเทศ รวมทั้งความเคยชินใหม่ที่จะทำเรื่องดีๆ หลังมีการเลือกตั้ง และ คสช.ยุติบทบาทไปแล้ว...ถ้าเป็นไปตามนี้ก็เรียกว่า

ทุกฝ่ายมีบทบาทร่วมด้วยช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอรรถประโยชน์

ไม่มีใครแพ้ แต่ทุกคนเป็นผู้ชนะ...ประเทศไทยชนะ.

27 ก.ค. 2558 09:32 27 ก.ค. 2558 09:32 ไทยรัฐ